تسجيل الدخولเป็นนักเขียนอยู่ดีๆ ตื่นมาอีกทีดันกลายเป็นนางร้ายที่ต้องตายตอนกลางเรื่องเสียได้ วายป่วงจริงๆเลยชีวิตฉัน!
عرض المزيدเสียงฟ้าร้องดังกระหึ่ม มาพร้อมอัศนีที่แล่นโลดบนผืนนภาพายุฝนกระหน่ำสาดไปทั่วทั้งวังหลวงของต้าเหลียง ประตูและหน้าต่างที่แต่เดิมก็ปิดไม่สนิทอยู่แล้ว ชนกระแทกกันอย่างแรงจนบังเกิดเสียงดังสนั่น แต่กลับมิอาจทำให้ผู้ที่อยู่ด้านในห้องรับรู้ความวิปโยคภายนอกได้เลย
"โอ๊ย!"
ความเจ็บราวกับถูกฉีกร่างบังเกิดขึ้นทันที ที่ ‘พริษาบวรวัฒน์’ มีสติหวนคืนกลับมาถึงจะยังไม่เต็มร้อย แต่ความเจ็บปวดดังกล่าวมันบังเกิดขึ้นรุนแรงที่จุดเร้นลับของสตรีมาพร้อมกับความอึดอัดราวกับจะหายใจไม่ออกก็พุ่งเข้ามาเล่นงานจนแทบขาดใจเสียแล้ว
“อา...”
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามราวกับสัตว์บาดเจ็บของบุรุษผู้หนึ่งคิ้วของหญิงสาวพลันขมวดจนแทบจะชนกันทั้งที่ตนเองยังไม่ทันลืมตาเสียด้วยซ้ำ สมองของคนเพิ่งคืนสติกลับมาสับสนงงงวยไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นพริษาหรือ ‘เพรียว’ หญิงสาววัย35ปีก็รับรู้ได้ว่าขณะนี้ตนเองกำลังถูกคนชั่ว ‘ข่มเหง’ อย่างแน่นอน!
พรึบ!
พอนึกรู้ได้เช่นนั้นเพรียวจึงกระชากหนังตาสองข้างของตนเองเปิดขึ้นทันที แต่ภาพที่เห็นก็มีเพียงเงาร่างหนึ่งที่ดำทะมึนราวกับปีศาจร้ายกำลังขยับเคลื่อนไหววูบวาบอยู่เหนือร่างของตนเองเท่านั้น ยิ่งคนผู้นั้นขยับโยกกระแทกกระทั้นโหมกายใส่แรงลงมาหญิงสาวยิ่งเจ็บแสบและจุกแน่นจนร้องไม่ออก
บัดซบ!
นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกัน? หญิงสาวพยายามนึกทบทวนว่าก่อนที่ตนเองจะหลับไปนั้นทำอะไรอยู่กันแน่ถึงสถานการณ์กำลังคับขันไม่ใช่เวลาจะมานึกอะไรแบบนี้แต่หากไม่นึกให้ออกว่าตนเองกำลังทำสิ่งใดอยู่ย่อมไม่อาจกระจ่างได้ว่าบัดนี้ตนเองมาเจอกับเหตุการณ์เฮงซวยนี้ได้อย่างไรแต่ยังไม่ทันได้ทำดังใจคิดพลันสติของเพรียวกลับดำดิ่งสู่ความมืดอีกครั้งเพราะถูกฝ่ามือใหญ่ของบุรุษเหนือร่างบีบลงมาที่ลำคอเต็มแรง!
“เจ้ามันเป็นสตรีไร้ยางอายสมควรตายซ่งไฉ่หนิง!”
นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนสติจะมืดมนผ่านไปนานเท่าใดก็สุดจะรู้ดวงตาเรียวรีทรงดอกท้อจึงค่อยขยับเปิดขึ้นช้าๆ ก่อนที่เพรียวจะกวาดมองบรรยากาศรอบกายด้วยสายตางุนงงอยู่หลายส่วนมองสภาพห้องเก่าแก่แต่ก็ดูโอ่อ่าและหรูหราที่ตลอดชีวิตสามสิบห้าปีของตนเองไม่เคยคุ้นอย่างยิ่งซึ่งความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะหมดไปคือตนเองกำลังจะตาย...
ใช่แล้วหญิงสาวป่วยหนักและคงตายลงอย่างเดียวดายไปแล้วพอนึกออกและจำได้ว่าตนเองตายแล้วเพรียวจึงกระเด้งกายลุกขึ้นมานั่งด้วยสีหน้าแตกตื่นเพราะนอกจากหญิงสาวจะนึกได้ว่าตนเองตายไปแล้วเพรียวยังนึกได้อีกว่าตนเองถูกบุรุษชั่วช้าข่มเหง!
“องค์หญิง! เร็วเข้าใครก็ได้อยู่ด้านนอกเร่งไปตามหมอหลวงว่าองค์หญิงไฉ่หนิงทรงฟื้นแล้ว”
เสียงแรกดังขึ้น เสียงต่อไปก็ส่งต่อถ่ายทอดกันไปเป็นระยะฟังแล้วเพรียวถึงกับนิ่งอึ้ง ‘องค์หญิง’ อย่างนั้นหรือ? หันมองรอบข้างอีกครั้งก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศนี้ช่างดูเข้ากับฐานะองค์หญิงดังว่าจริงเสียด้วยเก่าแก่แต่ก็ดูหรูหราอลังการแต่บรรยากาศนั้นดูไปทางวัฒนธรรมของจีนโบราณอยู่ถึงแปดส่วน
...ที่นี่คือที่ไหนกัน ...
ในขณะที่สมองและความทรงจำของเพรียวยังไม่เข้าที่เข้าทางกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า‘หมอหลวง’ทั้งชายและหญิงก็วิ่งกรูกันเข้ามาจนหญิงสาวตกใจแต่ไม่อาจขยับหนีไปไหนได้จำใจต้องยอมให้คนเหล่านั้นตรวจตนเองอย่างละเอียด ไม่นานยาถ้วยแล้วถ้วยเล่าก็ถูกยกตามเข้ามาก่อนที่ความง่วงนอนอย่างหนักจะเข้ากัดกินและกลืนสติของหญิงสาวไปอีกครั้งยังไม่ทันได้ซักถามใครสักคนว่าตนเองผ่านอะไรมาบ้างและมาโผล่ในที่แปลกประหลาดแห่งนี้ได้อย่างไร
พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกรอบคราวนี้บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนเป็นยามราตรีไปอีกครั้งหนึ่งเสียแล้วม่านมุ้งถูกเอาลง หญิงสาวเรียกหาน้ำดื่มจากนางกำนัลที่พอจะนึกออกมาอีกฝ่ายชื่อนั้นมีนามว่า‘จงอี้ผิง’มาดื่มจนหมดไปสองถ้วยจึงกลับมานอนลงเช่นเดิมหากแต่หญิงสาวนั้นกลับมิอาจหลับตาลงได้อีกแล้วนั่นก็เพราะหนึ่งร่างกายเคล็ดขัดยอกจนหายใจก็ยังเจ็บปวด กับสองคาดว่าตนเองคงนอนหลับมากไปจนร่างกายไม่ต้องการพักผ่อนอีกแล้ว
เธอคือนางสาว‘พริษา บวรวัฒน์’หรือ‘เพรียว’นั้นไม่ผิดแน่ เธอคือหญิงสาวตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ที่เคยมีไฟและมีความฝันว่าตนเองจะก้าวหน้าจะร่ำรวยเพราะถูกพ่อเลี้ยงกับน้องชายและน้องสาวต่างบิดาดูถูกเหยียดหยามเอาไว้มาก หลังเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่6แล้วเธอจึงมุ่งหน้ามายังกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศไทยที่ใครต่างก็พูดถึงว่าเป็นแหล่งหาเงินชั้นเลิศทุ่มเทให้กับการทำงานพิเศษและเรียนไปด้วยจนเรียนจบในเวลา4ปีก็ยิ่งทำงานอย่างหนักจนตนเองอายุ28ปีร่างกายอ่อนล้าเพราะทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่อายุ18ปีแต่ความฝันก็ยังคงไม่เป็นจริงสักที ห้องพักยังคงต้องเช่ารถยนต์ที่ขับนั้นก็ยังต้องผ่อน หน้าที่การงานก็ยังคงย่ำเท้าอยู่ที่เดิมที่เพิ่มเติมก็คือเพื่อนชายคนสนิทแทนที่จะก้าวหน้าคบกันเป็นแฟนชายหนุ่มกลับถอยห่างจากไปเมื่อเธอมักเลือกงานมากกว่าเขาจากความสัมพันธ์ที่สมควรจะก้าวหน้าก็พลันจบลงเพียงเท่านั้น
เรียวปากแกร่งดูดดึงจนคนถูกฤทธิ์ยากระตุ้นยังต้องร้องประท้วงเป็นระยะ มือแกร่งเรียวยาวคู่นั้นก็คล้ายกับมันงอกออกมาเป็นสิบทั้งลูบไล้ขย้ำขยี้พร้อมกับฉีกกระชากอาภรณ์ของซ่งไฉ่หนิงจนไม่เหลือชิ้นดีแม้แต่เอี๊ยมบังทรงตัวน้อยสีหวาน เมื่อกางเกงในตัวน้อยลอยละลิ่วลงไปตกอยู่กลางห้องกงหยวนฉีก็จัดท่าทางให้คนบนตักหันหน้ามาเผชิญกับเขาโดยตรง ซึ่งเขาค่อย ๆ จับขาเรียวสองข้างโอบกอดมายังเอวแกร่งของตนเองทั้งที่เขายังไม่ปลดกระโปรงตัวนอกของนางออกไป“ท่านวางยาตนเองด้วยหรือ?” ว่าจะไม่ถามแต่ซ่งไฉ่หนิงก็ห้ามปากตนเองไม่ทัน เพราะแต่แรกนางเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็จริงแต่ในขณะตนเองยังเงอะงะทำสิ่งใดไม่ถูกอยู่นั้นกลับเป็นกงหยวนฉีที่ดูจะทนไม่ไหวจัดการทุกสิ่งเสียเองจนนางยังนั่งงง“อยากให้ข้าช่วยเจ้าก็หุบปาก หาไม่ข้าจะจับเจ้าในสภาพนี้ออกไปโยนที่นอกตำหนัก!” เขาก็ขู่นางไปเช่นนั้นไม่เคยคิดจะทำจริง แต่สติอันน้อยนิดของซ่งไฉ่หนิงกลับเชื่อหมดใจเพราะเข้าใจไปแล้วว่าอีกฝ่ายชิงชังตนเองเหลือแสนหาไม่เขาจะวางยานางหรือไร แต่สติอันน้อยนิดก็อยู่กับซ่งไฉ่หนิงได้ไม่นานเมื่อกงหยวนฉีกระชากลำคอระหงให้แหงนหน้าขึ้นรับจุมพิตร้อนร้ายของตนเองอีกครั้ง“อื้
กรงเล็บทั้งห้ากางออกแล้วข่วนลงไปบนใบหน้าด้านข้างของกงหยวนฉียาวลงไปจนถึงลำคออย่างที่เขาไม่ทันตั้งตัวเนื่องจากเพิ่งเผาสมุดพับเล่มใหญ่ที่หนาเอาการหมดลง และคิดไม่ถึงว่าตนเองจะถูกอีกฝ่ายเล่นงานเพราะสภาพของซ่งไฉ่หนิงขณะนี้ดูไม่น่าจะออกฤทธิ์ออกเดชกับเขาได้ไหวแต่ดูเหมือนเขาจะประเมินสตรีผู้นี้ผิดไป“ถึงข้าจะชั่วช้าและเป็นสตรีไร้ยางอาย แต่ข้าก็ตัวเล็กตัวน้อยเป็นเพียงสตรีบอบบางถึงเพียงนี้เหตุใดต้องวางยาเพื่อแก้แค้นคืนกับข้าด้วย กงหยวนฉี?!” นางกัดเนื้อในปากจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจึงพอเหลือสติที่จะข่วนหน้าอีกฝ่ายหวังจะฝากรอยแผลนี้เอาไว้ให้กงหยวนฉีออกจากตำหนักไม่ได้ไปสักสองเดือน ช่วยไม่ได้ก็นางเป็นพวกไม่ยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวนี่นาถึงจะรู้ว่าตนเองเป็นฝ่ายเริ่มต้นเรื่องต่าง ๆ นี้ขึ้นมาก่อน แต่นางก็เป็นสตรีบอบบางถึงเพียงนี้เขากลับกล้าวางยาปลุกกำหนัดนางคืนสนองมันเกินไป!ผลัวะ!โครม!ยังไม่ทันตั้งตัวจากกรงเล็บที่ซ่งไฉ่หนิงฝากเอาไว้บนผิวหน้ากับลำคอ กงหยวนฉีก็ถูกเท้าเล็กเตะเข้าที่กลางลำตัว จนเขาเสียหลักตกลงจากเตียงลงไปนั่งมึนเบลออยู่ที่พื้นเสียแล้ว ฝ่ายคนที่เพิ่งบอกว่าตนเองตัวเล็กตัวน้อยเป็นสตรีบอบบ
ซ่งไฉ่หนิงแทบจะหายเมาเป็นปลิดทิ้งเมื่อเจอคำพูดลามกจากคนที่ดูท่าทางเรียบร้อยเป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ทุกกระเบียดนิ้วตรงหน้า“ลามกอันใด นี่คือเรื่องปกติที่สามีภรรยาพูดคุยกันบนเตียง”“……”ซ่งไฉ่หนิงถึงกับมึนงงไปเลยเมื่อพบเจอกับกงหยวนฉีบุคลิกนี้ นางกะพริบตาปริบ ๆ เรียวปากจิ้มลิ้มที่กงหยวนฉีโหยหามานับสิบวันขยับอ้าออกแล้วปิดลงแต่ไร้เสียงใดหลุดออกมาเป็นคำพูดแม้เพียงครึ่งประโยคดูแล้วทั้งน่ารักและน่าจุมพิตไม่น้อยและเมื่อคิดกงหยวนฉีก็ไม่เสียเวลานานเขากระทำทันที“อื้อ!”ผลัวะ! ผลัวะ! ผลัวะ!แต่ซ่งไฉ่หนิงยอมให้ถูกจุมพิตด้วยดีที่ใดนางกำหมัดทุบหลังคนตัวโตและกำลังมากเช่นกงหยวนฉีไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาโดยง่าย ทว่าแรงมดหรือจะสู้พลังของช้างสาร กงหยวนฉีกดล็อกข้อมือสองข้างเอาไว้ได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวของเขาส่วนขาเรียวที่คอยแต่จะงอหัวเข่ากระแทกลูกรักของเขานั้นกงหยวนฉีใช้น้ำหนักของตนเองทับเอาไว้จนนางมิอาจขยับได้“เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่สุรามากมายถึงเพียงนี้กลับยังมีแรงต่อต้านข้าอยู่อีก”“ท่านนะสิยังเป็นคนอยู่หรือไม่คิดมอมสุราสตรี!” แต่บังเอิญว่าพริษาคือตัวมารดาด้านสุราบุรุษตัวโตที่ว่าคอทองแดงยังพ่ายแพ้ราบคาบ“แ
ครั้งแรกกงหยวนฉีลังเลเพราะไม่รู้ว่าห้องใดคือห้องนอนของซ่งไฉ่หนิงแต่ไม่นานจงอี้ผิงก็วิ่งมาเปิดประตูให้ก่อนที่นางจะตรงไปจุดเทียนไขกลางห้องจากนั้นจึงค่อยเลยไปเปิดม่านมุ้งให้แล้วจึงรีบเปิดทางออกจากห้องปิดประตูราวกับกลัวว่าหากนางชักช้าฉู่อ๋องจะจากไป“ใคร?”ซ่งไฉ่หนิงรู้สึกว่าโลกหมุนคว้างไปหมดแต่ก็ยังลุกขึ้นมานั่งโงนเงนอยู่กลางเตียงได้อยู่ หญิงสาวพยายามจับจ้องคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าว่าเขาคือใครเพราะเท่าที่จำได้ตนเองไม่มีพี่ชายหรือน้องชายที่สนิทจนเข้ามายืนใกล้ชิดได้เช่นนี้ยิ่งแฟนหรือเพื่อนชายคนสนิทคนบ้างานจนแทบเรียกได้ว่าทำชนิดไม่ลืมหูลืมตายิ่งไม่เคยมีมาหลายปีแล้วดังนั้นคนตัวโตตรงหน้าย่อมไม่ใช่คนที่ตนเองคุ้นเคย“ข้าหยวนฉี เมาจนแม้แต่สามีก็จำไม่ได้เชียวหรือ”กงหยวนฉียืนกอดอกมองสตรีตรงหน้าด้วยความเหลือเชื่อเนื่องจากจะหายจากอาการแพ้สุราอย่างรุนแรงแล้วนางยังคอแข็งมากก็สุราสามไห่ใหญ่นางดื่มแทบคนเดียวจนหมดจึงค่อยเมามายจนสิ้นสภาพเช่นนี้หรือว่ากันตามจริงหากเขาไม่เล่นกลกับสุราไหสุดท้ายคาดว่าอีกฝ่ายคงยังต่อได้อีกเป็นแน่แต่พอเขาอุ้มนางมาวางลงบนเตียงอีกฝ่ายกลับกระเด้งกายขึ้นมานั่งขัดสมาธิที่กึ่งกลางเตียงได้ห












المراجعات