ログイン“ก็ไม่อยากไปกับพี่ต้น แต่อยากไปกับพี่แฟนนี่นา”
“งั้นก็ชวนพี่ต้นไปด้วยกันนะ” เธอเสนอเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายแอบรักเพื่อนสนิทของพี่ชายมานานแล้ว ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่เคยบอกตรง ๆ ก็ตาม
ส่วนตัวเธอเองก็สนิทกับเขามาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา เพราะเคยได้พบปะพูดคุยกัน กระทั่งได้มาทำงานร่วมกันอีก และเธอก็คิดว่าเขาคนนั้นน่าจะมีใจให้กับทิตยาด้วยเช่นกัน.. ไม่เช่นนั้นแล้วตอนที่ทิตยายังเป็นนักศึกษาอยู่ เขาคงไม่เทียวรับเทียวส่งบ่อย ๆ หรอก ถึงแม้เขาจะอ้างว่าพี่ชายของหญิงสาวไหว้วานให้ทำก็ตาม
ทิตยามองหน้ารุ่นพี่แล้วอยากจะถามอะไรบางอย่าง.. แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากเพราะกลัวจะเป็นความจริง
“ก็ได้ค่ะ ถ้าพี่แฟนอยากให้พี่ต้นไปด้วย” เธอฝืนยิ้ม สิ่งที่เธอคิดไว้คงเป็นจริงสินะ..ทั้งสองคนนี้ชอบกัน คนหนึ่งเธอรักเหมือนพี่สาว กับอีกคนที่รักไม่เหมือนพี่ชาย เพราะเธอคิดกับเขามากกว่านั้น แต่พวกเขาก็คือคนที่เธอรัก ดังนั้นเธอต้องแสดงความยินดีกับพวกเขาจากใจ
“ใช่ พี่อยากให้พี่ต้นเขาไปด้วย เขาจะได้คอยดูแลพวกเราไง” เธอส่งยิ้มให้ทิตยานัยน์ตาระยับอย่างคนมีนัยยะแอบแฝง
แต่ทิตยากลับตีความหมายของสายตานั้นว่าดีใจที่จะได้ไปกับชายหนุ่ม
“งั้นเดี๋ยวปลายไปบอกพี่ต้นก่อนนะ” เธอพยายามฝืนยิ้มร่าเริง เธอคิดแล้วว่าถ้าสองคนนี้รักกันจริง ๆ เธอก็จะยินดีด้วย จะไม่เสียใจเด็ดขาด ถึงแม้จะทำได้ยากก็ตาม
ธิมาดามองจนทิตยาเดินห่างออกไป จึงกลับมาสนใจกับงาน ที่ต้องรีบสรุปให้จบภายในสามวัน เพราะใกล้ถึงกำหนดที่บอสใหญ่จะเข้ามาแล้ว ซึ่งเขาจะเข้ามาทุกอาทิตย์ที่สองของเดือน และจะอยู่ประมาณเจ็ดถึงสิบวัน แล้วจึงเดินทางกลับไปทำงานที่ไร่ในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นงานที่เขาชอบมากกว่างานในบริษัท
นั่นก็หมายความว่าเมื่อไหร่ที่เขาเข้าบริษัท เธอจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องคอยติดตามคุณเขาไปทุกที่ และเขาก็ไม่ใช่ใครอื่นหรอก เขาก็คือพี่ชายของทิตยานั่นเอง แต่เธอก็ไม่ได้สนิทกับเขาเหมือนที่สนิทกับฐวรรษ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ค่อยได้อยู่กรุงเทพ และไม่ค่อยได้คลุกคลีกันเหมือนกับสองคนนั้น
……………….
บ้านของธิมาดา
เสียงแตรรถยนต์ที่ดังอยู่หน้าบ้าน ทำให้ธิมาดารู้ว่าทิตยามาถึงแล้ว เธอเดินไปที่หน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อสำรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้ง วันนี้เธอเลือกแต่งตัวด้วยชุดราตรีสั้นแขนกุดคอวี สีชมพูอมม่วง ประดับด้วยมุกเม็ดเล็ก ๆ ที่ปักห่าง ๆ กันรอบตัว แต่งหน้าด้วยโทนสีอ่อนบางตา ปล่อยผมยาวสลวยโดยไม่ได้มีการเกล้าแต่อย่างใด
สำรวจตัวเองเรียบร้อยแล้วก็รีบเดินออกจากบ้าน เมื่อเธอเดินใกล้ถึงรถที่จอดรออยู่ คนที่นั่งหน้าคู่มากับคนขับในตอนแรกก็เปิดประตูลงมา
“พี่แฟนสวยมาก ๆ เลยค่ะ พี่แฟนนั่งกับพี่ต้นนะคะ”
“ทำไมล่ะปลาย”
“ปลายไม่อยากนั่งกับ สว. ค่ะ” ท้ายประโยคเธอกระซิบที่ข้างหูของรุ่นพี่ เพราะกลัวชายหนุ่มที่อาสาขับรถให้จะได้ยิน
ธิมาดาย่นหัวคิ้วหากันแล้วมองหน้ารุ่นน้อง “อะไรคือ สว.เหรอปลาย”
“สว.ก็สูงวัยไงคะ ปลายไม่อยากนั่งกับคนแก่” หญิงสาวยิ้มทะเล้นแล้วเปิดประตูรถด้านหลัง เข้าไปนั่งแล้วปิดประตูทันที
ทำให้ธิมาดาต้องเข้าไปนั่งคู่กับคนขับอย่างจำใจ
“สวัสดีค่ะพี่ต้น วันนี้พี่ต้นหล่อมาก ๆ เลยนะคะ” เธอยกมือไหว้เขาแล้วกล่าวชมพร้อมกับรอยยิ้ม
“ขอบใจจ้ะ น้องแฟนก็สวยนะ ดูเด็กเชียว” เขาชมกลับ “ไปกันเลยนะ”
“ค่ะ”
ตลอดการเดินทาง ทิตยามองทั้งคู่พูดคุยกันอย่างถูกคอพร้อมกับรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ใจ พวกเขาเหมาะสมกันอย่างไม่มีที่ติ สมควรแล้วที่เธอต้องสนับสนุนและช่วยเปิดทางให้
แต่ถ้าเธอมีญาณหยั่งรู้ เธอจะรู้ว่าฝ่ายชายนั้นก็กำลังคิดน้อยใจเธออยู่ เขาคิดว่าที่เธอย้ายไปนั่งข้างหลัง คงเป็นเพราะรังเกียจเขาที่มีฐานะด้อยกว่า ไม่คู่ควรกับเธอที่เป็นถึงน้องสาวเจ้าของบริษัท
เขาคิดถูกแล้วสินะ ที่พยามยามมองเธอแบบน้องสาว ไม่เอาความรู้สึกลึก ๆ ที่เก็บไว้ในใจ มาแสดงให้เธอรู้ว่าเขานั้นแอบรักเธอมาตลอดหลายปี
เขาเห็นเธอมาตั้งแต่เธอยังเรียนอยู่มัธยมต้น และความรู้สึกที่เขามีต่อเธอ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อเธออยู่มัธยมปลาย ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่พี่ชายของเธอไปเรียนต่อต่างประเทศ จึงฝากฝังให้เพื่อนรักอย่างเขาช่วยดูแลน้องสาว ที่เริ่มโตเป็นสาวและสวยขึ้นมาก จนมีหนุ่ม ๆ ตามจีบกันมากหน้าหลายตา
เขาต้องกลายเป็นสารถีประจำตัวเธอ จนสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และช่วงนั้นเองที่เขาได้รู้ตัวว่า ตัวเองไม่ได้คิดกับเธอแค่น้องสาว จนกระทั่งเขาเรียนจบปริญญาโท พี่ชายของเธอจึงขอร้องให้เขาเข้ามาช่วยงานในบริษัท เขาจึงน้อมรับอย่างไม่มีข้อแม้ เพราะหวังว่าจะได้อยู่ใกล้เธอและเห็นหน้ากันทุกวันให้หายคิดถึง
“น้องปลายงอนอะไรพี่ต้นเขาเหรอ ถึงหนีไปนั่งข้างหลัง” หลังจากคุยกับชายหนุ่มข้างตัวไปหลายประโยค ธิมาดาจึงแกล้งถามทิตยาด้วยคำถามที่คิดว่าคงไม่มีคำตอบ
“เอ่อ.. ก็เปล่านี่คะ”
“เปล่าแล้วทำไมถึงต้องเนรเทศตัวเองไปนั่งหลังล่ะ”
การกระทำของภรรยาสาวยุทิตย์รับรู้ทุกอย่าง เขาแอบหรี่ตามองดูเธอ เมื่อเห็นเธอหลับตาพริ้มจึงพลิกตัวขึ้นทาบทับอย่างฉวยโอกาส“อือ ยังไม่หลับอีกเหรอคะ”เขารีบประกบปากของเธอให้แนบสนิท แล้วคลุกเคล้าคลอเคลียจนสมใจจึงปล่อยให้เป็นอิสระ“นานแค่ไหนก็ยังหวาน” เขามองเธอตาเป็นประกาย แล้วจัดการชุดนอนของตัวเองกับของเธออย่างรวดเร็ว“แฟนอยากมีลูกค่ะ” เธอพูดเสียงสั่นพร่า แอ่นอกให้ริมฝีปากรูปกระจับดูดดื่มได้เต็มที่“ถ้าแฟนอยากมีลูก แฟนก็ต้องขยันทำการบ้านนะครับ” เขาก็เป็นเขาอยู่วันยังค่ำ ทั้งที่ทุกวันนี้แทบจะไม่ว่างเว้นจากมันเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ยังพูดจาไม่น่าฟังสักนิด“พี่เป้น่ะ!” เธอเสียงเขียวหมดอารมณ์ จึงใช้สองมือผลักไสศีรษะของเขาให้ออกจากทรวงอกของเธอ แล้วพลิกตัวหันหลังหนีด้วยความน้อยใจยุทิตย์ตกใจกับอาการของภรรยาแต่ก็รู้ว่าเพราะอะไร จึงกระแซะกายแนบชิดกับเธอทางด้านหลัง ไล้ริมฝีปากไปตามช่วงไหล่และซอกคอ“หนูแฟนงอนพี่เรื่องอะไรครับ” เขาออดอ้อน เหมือนไม่รู้ตัวว่าผิดเรื่องอะไร “พี่เป้ไม่อยากมีลูกกับแฟนใช่มั้ยคะ” เธอถามเสียงสั่น น้ำตาคลอ ชายหนุ่มดีดตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วก้าวคร่อมร่างของภรรยาไปอีกด้า
“แม่ขอให้ลูกทั้งสองรักกันให้มาก อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แม่ฝากลูกสาวของแม่ด้วยนะคะคุณ” นงนุชให้พรก่อนทั้งคู่จะกลับอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผมจะดูแลหนูแฟนให้ดีที่สุดครับคุณแม่” ยุทิตย์รับคำแข็งขัน ธิมาดาเดินไปกอดมารดา “พรุ่งนี้หนูจะมารับไปเที่ยวนะ” “จ้ะ แม่จะรอนะ” นางหอมแก้มลูกสาวทั้งสองข้าง เดินออกไปส่งทั้งคู่ขึ้นรถ รอจนขับพ้นรั้วไปแล้วจึงเดินเข้าบ้าน และเห็นเงินยืนมองอยู่ที่หน้าประตู “มีความสุขมากล่ะสิ หน้าบานเชียว” เงินแซว “อือ เห็นลูกมีความสุข ได้แต่งงานกับผู้ชายที่สมบูรณ์พร้อมแบบนั้น แม่ที่ไม่ได้เรื่องอย่างพี่แต่มีลูกที่ดีอย่างเค้า พี่ภูมิใจจริง ๆ เลยเงิน” นางใช้ปลายนิ้วกรีดน้ำตาแห่งความตื้นตัน “เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันจบ ๆ ไปเถอะพี่นุช ต่อไปนี้พี่ก็ต้องทำตัวให้แข็งแรง รักษาสุขภาพให้ดี อีกหน่อยจะได้มีแรงเลี้ยงหลานไง” “เขาคงปล่อยให้พี่เลี้ยงหรอกนะ รวยขนาดนั้นคงจ้างพี่เลี้ยงเลี้ยงเองมากกว่า” “เขาไม่ให้มาเราก็ยกครัวไปอยู่กับเขาสิ หนูแฟนเขาก็ชวนให้พี่ไปอยู่กับเขาที่ไร่ไม่ใช่เหรอ” “ก็ชว
“เสี่ยฝากไว้ให้คุณมีนาครับ” คนขับรถยื่นซองเอกสารให้หญิงสาวแล้วเดินจากไปทันที หญิงสาวเปิดดูซอง แล้วหยิบรูปภาพที่อยู่ในนั้นออกมา.. ใจของเธอหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที เมื่อได้เห็นภาพของตัวเองกับชายหนุ่มไม่ซ้ำหน้า ที่แท้เขารู้มาตลอดว่าเธอทำอะไรลับหลังเขาบ้าง คำว่าให้โอกาสซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเรื่องจริงสินะ ที่เขาเคยเปรย ๆ ถามกับเธอก็เหมือนให้เธอรู้ตัว แต่เธอกลับเอาแต่โกหก คิดว่าเขาเป็นตาแก่หน้าโง่มาตลอด น้ำตาแห่งความละอายแก่ใจของเธอรินรดแก้ม สำนึกได้ก็เมื่อสายเสียแล้ว เธอหยิบซองใบเล็กที่มีโลโก้ของธนาคารออกมาเปิดดู มองเช็คของขวัญที่ระบุยอดไว้สองแสนบาทก็ถึงกับปล่อยโฮออกมา นี่คงเป็นของขวัญแห่งการจากลาสินะ กรุงเทพมหานครยุทิตย์หยิบตะกร้าของฝากที่เต็มไปด้วยผลไม้และผลิตภัณฑ์จากไร่ ไปวางไว้ที่ม้าหินหน้าบ้านของภรรยา“ขอบคุณนะคะ” “แน่ใจนะว่าไม่อยากให้พี่อยู่ด้วย” เขาย้ำกับเธอเมื่อขนของเสร็จแล้ว “ค่ะ พี่เป้ไปหาคุณพ่อกับคุณแม่ก่อนเถอะค่ะ ตอนมารับแฟนค่อยว่ากันอีกที” ที่เธอไม่กล้าให้เขาไปพบมารดาด้วย เพราะเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าท่านจะมีท่าทีกับเธออย่างไรนั่นเ
“พ่ออย่าคิดอย่างนั้นสิจ๊ะ แล้วพ่อกินข้าวหรือยัง.. ยังไม่ได้กินใช่ไหม” เห็นเขาเงียบเธอก็เดาได้ทันทีว่าไม่ได้กินเพราะคงไม่มีเงิน และคงไม่รู้จะไปไหนจริง ๆ ถึงได้มาหาเธอ เพราะตั้งแต่ให้คีย์การ์ดไปเขาก็ยังไม่เคยมาหาเธอถึงห้องเลยสักครั้ง (พ่อยังไม่หิวน่ะลูก) “ไม่หิวก็ต้องกิน เดี๋ยวหนูจะโทรให้ร้านใต้คอนโดเขาเอาอาหารไปส่งให้นะ แล้วมื้อต่อไปพ่อจะกินอะไรก็สั่งเขาได้เลย” (ขอบใจมากนะลูก แล้วหนูจะกลับเมื่อไหร่ล่ะ เมื่อกี้พ่อเจอกับเพื่อนข้างห้องของหนู เขาฝากความคิดถึงหนูมาด้วยนะ) มีนาขมวดคิ้วเข้าหากันทันที “ใครจ๊ะเพื่อนข้างห้องหนู หนูไม่รู้จักใครเลยสักคนที่อยู่ห้องใกล้ ๆ กัน” (เขาบอกเขาชื่อป๋าพงษ์ รูปร่างสูงใหญ่ บุคลิกดีมาก เหมือนพวกนายทหารวัยเกษียณเลย) คำตอบของบิดาทำเอาเธอชาวาบไปทั้งตัว เพราะเขาไม่ใช่เพื่อนบ้าน แต่เป็นเพื่อนนอนของเธอต่างหาก เธอรีบบอกวางสายจากบิดาแล้วหยิบเสื้อผ้าที่หล่นอยู่ข้างเตียงมาใส่อย่างเร่งรีบ “จะกลับแล้วเหรอ ไม่ไปกินข้าวด้วยกันก่อนเหรอ” เก่งกาจเดินออกมาจากห้องน้ำ ถามหญิงสาวด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นเธอแต่งตั
เธอสูดปากครางในลำคอด้วยความเสียวซ่าน เมื่อถูกกระทำอย่างรัญจวน“พี่เป้รังแกแฟน” “ใครบอกรังแกแฟน รังแกเมียต่างหาก” แล้วจัดการคนช่างเจรจาด้วยฝีมืออันช่ำชองจนครางไม่ได้ศัพท์ “คนเจ้าเล่ห์”เขาอมยิ้มกับเสียงกระเส่าของเธอ นำพาเธอไปท่องเที่ยวในดินแดนแห่งความรัญจวนใจ เหมือนนายพรานที่ชำนาญทางในป่าดงดิบ ที่มีแต่สิ่งเร้นลับชวนให้ค้นหา เนิ่นนานที่เขาและเธอเดินทางไปด้วยกัน นานจนนายพรานอย่างเขาเหงื่อตก แต่มันก็ตื่นเต้นและมีความสุขจนหยุดไม่ได้ จึงเดินหน้าบุกทะลวงต่อไปธิมาดายกสองแขนสองขาขึ้นมากอดรัดสามีด้วยความเสียวซ่าน สองขากระหวัดรัดเอวของเขาไว้แน่น “พี่เป้คะ”แค่นั้นเขาก็รู้แล้วว่าเธอหมายความว่ายังไง เพราะทันทีที่เธอเรียกชื่อเขา ร่างของเธอก็เกร็ง จิกนิ้วลงกับบ่าเขาแน่นอาการตอดรัดของเธอทำให้เขาทนต่อไปไม่ได้ รีบขยับสะโพกสอบแรง ๆ ถี่ ๆ ไม่กี่ทีก็พ่นพิษใส่เธอไปเต็มรักชายหนุ่มพรมจูบไปทั่วเรือนร่างหอมกรุ่นที่ชื้นเหงื่อของเมียรัก ก่อนไถลตัวลงไปนอนข้างเธอ แล้วดึงตัวเธอให้เบียดแนบชิด โอบกอดไว้แนบอกด้วยความเคยชิน“ฝันดีนะครับทูนหัว” เขาจูบที่หลังใบหูของเธอ ไม่นานเสียงลมหายใจ
“พี่เป้ขา” เธอเรียกเขาเสียงหวาน “จ๋า” เธอนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวยาวใกล้ ๆ กับเขา “แฟนขอไปกรุงเทพหน่อยได้มั้ยคะ” “ไปทำไม แล้วไปเมื่อไหร่” เขาถามเสียงเรียบ แล้วดึงเธอลุกขึ้นมานั่งตะแคงบนตักของตนแทน เพราะไม่อยากให้เธอเจ็บก้น “น้าเงินโทรมาบอกว่าแม่ไม่ค่อยสบาย เพราะทะเลาะกับผู้ชายคนนั้นหนักมาก น้าเงินบอกว่าแม่ตรอมใจค่ะ” เธอเล่าเสียงสั่นเครือ “ทำไมล่ะ ทะเลาะเรื่องอะไรกัน” “น้าเงินบอกว่าเงินที่เราส่งไปให้ท่านทุกเดือน ท่านไม่ค่อยได้ใช้หรอกค่ะ แม่จะเก็บไว้ให้ผู้ชายคนนั้นตลอด แต่หลัง ๆ มานี่ขอเยอะขึ้นและขอบ่อยขึ้น บ้านช่องก็ไม่ค่อยกลับ พอแม่ถามก็พาลหาเรื่องทะเลาะ ล่าสุดนี้แม่เลยแอบตามมันไป ก็เลยรู้ว่ามันติดผู้หญิงคาราโอเกะ แม่ก็เลยไปอาละวาดใส่ ก็เลยทะเลาะกันใหญ่โต มันถึงขั้นลงไม้ลงมือกับแม่เลยค่ะ แม่เลยไล่มันออกจากบ้าน” เธอเล่าน้ำตาคลอเบ้า สงสารมารดาจับใจ เขากอดร่างนุ่มนิ่มเพื่อปลอบใจ “แม่ของหนูคงเสียใจมากเพราะรักมันมาก แต่อย่าเพิ่งไปเลยนะ รอให้งานพี่เสร็จก่อน อีกแค่สองวันเท่านั้น แล้วเราค่อยไปพร้อมกัน พี่ก็ไปตรวจงานที่บริษัทด้วย
“ไม่ใช่หรอกจ้ะ ต่ายไปกับหมอนกเหรอ” “เปล่าค่ะ ทำไมต่ายต้องไปกับคุณหมอด้วยคะ” นิภาแปลกใจที่โดนถามแบบนั้น “ก็ถามไปงั้นแหละ ต่ายไปเที่ยวให้สนุกเถอะ”“ค่ะ” นิภาโบกมือลาญาติสาวด้วยท่าทางที่ยังแปลกใจ “อย่ากลับดึกนักล่ะ” “ค่ะ” กลับไม่ดึกของเธอก็ประมาณตีสองตีสามนั่นแห
ยุทิตย์พาธิมาดามาถึงบ้านของเธอ แต่เธอไม่ยอมเดินเข้าไปในบ้านของตัวเอง ได้แต่ยืนหลบอยู่ข้างรั้วที่พอเป็นที่กำบังให้เธอได้ ส่วนเขาก็นั่งรออยู่ในรถตามคำสั่งของเธอธิมาดาแอบมองมารดาที่ฝึกเดินอยู่หน้าประตูบ้าน ดีใจที่เห็นท่านเดินเหินได้ด้วยตัวเอง ถึงแม้จะยังไม่คล่องแคล่วแต่ก็ถือว่าดีขึ้นมาก ท่านคงได้กำลั
ยุทิตย์ยิ้มกว้างกับลูกอ้อนของคนรักตัวแสบ “ขี่หลังพี่ไม่ถนัด ให้พี่อุ้มดีกว่า” เขาแกล้งกางแขนเตรียมจะช้อนเธอ“ไม่เอาค่ะ” เธอรีบปฏิเสธสีหน้าแดงซ่าน“ทำไมล่ะ อุ้มสบายกว่าขี่หลังอีกนะ”“แฟนอยากเป็นนางเอกเกาหลีค่ะ ขอขี่หลังดีกว่า” เธอค้อนใส่เขาเมื่อรู้ว่าถูกแกล้งกลับยุทิตย์กลั้วหัวเราะ แล้วหั
และตอนนี้เธอมั่นใจว่ามีเขาแล้วเต็มหัวใจ เธอคิดถึงเขาตลอดเวลาที่มีโอกาส ดีใจเมื่อเห็นเขาโทรมา และปลื้มใจ เบิกบานใจเมื่อได้ยินคำบอกรักของเขา ความรู้สึกเหล่านี้ค่อนข้างแตกต่างกับตอนที่คบกับหิรัญสำหรับเขาคนนั้นเธอไม่เคยเฝ้าคนึงหาเหมือนเขาคนนี้เลย เธอแทบไม่เคยคิดถึงเขาด้วยซ้ำ แต่ก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ว่







