تسجيل الدخولปู้จิง เด็กสาวตระกูลปู้ มีเรี่ยวแรงมหาศาลตั้งแต่เกิด เมื่อถึงวัยปักปิ่นกลับไม่มีแม่สื่อมาทาบทามเลย ทำเอาคนในครอบครัวต่างกังวลไปตาม ๆ กัน วันหนึ่งนางไปหลบฝนในถ้ำบนภูเขาแล้วได้พบกับ “กระต่ายน้อย” ที่ผิวขาวดั่งหยวกกล้วย หน้าหวานปานน้ำผึ้ง นางตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น ปู้จิงรอจนฝนหยุดก็ตัดสินใจแบกเขากลับบ้านไปทันที
عرض المزيد“โอ้ย!!!” หลิวซื่อร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวดนางตั้งท้องมาเกือบสิบเดือนกว่าที่จะปวดท้องคลอดลูกในวันนี้ หลิวซื่อไม่คิดว่าการคลอดลูกจะเจ็บปวดปางตายเช่นนี้
“อดทนอีกนิดหลิวซื่อ เห็นหัวเด็กออกมาแล้ว” เสียงหมอตำแยตะโกนบอก นางทำคลอดให้หลิวซื่อมานานกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว แต่ดูท่าว่าเด็กคนนี้จะคลอดยากอยู่พอสมควร
“แฮ่ก… ข้า.. ข้าจะอดทน” หลิวซื่อกัดฟันตอบกลับไปทั้งที่น้ำตาไหลพรากจากความเจ็บปวด
“เบ่งอีก!” หมอตำแยเห็นว่าหลิวซื่อพักหายใจหายคอจนเริ่มดีขึ้นแล้วจึงบอกอีกครั้ง
“ฮึบ… อ๊า…” หลิวซื่อเบ่งจนสุดแรงอีกครั้ง
พรวด! อุแว๊! อุแว๊! อุแว๊!
“ดีใจด้วยหลิวซื่อ เจ้าได้ลูกสาว หน้าตาน่ารักน่าชังจริงเชียว” หมอตำแยอดยิ้มกว้างออกมาไม่ได้เมื่อเห็นผิวขาวนวลของเด็กในอ้อมแขน เสียงร้องของเด็กที่ดังออกมายังแสดงว่านางเป็นเด็กที่แข็งแรงมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
“อ่า… ขอบคุณท่านป้า แฮ่ก…” หลิวซื่อเหนื่อยล้าเกินกว่าจะพูดสิ่งใดได้อีก
“ข้าจะทำความสะอาดเด็กให้ก่อนนะ เจ้านอนพักรอไปก่อน ประเดี๋ยวข้าจะกลับมาทำแผลและทำความสะอาดเจ้าให้เอง” หมอตำแยเห็นว่าคนเป็นแม่อ่อนล้ามากแล้วจึงอยากปล่อยให้นางได้นอนหลับพักผ่อนรอไปก่อน
“อืม…” หลิวซื่อปรือตาหลับลงด้วยความเหนื่อยล้า นางเห็นลูกสาวแว่บหนึ่งแล้วจึงมั่นใจว่าหมอตำแยต้องดูแลลูกของนางแทนได้แน่
ด้านนอกเรือนเล็กของปู้ซาน เขาเดินกลับไปกลับมาอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงเด็กร้องจึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้เสียที หลังจากต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของเมียกับลูกที่อยู่ในท้องก่อนหน้านี้อยู่นาน“เจ้ารออีกหน่อยนะอาซาน อีกครู่หนึ่งหมอตำแยคงนำลูกเจ้าออกมาแล้วล่ะ” ปู้กัง พี่ชายคนโตของบ้านปู้เอ่ยปลอบน้องชายคนที่สาม
“ขอรับพี่ใหญ่ ไม่รู้ว่าป่านนี้หลิวซื่อจะเป็นยังไงบ้าง” ปู้ซานเอ่ยอย่างกังวล เขาเป็นห่วงเมียไม่น้อยเลยทีเดียว นางต้องทนอุ้มท้องมานานกว่าจะปวดท้องคลอดในวันนี้
“นางไม่เป็นอันใดหรอกน่า เจ้าอย่าคิดมากเลย ป้าถงทำคลอดมาหลายสิบปีแล้ว นางไม่เคยทำพลาดมาก่อน” เหวินซื่อพี่สะใภ้ใหญ่กล่าวออกมาด้วยท่าทีดั่งคุณหนูผู้ดี นางเองก็ได้ป้าถงมาทำคลอดให้ตอนที่คลอดลูกชายสองคนก่อนหน้านี้
“อืม… ข้าเข้าใจแล้วพี่สะใภ้” ปู้ซานทำได้เพียงพยักหน้ารับคำทั้งที่ในใจยังคงกังวล
“หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว เราสองผัวเมียขอกลับเรือนก่อนนะขอรับพี่ใหญ่ น้องสาม” ปู้เซียว น้องชายคนรองของปู้กังเอ่ยบอกด้วยสีหน้าง่วงเหงาหาวนอน เขาเป็นคนเกียจคร้านมาแต่ไหนแต่ไร ขนาดตอนเข้าป่าล่าสัตว์ เขาก็เอาแต่นอนเฝ้าให้สัตว์เข้ามาหาตนเองเท่านั้น เมียของเขาก็ขี้เกียจไม่แพ้กัน นางนับถือเรื่องโชคลางมากและมักจะเขย่าติ้วเพื่อทำนายดวงอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเรื่องการคลอดครั้งนี้นางก็ทำนายเอาไว้แล้วว่าน้องสะใภ้จะปลอดภัย
“อืม… พวกเจ้าไปเถอะ ที่นี่ปล่อยให้พี่สะใภ้เจ้าดูแลก็พอ” ปู้กังรู้นิสัยของน้องชายคนรองกับน้องสะใภ้ของเขาดี หากปล่อยสองคนนี้อยู่ที่นี่ต่อ อีกไม่นานพวกเขาก็คงหลับไปแล้ว
หนึ่งเค่อต่อมา ป้าถงหมอตำแยก็อุ้มเด็กออกมาส่งให้ปู้ซานพร้อมรอยยิ้ม นางบอกพวกเขาว่าเป็นหลานสาว ทำให้ทุกคนต่างยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ พวกเขามีหลานชายสองคนจากบ้านใหญ่อยู่ก่อนแล้ว การที่ปู้ซานได้ลูกสาวจึงทำให้ครอบครัวดีใจไม่น้อย“พี่ใหญ่ช่วยตั้งชื่อให้ลูกข้าหน่อยสิขอรับ” ปู้ซานไม่สันทัดเรื่องเหล่านี้ เขาเป็นเพียงพรานป่าที่วัน ๆ เอาแต่ใช้แรงเท่านั้น ต่างกับพี่ชายที่เคยเข้าเรียนอยู่หลายปีในสมัยยังหนุ่ม
“อืม… ข้าให้ชื่อว่าปู้จิง เจ้าคิดว่าอย่างไร” ปู้ถังคิดอยู่ไม่นานก็เอ่ยออกมา ลูกชายคนแรกของเขาชื่อปู้ต้าน ส่วนคนรองชื่อปู้ตี้ เขาจึงอยากให้หลานสาวชื่อปู้จิง
“ขอบคุณพี่ใหญ่ขอรับ” ปู้ซานไม่มีความคิดใดแต่แรก เขายินดีให้ลูกสาวใช้ชื่อที่พี่ชายตั้งให้
“พวกเจ้ารออยู่นี่ก่อน ข้าจะเข้าไปดูน้องสะใภ้สักหน่อย” เหวินซื่อบอก นางอยากไปช่วยดูแลน้องสะใภ้สามที่เคยช่วยดูแลนางตอนคลอดก่อนหน้านี้เช่นกัน
“ฝากด้วยนะฮูหยิน” ปู้กังได้แต่กล่าววาจาอย่างนอบน้อมกับเมียรัก เขากว่าจะได้นางมาเป็นเมียก็ต้องเทียวไล้เทียวขื่อและยังเบ่งกล้ามโต ๆ ของตนเองให้นางประทับใจอยู่หลายเดือน
เหวินซื่อพยักหน้ารับคำและเดินเข้าไปในห้องของเรือนเล็กแห่งนี้ทันที นางมีประสบการณ์ในการคลอดลูกมาแล้วสองครั้ง ย่อมรู้ดีว่าต้องดูแลหลังคลอดอย่างไรกว่าปู้ซานจะได้เข้าไปดูฮูหยินของตน เวลาก็ผ่านไปเกือบสามเค่อแล้ว เขาอุ้มลูกสาวเข้าไปดูหลิวซื่อที่กำลังนอนหลับสนิทจากความอ่อนเพลียด้วยแววตาสงสาร ปู้ซานไม่คิดว่าการคลอดลูกจะลำบากมากถึงเพียงนี้ เขาตัดสินใจที่จะไม่ให้เมียคลอดอีก ถึงแม้ว่าเขาจะมีลูกสาวเพียงแค่คนนี้คนเดียวก็ไม่เป็นอะไร อย่างไรเสียพี่ชายเขาก็มีหลานชายให้ตระกูลปู้แล้วถึงสองคน ปู้ซานคิดว่าพ่อแม่ของเขาคงไม่ว่าเขากับเมียแน่หากจากนี้จะไม่มีลูกอีกหลังนั่งมองหลิวซื่ออยู่นาน ปู้ซานก็วางปู้จิงลงบนเตียงข้างกายฮูหยินของเขา จากนั้นจึงออกไปเตรียมอาหารสำหรับเมียเขาตามที่พี่สะใภ้บอกก่อนหน้านางจะกลับเรือนไป ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารที่ให้น้ำนมได้มากทั้งนั้น ยังดีที่ปู้ซานเคยช่วยเมียทำอาหารจึงพอที่จะหยิบจับและทำออกมาให้กินได้อยู่หลายอย่าง เขาตั้งใจทำอาหารอยู่นานกว่าครึ่งชั่วยามจึงยกถาดใส่อาหารหลายอย่างเข้าไปหาหลิวซื่อในห้องนอนอีกครั้งปู้ซานเห็นว่าเมียรักยังไม่ตื่น เขาจึงวางถาดอาหารเอาไว้บนโต๊ะในห้อง จากนั้นจึงเดินไปดูลูกสาวว่านางเป็นอย่างไรบ้างหลังจากร้องไห้จ้าจนหลับไปก่อนหน้านี้“เอ๊ะ! เหตุใดเตียงจึงเป็นรูเล่า” ปู้ซานมองเห็นเตียงไม้ของเขากับเมียมีรูสองสามรูก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ แต่ไม่นานเขาก็เห็นลูกสาวพลิกตัวแล้วกำปั้นน้อย ๆ เหวี่ยงไปถูกเตียงเสียงดังปังและเกิดรูขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเขา ปู้ซานรีบอุ้มลูกสาวจอมพลังขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนทันที เขากลัวว่าลูกจะทำให้เกิดรูใหญ่จนนางตกลงไปเองและได้รับบาดเจ็บได้ ในใจตอนนี้ปู้ซานไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรให้เมียรู้หลังนางฟื้นตื่นขึ้นมา ใครจะไปเชื่อกันว่าเด็กที่เพิ่งคลอดจะมีพละกำลังมากมายถึงขนาดทำเตียงเป็นรูได้ขนาดนี้กันเล่า
ปู้จิงที่อยู่ ๆ ถูกอุ้มขึ้นมาร้องไห้จ้าอีกครั้งแล้ว นางหิวมากจนหลับไปพักหนึ่ง พอตอนนี้สัมผัสได้ว่าตนเองอยู่ในอ้อมแขนอุ่นของพ่อนางจึงได้ร้องหิวนมขึ้นมา“อืม… ท่านพี่ เอาลูกมาให้ข้าเถอะ” หลิวซื่องัวเงียตื่นมาเพราะเสียงร้องอันทรงพลังของลูกสาวนางที่ตอนนี้ปู้ซานกำลังกล่อมไม่ให้ลูกกวนเมียเขา
“เจ้าจะทำอะไรน้องหญิง เจ้าเพิ่งคลอดก็อย่าขยับไปมาสิ” ปู้ซานบอกอย่างเป็นห่วง เขาฟังที่ป้าถงบอกเอาไว้เรื่องการดูแลหลังคลอดมาแล้ว
“ข้าไม่เป็นไร แค่จะให้นมลูกน่ะ นางคงหิวแล้วล่ะ” หลิวซื่อเคยช่วยดูแลเหวินซื่อมาก่อน นางจึงรู้ดีว่าการที่เด็กร้องหมายความว่าอย่างไร
“เช่นนั้นเจ้ารอก่อน พี่จะช่วยพยุงให้เจ้านั่งดี ๆ” ปู้ซานรีบวางร่างลูกสาวลงกับเตียงอีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าปู้จิงจะเหวี่ยงแขนเล็ก ๆ ไปมาจนเกิดรูดังปัง ปังขึ้นมาอีกหลายรู
“เอ๊ะ! เหตุใดลูกเราแรงเยอะขนาดนี้เล่าท่านพี่” หลิวซื่ออุทานออกมาอย่างตกใจที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ลูกนางเพิ่งคลอดได้ไม่ถึงวันแท้ ๆ
“ข้าเองก็ไม่รู้น้องหญิง สงสัยข้าคงต้องไปสั่งทำเตียงเหล็กมาไว้ให้ลูกแล้วล่ะ” ปู้ซานเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าลูกสาวจะทรงพลังราวช้างสาร ตอนนี้นางยังไม่รู้เรื่องรู้ราว การจะควบคุมพละกำลังคงทำได้ยาก เขาจึงคิดว่าควรหาของที่แข็งแรงมาไว้ให้ลูกใช้จะดีกว่า
“อืม… เงินอยู่ในตู้เสื้อผ้า ท่านพี่เอาไปสั่งทำเถอะ” หลิวซื่อที่ถูกพยุงให้ลุกนั่งรีบเอื้อมมือไปอุ้มลูกสาวนางมาเข้าเต้าอย่างไม่คิดอายสามีที่ยืนจ้องมองตาแป๋วอยู่
“ได้ ได้ เช่นนั้นเจ้ารอสักพักนะ พี่จะรีบไปรีบกลับ” ปู้ซานยังต้องคอยดูแลเมียให้กินข้าวอีก เขาจึงไม่คิดจะไปสั่งเตียงเหล็กนานนัก อย่างไรเสียการทำเตียงนี้คงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน
“เหตุใดจึงไม่มีใครไปเล่า หรือที่นั่นมีสัตว์อันตรายอยู่” ปู้เซียวถามขึ้นบ้าง“ได้ข่าวว่าภูเขานั้นมีหมีดำตัวใหญ่อยู่น่ะขอรับ ข้าเองก็ยังไม่เคยขึ้นไปสูงมากนักจึงไม่รู้ว่าที่คนเขากล่าวขานมานั้นจริงหรือไม่” ชินอ๋องตอบอย่างที่ทราบมา“อืม… น่าสนใจ น่าสนใจ” ปู้จิงที่เคยฆ่าหมีดำเมื่อครั้งไปช่วยท่านปู่อดพูดขึ้นมาไม่ได้“อะไรของเจ้าน้องสาว เจ้าเป็นพระชายาแล้วนะยังจะขึ้นเขาอีกหรือ” ปู้ตี้อดปรามน้องไม่ได้“อ้าว ข้าเป็นพระชายาแล้วอย่างไรเล่าพี่รอง ข้าก็ยังชอบล่าสัตว์อยู่ดี ไม่รู้ล่ะ ยังไงข้าก็จะไปดูว่าที่นั่นมีหมีดำอยู่จริงหรือไม่” ปู้จิงกล่าวอย่างไม่สนใจท่าทีของชินอ๋องสามีแม้แต่น้อย“เอาล่ะ ๆ หากอยากไปก็ไปด้วยกันหมดนี่แหละ ถือว่าไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาดีไหม” จางซื่อได้แต่ต้องตามใจหลานสาวที่ถึงจะเป็นพระชายาแล้วก็ยังคงรักในอาชีพเก่าอยู่“เย้! ท่านย่าใจดีที่สุดเจ้าค่ะ” ปู้จิงวิ่งปรื๋อเข้าไปกอดร่างเล็กของจางซื่อ“เช่นนั้นอีกสองวันเราค่อยไปกันนะ ค้างคืนที่ภูเขาสักคืนหนึ่งค่อยกลับ” ปู้ซานเห็นว่าภูเขาที่กำลังจะไปนั้นไม่คุ้นเคย เขาจึงอยากพักอยู่ที่นั่นสักคืน“ได้สิ ให้ลูกสะใภ้อยู่จวนก็พอ พวกเราค่อยเตรียมกระโ
ก่อนถึงฤกษ์รับตัวเจ้าสาวหนึ่งเค่อ ขบวนสินสอดยาวนับสิบลี้ของชินอ๋องก็เดินทางมาถึงหน้าจวนท่านหญิง พิธีรับตัวเป็นไปตามราชประเพณี กระทั่งปู้จิงขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเพื่อเดินทางไปทำพิธีต่อในวังหลวง บรรดาญาติสนิทมิตรสหายต่างก็ติดตามขบวนชินอ๋องไปด้วย ชาวเมืองที่มารอรับขบวนเสด็จตามข้างถนนต่างกล่าวอวยพรชินอ๋องกับพระชายาเสียงดังด้วยความชื่นชมยินดี พวกเขารู้ดีว่าพระชายาช่วยเหลือราชสำนักมากมายเพียงใด“พวกท่านรับขนมงานแต่งไปด้วยนะเจ้าคะ” บ่าวไพร่ในจวนท่านหญิงต่างถือตะกร้าขนมสำหรับงานมงคลเอาไว้คนละตะกร้าสองตะกร้าเพื่อแจกจ่ายชาวเมืองตามธรรมเนียม“ขอบคุณพวกท่านมาก” ชาวเมืองมากมายยิ้มกว้างออกมา ขนมเหล่านี้นับว่าเป็นเกียรติให้กับพวกเขาที่ได้มาร่วมแสดงความยินดีกับชินอ๋องและพระชายายิ่งแล้ว ขบวนเสด็จใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อก็ไปถึงหน้าพระราชวัง ชินอ๋องลงจากหลังม้าและมาเปิดเกี้ยวเพื่อรับเจ้าสาวคนงามของพระองค์“จิงเอ๋อ ถึงแล้วล่ะ” ชินอ๋องยื่นมือเรียวยาวขาวผ่องไปให้ปู้จิงจับเอาไว้“อื้อ ข้าตื่นเต้นจังเลยอาหยวน” ปู้จิงยื่นมือเล็กออกมาแล้วกระซิบบอกชินอ๋อง“ไม่ต้องกลัวนะ ข้าอยู่ข้างเจ้า” ชินอ๋องกระซิบกลับและค่อย ๆ พาป
ชินอ๋องนั่งสนทนากับครอบครัวปู้จิงจนถึงมื้อเที่ยง พระองค์ยังขอร่วมวงทานมื้อเที่ยงก่อนจะเดินทางกลับจวนอ๋องไปในช่วงบ่ายอย่างสบายใจ ชุดแต่งงานของชินอ๋องกับพระชายาจะมีคนในวังจัดการให้ตามธรรมเนียม งานอภิเษกในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าถือว่าเป็นงานมงคลครั้งแรกหลังจากเกิดการกบฏขึ้นในเมืองหลวง ฮ่องเต้หลังจัดการกับพวกกบฏเสร็จสิ้น พระองค์ก็เริ่มพิจารณาความดีความชอบให้กับเหล่าจอมยุทธที่มาช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย รวมถึงครอบครัวปู้จิงที่สร้างคุณูปการด้วย“เจ้าว่าหากมอบตำแหน่งกั๋วกงให้ตระกูลปู้จะเหมาะสมหรือไม่” ฮ่องเต้หันไปตรัสกับขันทีประจำพระองค์ที่ยืนคอยรับใช้ไม่ห่าง“กระหม่อมคิดว่าเหมาะสมมากพะย่ะค่ะ อย่างไรเสียท่านหญิงก็กำลังจะแต่งเข้าราชวงศ์ด้วย หากครอบครัวนางได้รับยศตำแหน่งก็จะช่วยหนุนหลังท่านหญิงได้ด้วยพะย่ะค่ะ” ขันทีกุ่ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขาเคยพบท่านหญิงผู้น่ารักหลายครั้งจึงรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย ยิ่งพอรู้ว่าท่านหญิงกับครอบครัวทุ่มเทกำลังจัดการกลุ่มกบฏจำนวนมากไปได้ เขาก็ยิ่งนับถือนางมากขึ้น“อืม… เช่นนั้นเราจะเขียนราชโองการให้ พรุ่งนี้เจ้าค่อยไปประกาศก็แล้วกัน” ฮ่องเต้ตัดสินใจที่จะมอบตำแหน่งใหญ่ใ
ที่หน้าคุกหลวง การต่อสู้ยังคงดุเดือดอยู่เมื่อปู้จิงกับเสือขาวไปถึง ทั้งสองเข้าร่วมวงต่อสู้ทันทีอย่างไม่เกรงกลัว กระทั่งหนึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดชินอ๋องกับเหล่าองครักษ์เงาก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือฮ่องเต้กับฮองเฮาออกมาได้เสียที“จิงเอ๋อ ข้าจะพาเสด็จพี่กับพี่สะใภ้ไปรักษาตัวที่วังหลวงก่อนนะ ฝากเจ้าจัดการพวกกบฏที่เหลือเหล่านี้ได้หรือไม่” ชินอ๋องทั้งเป็นห่วงพี่ชายและห่วงคู่หมั้น“ได้สิ ข้าจัดการเสร็จแล้วจะไปหาเจ้าในวังนะ” ปู้จิงยิ้มแป้นบอก นางเห็นอยู่ว่าสภาพของพี่ชายอาหยวนนั้นไม่ค่อยดีนัก“ขอบใจเจ้ามากนะ พวกเจ้าฟังคำสั่งท่านหญิงให้ดีเล่า” ชินอ๋องหันไปกำชับกองกำลังทหารที่ติดตามพระองค์มาตั้งแต่เข้าเมืองหลวงด้วยน้ำเสียงจริงจัง“กระหม่อมรับบัญชาพะย่ะค่ะท่านอ๋อง” เหล่าทหารต่างร้องรับคำเสียงดัง พวกเขามีหรือจะกล้าไม่ฟังคำสั่งท่านหญิงสุดแกร่งกันเล่า ยิ่งสายตาเย็นชาของเสือขาวที่กวาดมองมาทางพวกเขาด้วยแล้ว ทุกคนถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างหวาดกลัว ปู้จิงมองส่งอาหยวนของนางไม่นาน ก่อนจะหันมาออกคำสั่งให้ทหารตรวจสอบคนที่ถูกขังในคุกหลวงอีกครั้ง หากเป็นขุนนางดีที่ถูกพวกกบฏขังก็ให้นำพวกเขาออกมา ส่วนถ้าเป็นคนร้า
“สมุนไพรนี้หายากมากขอรับ ครั้งนี้ข้าขอซื้อทั้งหมดในราคาสองหมื่นห้าพันตำลึง คุณหนูพอใจในราคานี้หรือไม่ขอรับ” เถ้าแก่ปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงทั
หลังจากขายเนื้อเสร็จ ลานบ้านปู้ก็เงียบสงบลงเสียที ปู้จิงเข้าเรือนไปนั่งกินมื้อเที่ยงด้วยความหิวจัด อาหยวนเองก็เตรียมอาหารมาไว้ให้นางจนแทบจะล้นโต๊ะ&ldq
“ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่กับทุกคนด้วยนะเจ้าคะที่ช่วยปู้จิง” หลิวซื่อยิ้มกว้างบอก นางดีใจที่เห็นว่าทุกคนในบ้านต่างมีใจอยากช่วยเหลือลูกสาวของนาง&l
หลังจากการแข่งขันผ่านไป ตระกูลจิ่วก็ไม่มีใครมาล่าสัตว์บริเวณที่พวกเขาพนันกันเอาไว้อีกเป็นเวลานานเกือบหนึ่งเดือน แต่วันนี้จิ่วฟูที่เพิ่งสร้างกับดักมาใหม่หล


















المراجعات