تسجيل الدخولเมื่อหมอสาวจากโลกอนาคตทะลุมิติมาในร่างคุณหนูตกอับแห่งยุทธภพ ภารกิจกอบกู้ตระกูลจึงเริ่มต้นขึ้น แต่ใครจะรู้ว่านางจะตกหลุมพรางขององค์ชายเจ้าเล่ห์และเจ้าสำนักผู้เย็นชาจนถอนตัวไม่ขึ้น!
عرض المزيدราตรีนี้หิมะกำลังโปรยปราย
ทว่าสีขาวบริสุทธิ์ของเกล็ดหิมะกลับถูกย้อมจนแดงฉานด้วยโลหิตที่หลั่งริน
ณ จวนแม่ทัพตระกูลเซียว ผู้ซึ่งเคยเป็นดั่งเสาหลักค้ำจุนแผ่นดิน บัดนี้กลับกลายเป็นลานประหารที่ไร้ความเมตตา เปลวเพลิงสีส้มแดงโหมกระหน่ำเลียไล้เรือนไม้สักทองสลักลายมังกร เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะประหนึ่งเสียงกระดูกที่หักสะบั้นผสานไปกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของบ่าวไพร่และคนในตระกูลที่ถูกไล่ล่าสังหารราวกับผักปลา
"ฆ่าให้หมด! อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว! นี่คือรับสั่ง!” เสียงตะโกนของผู้บัญชาการทหารชุดดำดังก้องแข่งกับเสียงลมหวีดหวิว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงจนน่าสะอิดสะเอียน
ท่ามกลางความโกลาหล เซียวเหลียน คุณหนูสี่ผู้อาภัพแห่งตระกูลเซียว ผู้มีร่างกายบอบบางกำลังสั่นเทาอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังของเรือนรับรอง นางกุมหน้าท้องที่มีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด ดวงตาที่เคยสุกใสบัดนี้พร่ามัวไปด้วยน้ำตาและความเจ็บปวด
เบื้องหน้าของนางคือแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของบิดานาม แม่ทัพเซียว ผู้ที่เคยสง่างามบนหลังม้าแต่บัดนี้กำลังยืนโงนเงน ร่างกายพรุนไปด้วยลูกธนูนับสิบดอก แต่สองเท้ายังคงปักหลักแน่นขวางทางเข้าเรือนไม่ให้คมดาบใดกล้ำกรายเข้ามาถึงบุตรสาวตนได้
"ท่านพ่อ..." นางพยายามเปล่งเสียงแต่สิ่งที่ออกมามีเพียงก้อนเลือด
แม่ทัพเซียวหันกลับมาเพียงเสี้ยวหน้า ใบหน้าที่เปื้อนเขม่าและเลือดฉีกยิ้มอ่อนโยนเป็นครั้งสุดท้าย "เหลียนเอ๋อร์... จงมีชีวิตอยู่ และอย่าได้... หันกลับมามอง... อึกก!”
ฉึก!
ดาบเล่มใหญ่ของศัตรูแทงทะลุอกแม่ทัพผู้เกรียงไกร ร่างสูงใหญ่ทรุดลงราวกับภูเขาถล่ม เซียวเหลียนกรีดร้องไร้เสียง มือเล็กๆ ของเธอเอื้อมออกไปไขว่คว้าในอากาศหวังจะช่วยเหลือพ่อของตนเองแต่ความมืดมิดกลับกลืนกินสติสัมปชัญญะของนางไปอย่างรวดเร็ว
วินาทีที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเซียวเหลียนขาดห้วง สายฟ้าสายหนึ่งฟาดผ่าลงมากลางจวนพร้อมกับการตื่นรู้ของดวงจิตอีกดวงหนึ่งที่ข้ามผ่านห้วงเวลาและภพชาติมา
มันเป็นดวงจิตของ พญ.เซียวหลัน ศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 21 ผู้เพิ่งวูบดับคาห้องผ่าตัดหลังจากตรากตรำช่วยชีวิตคนไข้ติดต่อกันสี่สิบแปดชั่วโมง
ความทรงจำสองสายไหลบ่าเข้าหากันประหนึ่งน้ำป่า ทั้งความเจ็บปวดจากการถูกแทง ความอาลัยอาวรณ์ ความเคียดแค้นจากการถูกหักหลัง และที่สำคัญเลยคือความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ พวกมันถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในร่างที่กำลังจะมอดไหม้
ดวงตาที่เคยปิดสนิทเบิกโพลงขึ้น
ไม่ใช่แววตาของดรุณีน้อยผู้อ่อนแออีกต่อไป แต่เป็นแววตาของพยัคฆ์สาวที่เพิ่งตื่นจากการจำศีลท่ามกลางกองเพลิงที่แผดเผา นางรีบสาบานกับดวงวิญญาณเจ้าของร่างเดิมในทันที
'หลับให้สบายเถิดเซียวเหลียน หนี้เลือดตระกูลเซียวครั้งนี้ ข้าจะเป็นผู้ทวงคืนให้เจ้าเอง แบบทบต้นทบดอกเลยทีเดียว!’
กาลเวลา... คือสายน้ำที่ไหลเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันพัดพาเอาความรุ่งโรจน์ ความสูญเสีย และความทรงจำให้จางหายไปตามแรงลม ทว่าสำหรับบางคน กาลเวลากลับเป็นพยานหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่า "รัก" และ "การเสียสละ" นั้นมีอยู่จริงสิบปีผ่านไป...ประดุจชั่วพริบตาของสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดเขาชิงฝู ความเปลี่ยนแปลงได้คืบคลานเข้าสู่แผ่นดินจินหลิงทว่าในทิศทางที่งดงามขึ้น มหานครจินหลิงในวันนี้มิใช่สมรภูมิแห่งการแย่งชิงพลังงานเร้นลับอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นตำนานแห่งความรุ่งเรืองที่เล่าขานกันว่ามีรากฐานมาจากยุคสมัยที่ หมอเทวดา ผู้มาจากแดนไกล และ แม่ทัพพยัคฆ์ ผู้เกรียงไกร ยอมสละลาภยศและอำนาจเหนือคนทั้งปวง เพื่อวางรากฐานการแพทย์ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎรโรงเรียนแพทย์ที่อ๋องสิบเอ็ดจัดตั้งขึ้นตามโครงร่างวิจัยที่เซียวหลันทิ้งไว้ได้ผลิตหมอรุ่นใหม่ที่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่เคยเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือชำระเชื้อโรคด้วยแอลกอฮอล์ การแยกกักโรคอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันโรคระบาด หรือการปรุงยาด้วยหลักการสัณฐานวิทยาและเคมีพื้นฐาน นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้อัตราการตายของราษฎรลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ และทำ
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านประหนึ่งกระแสน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่เคยไหลย้อนกลับ หลายเดือนผ่านพ้นไปแล้วนับตั้งแต่วันที่รถม้าคันเล็กซอมซ่อลอบเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองมหานครจินหลิง ท่ามกลางแสงสลัวอันเหน็บหนาวของรุ่งสาง เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจบนบัลลังก์เลือด กลิ่นคาวของการทรยศ และเทคโนโลยีล้ำยุคที่แฝงตัวมาในคราบของปาฏิหาริย์ บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพจำที่พร่าเลือนและห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของคนทั้งสี่ภายใต้หุบเขาชิงฝูซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตรงรอยต่อของชายแดนทางทิศใต้ ภูมิประเทศที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนประหนึ่งป้อมปราการธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวายของราชสำนัก หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมลำธารใสแจ๋ว รายล้อมด้วยไร่ชาสีเขียวขจีที่ทอดตัวตามแนวเขาและป่าไผ่ที่ลู่ตามลมจนเกิดเสียงซ่าๆ บัดนี้ได้กลายเป็นที่พำนักแห่งใหม่และถาวรของอดีตหมอปีศาจผู้พลิกแผ่นดินและแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรที่นี่... ในหมู่บ้านชิงฝู ไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อของเซียวหลันในฐานะสตรีผู้กุมความลับแห่งกาลเวลาและพลังเหนือธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่านางคือผู้ที่เคยยืนหยัดต่อกรกับก
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินที่เย็นเยียบ ร่างของไป๋อวิ๋นทรุดลงในอ้อมแขนของหลี่หยาง ขณะที่กระบี่ของอ๋องสิบเอ็ดยังคงปักคาอยู่ที่หน้าอก แสงสว่างจากคบเพลิงบนผนังวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนของหัวหน้าหอเมฆาผู้อยู่เบื้องหลังความสงบสุขของจินหลิงมาเนิ่นนาน"เจ้า... เจ้าคนทรยศ!" อ๋องสิบเอ็ดตะโกนด้วยเสียงที่สั่นเครือ พระหัตถ์ที่กำด้ามกระบี่ยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธาและตระหนก "เจ้ากล้าเอาชีวิตมาแลกกับนังหมอโอหังนี่งั้นรึ!"ไป๋อวิ๋นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เขาพยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก "ฝ่าบาท... กระบี่ที่แทงข้า... คือกระบี่ที่ท่านใช้ปกป้องราษฎร... มิใช่กระบี่เพื่อกิเลส... ข้าเพียงช่วย... ให้ท่านไม่หลงผิดไปมากกว่านี้..."สิ้นคำพูดสุดท้ายมือที่กุมคมกระบี่ไว้แน่นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน ดวงตาของไป๋อวิ๋นปิดสนิทลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทับหัวใจของทุกคนในที่นั้นเซียวหลันน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางมองดูร่างของสหายผู้จงรักภักดีด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ทว่าในความโศกเศร้านั้นกลับมีความเด็ดเดี่ยวผุดขึ้นมา นางยันกายลุกขึ้นยืนประจันหน้า
ภายในห้องปฏิบัติการลับของสภาโอสถหลวง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของเซียวหลันที่กำลังหมกมุ่นอยู่หน้าเตากลั่นยาที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้พักผ่อน ริมฝีปากที่เพิ่งได้สัมผัสถึงรสชาติของน้ำชาบัดนี้แห้งผาก ทว่าแววตาของนางกลับฉายความมุ่งมั่นประหนึ่งประกายเพชรในความมืดเป้าหมายของนางไม่ใช่การปรุงโอสถอมตะตามรับสั่งของอ๋องสิบเอ็ด แต่คือการสกัดยาถอนพิษพันธุกรรม ยาที่จะทำให้พลังงานสีม่วงจากมุกมังกรในเลือดของนางและหลี่หยางเสื่อมสภาพลงจนกลับกลายเป็นเลือดมนุษย์ธรรมดา"มันต้องใช้กรดที่กัดกร่อนระดับเซลล์ แต่ต้องมีตัวกลางเป็นเมือกของกบภูเขาเพื่อไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อหลัก..." เซียวหลันพึมพำกับตัวเองขณะหยดของเหลวสีเขียวใสลงในหลอดทดลอง เสียงฟู่และควันบางๆ ลอยขึ้นมา นางยิ้มอย่างพึงพอใจ "สำเร็จ... มันเสถียรแล้ว"ขณะเดียวกันอ๋องสิบเอ็ดเริ่มไม่ไว้ใจความเคลื่อนไหวในห้องแล็บ พระองค์ทรงส่งองครักษ์เงาที่มีความสามารถในการพรางตัวระดับสูงไปสอดแนมเซียวหลันตลอดเวลา"กราบทูลฝ่าบาท นางไม่ได้ปรุงยาส่งเสริมพลังเลยพ่ะย่ะค่ะ... แต่ดูเหมือนนางกำลังปรุงยาที่ออกฤทธิ์สลายสิ่งเร้นลับในตัวนางเอง!" องครั







![I'll follow Apollo [Mpreg]](https://yfbwww.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



