Masukในวันที่เฮ่อหลานฉือได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดี ทันทีที่กลับถึงจวน ประโยคแรกที่เขาพูดกับเซี่ยหลิงหลัวคือ เขาต้องการรับกู้อวิ๋นเหยาเข้ามาเป็นภรรยาร่วมศักดิ์ เซี่ยหลิงหลัวพยักหน้าอย่างเฉยชา จากนั้น นางก็ดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่ก่อน เพียงได้ยินว่าเฮ่อหลานฉือเหลือบมองบ่าวสาวใช้ผู้ใดมากเป็นพิเศษ นางก็จะโกรธอยู่หลายวัน ทว่าบัดนี้ นางกลับเป็นผู้จัดเตรียมพิธีรับภรรยาร่วมศักดิ์เข้าจวนด้วยตัวเอง พิธีการดูยิ่งใหญ่ ทุกขั้นตอนพิถีพิถัน จนยิ่งใหญ่กว่างานแต่งของตัวนางเองเสียอีก แต่ก่อน นางมักจะหาข้ออ้างนำน้ำซุปหรือของว่างไปส่งให้เขาที่ห้องหนังสือ ทว่าบัดนี้ นางเก็บตัวอยู่ในเรือน และไม่ปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีก แต่ก่อน นางมักจะแต่งตัวอย่างพิถีพิถันทุกวัน หวังว่าจะได้รับการโปรดปรานจากเขาบ้าง ทว่าบัดนี้ นางกลับปล่อยหน้าสด เก็บตัวไม่ออกไปไหน แม้กระทั่งตอนที่เฮ่อหลานฉือเข้ามาในเรือนของนาง และโน้มกายหมายจะมาจุมพิต นางก็ยังผลักเขาออกไปอย่างแผ่วเบา! “วันนี้ข้ามีรอบเดือนมาเยือน เกรงว่าจะปรนนิบัติท่านได้ไม่รอบคอบ น้องอวิ๋นเหยาเพิ่งเข้าจวนมาได้ไม่นาน นางย่อมต้องการความเห็นใจและการดูแลจากท่านพี่ ท่านพี่ไปหาน้องอวิ๋นเหยาที่เรือนเถิดเจ้าค่ะ”
Lihat lebih banyak“หลิงหลัว!” เฮ่อหลานฉือรับร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของนาง ตอนนั้นวิญญาณของเขาแทบจะหลุดออกจากร่าง ประตูเมืองถูกทำลายแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวาย เฮ่อหลานฉือแบกร่างที่ได้รับบาดเจ็บของเซี่ยหลิงหลัวหนี เขาถูกทหารของคนเถื่อนแดนเหนือล้อมเอาไว้ เหล่าองครักษ์ตายไปทีละคน เขาดึงนางมาอยู่ด้านหลัง จากนั้นก็ชักดาบออกมา เขาไม่มีวรยุทธ แต่ดวงตากลับดุดัน ดาบเล่มหนึ่งฟันลงมา เขาขวางเอาไว้ ทำให้แขนของเขาเป็นแผลเหวอะหวะ ทันใดนั้นดาบอีกเล่มหนึ่งกำลังจะพุ่งโจมตีนาง เขาหมุนตัวใช้หลังบังการโจมตีโดยไม่ลังเล! ดาบแหลมคมแทงทะลุเนื้อ เขากระอักเลือดออกมา ดวงตาของนางเป็นสีแดงก่ำ “เฮ่อหลานฉือ--!”เหมือนว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บเลย เขายืมแรงเหวี่ยงตัว ปกป้องนางเอาไว้ใต้ร่าง หันหลังให้คมดาบและคมกระบี่ ศัตรูมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ คมดาบส่องประกาย ลูกธนูแหวกอากาศ ในที่สุดฉินเจิงก็มาถึง! หลังจากเขาเห็นบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกของเฮ่อหลานฉือ รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลง “พานางไป! เร็ว!” เฮ่อหลานฉือคำรามเสียงดัง จากนั้นก็ผลักเซี่ยหลิงหลัวให้ฉินเจิง“ไปด้วยกัน!”“ไม่…ข้าไม่ไหวแล้ว…” เฮ่อหลานฉือส่ายหน้า เลือดไหลซึมออกจากมุมปาก
เพราะเขาอีกแล้ว เพราะเขาเป็นสาเหตุอีกแล้ว นางถูกขังอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม และตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าทรยศชาติ เหมือนเขาเป็นคนนำหายนะมาให้นางเสมอ เซี่ยหลิงหลัวมองเขาครู่หนึ่ง สายตาราบเรียบไร้คลื่นลม เหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า นางพูดขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า “ท่านอัครเสนาบดีเฮ่อทำตามกฎหมาย ไม่มีสิ่งใดผิดนะเจ้าคะ”จากนั้นนางก็เดินอ้อมเขาออกไป ก่อนจะเดินไปหาท่านพ่อและฉินเจิงที่ยืนรออยู่ไม่ไกล ฉินเจิงสาวเท้าก้าวเข้ามา พร้อมใช้เสื้อคลุมตัวหนาคลุมไหล่ของนาง ก่อนพูดเสียงเบาว่า “ไม่เป็นไรแล้ว”เซี่ยหลิงหลัวกระชับเสื้อตัวนั้น แล้วพยักหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าซีดขาว มันเป็นรอยยิ้มที่จริงใจมาก เฮ่อหลานฉือมองรอยยิ้มของนาง เมื่อเห็นว่ามือของฉินเจิงยังคงวางที่ไหล่ของนาง หลุมภายในหัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา เขารู้ว่า แม้กระทั่งคำว่า “ขอโทษ” เขาก็แทบจะไม่มีสิทธิ์พูดแล้ว เรื่องข่าวสมคบคิดกับศัตรูยังไม่ทันซา ฤดูหนาวก็มาถึง ในที่สุดพวกคนเถื่อนแดนเหนือก็ทนต่อไปไม่ไหว พวกมันรวบรวมกำลังพลจำนวนมาก สงครามครั้งใหญ่ปะทุขึ้น ควันสัญญาณตามชายแดนถูกจุด เสียงกลองโหมกระหน่ำ เสียงการต่อสู้ส
เวลาผ่านไป บรรยากาศบริเวณชายแดนตึงเครียดมากยิ่งขึ้น คนเถื่อนแดนเหนือออกมาสร้างความรำคาญบ่อยยิ่งขึ้น สงครามครั้งใหญ่กำลังก่อตัว บรรยากาศตึงเครียดปกคลุมค่ายทหาร ขณะที่พายุกำลังก่อตัว คนที่เฮ่อหลานฉือไม่อยากพบหน้าก็ปรากฏตัวขึ้นที่ชายแดนกู้อวิ๋นเหยามาแล้วไม่รู้ว่านางใช้วิธีการใดถึงสามารถโน้มน้าวใจองค์ชายพระองค์หนึ่งในราชวงศ์ที่มีความสัมพันธ์ดีงามกับตระกูลกู้ให้มาที่นี่ได้ นอกจากนี้ยังอนุญาตให้นางมาปลอบขวัญทหาร ตอนที่นางปรากฏตัวที่ค่ายทหารนางสวมชุดผ้าไหมสีม่วง เสื้อคลุมหนังจิ้งจอกหนา มีบ่าวรับใช้คอยดูแลไม่ห่าง ตอนที่หญิงสาวท่าทางอ่อนช้อยปรากฏตัวที่ค่ายทหารของกองทัพรักษาชายแดน ทุกคนก็ล้วนตกใจมาก เฮ่อหลานฉือมองไปทางนางแล้วขมวดคิ้วแน่นขึ้น ปฏิกิริยาแรกของเขาคือการมองไปทางกระโจมพยาบาล และตอนนั้นเซี่ยหลิงหลัวก็กำลังเดินออกมาจากกระโจม ในมือของนางกำลังถือกะละมังไม้ เมื่อเห็นกู้อวิ๋นเหยา นางก็ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ใบหน้าไร้อารมณ์ นางแค่เบี่ยงสายตาออกอย่างใจเย็น เหมือนแค่มองเห็นคนทั่วไปที่ไม่มีความสำคัญใด ๆ จากนั้นก็หมุนตัวกลับเข้าไปด้านใน ท่าทางสงบนิ่งนั้น ทำให้เฮ่อหลานฉือไม่สบายใจย
เฮ่อหลานฉือยังไม่ได้กลับจากชายแดน ในฐานะตัวแทนพระองค์ เขาจะต้องตรวจการณ์ด้านความมั่นคงและการทหาร ตรวจสอบคลังเสบียงในกองทัพ จัดการงานราชการ ไม่มีใครสามารถตำหนิเขาได้ เขาขยันขันแข็งรับผิดชอบหน้าที่มากกว่าแต่ก่อนมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่า ในแต่ละวันหลังจากจัดการงานราชการที่ซับซ้อนทั้งหมดเสร็จแล้ว เวลาที่เหลือเขามักจะใช้ไปในการมองสถานที่แห่งหนึ่ง—กระโจมพยาบาลเขาไม่กล้าเข้าใกล้โดยพลการ เพราะเขากลัวว่าจะได้เห็นความรังเกียจในสายตาเย็นชาของนาง กลัวว่าจะได้ยินเสียงนางเรียกเขาอย่างห่างเหินว่า “อัครเสนาบดีเฮ่อ” เขาจึงทำได้เพียงจ้องมองจากในระยะไกล ด้วยระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล เขาเหมือนกับเงาที่ละโมบ คอยแอบมองอยู่อย่างลับ ๆเขามองดูเซี่ยหลิงหลัวที่กำลังวุ่นวายท่ามกลางกลุ่มผู้บาดเจ็บ นางทั้งล้างแผล ใส่ยา พันผ้าพันแผล การเคลื่อนไหวที่เคยเงอะงะก็ดูชำนาญมากยิ่งขึ้น ใบหน้าของนางยังซีดขาวเหมือนเดิม รูปร่างผอมบาง แผ่นหลังเหยียดตรง สายตาจดจ่อมีสมาธิ ตอนที่นางม้วนแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นแผลเป็นที่สยดสยอง หัวใจของเฮ่อหลานฉือก็ถูกบีบรัดแน่น เขาเจ็บจนหายใจไม่ออก นั่นคือร่องรอยที่เขาทิ้งไว้บนตัวของนาง





