Masukหลังจากทักทายทำความรู้จักกันคร่าวๆ แล้ว คำแพงจึงเอ่ยเข้าเรื่องที่ทำให้พวกตนมาอยู่ที่นี่ “คุณพี่คงจะสงสัยว่าทำไมพวกเราถึงมาขอรบกวนถึงที่นี่ ก็อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นนั่นแหละค่ะ มันมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้พวกเราอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ชั่วคราว อยากจะขอมาหลบอยู่ที่นี่ก่อนสักพัก ขอให้คุณพี่เห็นใจด้วยเถอะค่ะ”
“ดูพูดเข้าสิ พูดอะไรแบบนั้นแม่แพง พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันเสียหน่อย” เจ้าของเรือนโบกมือบอกเสียงดัง “เรื่องที่อยู่ที่กินน่ะไม่มีปัญหาหรอก ว่าแต่หนีปัญหาอะไรมาล่ะ ฉันพอจะช่วยอะไรได้ไหม”
“แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องค่ะ แต่น้องไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร นึกถึงคุณพี่ขึ้นมาเป็นคนแรก ก็เลยพากันมาขออาศัยใบบุญที่นี่” แม่แพงบอกพลางเอื้อมมือไปลูบแขนเรียวของฤทัยรักษ์อย่างสงสาร “ไม่รู้ว่าคุณชายตะวันคิดอะไรอยู่ เอาน้องสาวไปวางเดิมพันมั่วๆ กับคนอื่นจนเขาตามมาทวงถึงที่วัง พอคุณหญิงจันทร์ไม่ยอมไปทำงานใช้หนี้อย่างที่ตกลงกันไว้ ก็มาบังคับหนูอุ่นให้ไปแทน น้องยอมไม่ได้หรอกค่ะ น้องเลี้ยงทั้งสองคนมาแต่เล็กแต่น้อย คุณชายสร้างปัญหาขึ้นมาก็ต้องหาทางแก้ไขเอาเองสิ จะมาเอาน้องเอาหลานไปขัดดอกได้ยังไง”
ยิ่งพูดน้ำเสียงของแม่นมสูงวัยยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์ที่สะสมไว้ ฤทัยรักษ์ต้องกุมมือไว้ถึงได้ดีขึ้น ส่วนคำหอมก็รีบพูดปลอบให้น้องใจเย็นๆ ก่อน
“บางทีอาจจะมีเรื่องอื่นที่เราไม่รู้ แม่แพงพาหลานหนีมาแล้วก็อย่าร้อนใจไปเลย ไม่มีคนไปขัดดอกให้แบบนี้ คุณชายของแม่แพงคงหาทางอื่นแก้ปัญหาเอาเองนั่นแหละ ไหนๆ ก็มาอยู่ด้วยกันแล้วก็อยู่ให้สบายใจนะ จะอยู่นานแค่ไหนฉันก็ไม่ว่าหรอก”
แดนดินได้แต่แอบหันไปกลอกตาคนเดียว
ย่าไม่ว่า แต่เขาว่าอยู่นะ!
“ขอบคุณที่เมตตาพวกเรานะคะคุณพี่ นี่ไม่รู้ว่าคุณหญิงจันทร์จะหนีรอดหรือเปล่า”
“หนีออกมาหมดแบบนี้ ไม่สงสารคุณชายบ้างรึ”
แม่นมใหญ่เชิดหน้าบอก “ช่างเขาสิคะ”
หลานชายที่นั่งอยู่ข้างๆ หันไปมองคนที่ย่าน้อยเลือกปกป้องแวบหนึ่ง ระหว่างลูกเจ้านายกับหลานเจ้านาย ย่าของเขาเลือกช่วยหลานว่ะ
คำหอมไม่อยากพูดให้น้องสาวอารมณ์ขึ้นอีก เลยหันไปถามฤทัยรักษ์ที่นั่งเงียบมาตลอด “หนูหนีมาอยู่ที่นี่แบบนี้ จะไม่กระทบกับงานการทางนั้นหรือจ๊ะ”
“คือ...” ฤทัยรักษ์ยังไม่ได้อ้าปาก คุณนมก็ตอบออกไปก่อนว่า
“หนูอุ่นเป็นเลขาให้คุณชายตะวันนั่นแหละค่ะ อยากสร้างเรื่องดีนัก น้องเลยปล่อยให้ขาดเลขาเสียให้เข็ด”
สุดท้ายก็วกกลับมาเรื่องคุณชายจนได้
แดนดินส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะถาม “ทำไมคุณชายของย่าแพงไม่ขายบริษัทเอาเงินไปใช้หนี้ล่ะจ๊ะ” เท่าที่เขารู้ กิจการผลิตและส่งออกเครื่องเบญจรงค์ของหม่อมเจ้าวรรณวิจักษ์ผู้เป็นเจ้านายของคำแพงมูลค่าไม่ใช่จะน้อยๆ กิจการอื่นๆ ก็มากมี ขายออกไปสักอย่างน่าจะได้เงินมากโข
“เห็นว่าบริษัทมีหนี้สะสมสูงแล้วก็ขาดทุนทุกปี เจ้าหนี้เขาเลยไม่อยากได้ แต่จะเชื่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ย่าไม่เคยเห็นคุณชายท่านบ่นว่าบริษัทมีปัญหามาก่อนเลย”
“หนูอุ่นเป็นเลขา คงจะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วใช่ไหมจ๊ะ” คำหอมหันไปถามฤทัยรักษ์อีก
“ค่ะ” หญิงสาวยิ้มเนือยๆ ประมาณว่ารู้เรื่องดีอยู่แล้ว
เมื่อเห็นหญิงสาวมีสีหน้าเช่นนั้น เจ้าของเรือนก็เข้าใจว่าคงจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงหันไปบอกกับน้องสาว
“แม่แพงมีอะไรค่อยคุยกันทีหลังเถอะ สองคนเดินทางกันมาตั้งนาน คงเหนื่อยไม่น้อย เข้าห้องไปพักกันก่อนเถอะไป เดี๋ยวค่อยออกมาทำอะไรกินกัน ฉันรอกินข้าวรสมือแม่แพงมาหลายวันแล้วนะเนี่ย”
“แหม คุณพี่ก็...”
เธอนอนไม่หลับ...
อาจเป็นเพราะว่าแปลกที่และมีเรื่องรบกวนใจ คืนนี้ฤทัยรักษ์เลยนอนไม่หลับสักที สุดท้ายร่างเล็กในชุดนอนแบบขายาวจึงลุกขึ้นมาเปิดประตูเดินออกไปนั่งเล่นตรงเก้าอี้ริมระเบียงใกล้ๆ ห้อง พอได้เห็นดาวดวงน้อยที่กำลังทอแสงระยิบระยับบนฟ้า ใบหน้างามถึงได้เผยยิ้มออกมา อยู่ที่นี่เธอสามารถมองเห็นดาวได้เยอะกว่าเมืองหลวงที่มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกสูงสินะ
“ไผนั่น!” (ใครน่ะ)
ฤทัยรักษ์ที่กำลังอยู่ภวังค์ส่วนตัวพลันสะดุ้งตกใจกับเสียงถามดังลั่นทางด้านหลัง พอหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงยืนจังก้ามองอยู่
“ว่าจั่งได๋ สิมาอ่อยนายดินแม่นบ่” (ว่ายังไง จะมาอ่อยนายดินใช่ไหม)
“เดี๋ยวๆ ไม่ใช่นะคะ” หญิงสาวที่ฟังเข้าใจแค่ ‘อ่อย’ รีบปฏิเสธ
“บ่แม่นอิหยัง ดึกดื่นมานั่งเบิ่งอิหยังอยู่นี่ บ่เมือเฮือนเจ้า” เป็นก้องหล้าที่เพิ่งกลับมาจากบ้านเพื่อนปรี่เข้าไปถามหญิงสาวว่าดึกดื่นแล้วมานั่งดูอะไรอยู่ตรงนี้ไม่กลับบ้านตัวเอง ไม่ได้หรอก นายมีคำสั่งห้ามสาวๆ บุกรุกเรือน เขาต้องคุมเข้มตามคำสั่ง
ฤทัยรักษ์ที่ฟังไม่รู้เรื่องสักคำ ได้แต่ยืนมองก้องหล้าเงียบๆ
“ว่าจั่งได๋ มานั่งเฮ็ดหยังอยู่นี่” (ว่ายังไง มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้)
เธอไม่ทันได้พูดอะไรอีก ก็มีเสียงตะโกนมาจากอีกฝั่งของเรือน
“เสียงดังอะไรกันน่ะ!”
ใบหน้างามชะเง้อมองหาเจ้าของเสียงนั้นทันที
คนหล่อลั่นทุ่งออกมาช่วยเธอแล้ว!
“ผู้สาวทางได๋มานั่งอยู่เทิ่งเฮือนนายกะบ่ฮู้ ก้องเลยมาไล่ให้ แต่เว้าจั่งได๋กะบ่หือบ่อือ จักสิเฮ็ดจั่งได๋คึกันนาย” ก้องหล้ารีบเดินกลับไปฟ้องเจ้านายว่าพบสาวแปลกหน้ามานั่งอยู่บนเรือนนาย ไล่ยังไงก็ไม่ไป
แดนดินมองทั้งสองฝ่ายแล้วส่ายหน้า เดินเลยลูกน้องไปหาคนที่ยืนนิ่งอยู่ มองชุดนอนแบบเรียบร้อยของเธอแล้วถามเสียงเรียบ “เธอออกมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้กลางดึกน่ะ”
“ดูดาวค่ะ” ฤทัยรักษ์ตอบเสียงค่อย พยายามปรับสีหน้าไม่ให้เขารู้ว่ากำลังเขินจนแก้มร้อน เมื่อกี้แดนดินยืนซ้อนก้องหล้าอยู่ เธอเลยมองเห็นแค่ใบหน้า เมื่อเขาเดินออกมาจึงเห็นว่าทั้งตัวของพ่อคุณมีแค่กางเกงเลสีน้ำตาลเข้มตัวเดียว เปลือยอกสีแทนล่ำให้เห็นเต็มๆ
นมชมพูเชียวพ่อคุณ...
แต่ดูเหมือนว่าแดนดินจะไม่รู้สึกอะไร มีหน้ามาสั่ง
“มันดึกแล้ว กลับเข้าไปนอนได้แล้วไป”
“ฉันนอนไม่หลับค่ะ”
“ทำไม” คิ้วเข้มๆ ขมวดเข้าหากันทันที
“แปลกที่ค่ะ”
“เดี๋ยวก็หลับ คนที่นี่เขานอนกันเร็ว เพราะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปทำงานในไร่ในนา เธอมาอยู่ที่นี่ ก็ควรทำตัวให้ชินเข้าไว้”
ฤทัยรักษ์มองแดนดินตาเขม็ง “ดูเหมือนคุณจะไม่เต็มใจให้ฉันมาอยู่ที่นี่”
“ใช่”
“ทำไมเหรอคะ”
แดนดินยักไหล่ “เหตุผลส่วนตัว”
ก้องหล้ามองทั้งสองคนที่เถียงกันไปมาด้วยสายตาสับสน สรุปผู้หญิงคนนี้จะมาอยู่ที่นี่และเจ้านายเขาก็ขัดขวางไม่ได้ด้วย?
“ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันอยู่ที่นี่ก็ไปบอกคุณย่าสิคะ เพราะท่านเป็นคนอนุญาตให้ฉันอยู่” บอกแล้วฤทัยรักษ์ก็ไม่สนใจว่าเขาจะทำตามหรือไม่ ขยับตัวเตรียมกลับห้องตัวเอง หมดอารมณ์ดูดาวเสียแล้ว
“เดี๋ยวก่อน” แดนดินรีบดึงแขนคนที่กำลังจะเดินหนี “บอกมาก่อนว่าคุณย่าให้เธอมาทำอะไรที่นี่กันแน่”
“ฉันมาที่นี่ทำไมคุณก็รู้ดี”
“อย่ามาโกหก” ว่าไปแรงบีบที่มือก็เพิ่มตามไปด้วย
“ปล่อย ฉันเจ็บ!”
“อย่าให้รู้นะ ว่าเธอมีแผนการจะเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตโสดของฉัน ถ้าจับได้ขึ้นมาเมื่อไหร่ ฉันไม่เก็บเธอไว้แน่!”
ขู่เสร็จแดนดินก็สะบัดแขนเล็กทิ้ง ก่อนจะเดินปึงปังหนีไปทางเรือนของตัวเอง ส่วนคนถูกขู่ก็ยืนลูบแขนมองตามแผ่นหลังกว้างไปด้วยความตะลึง หลานชายสุดหล่อและแสนดีเมื่อตอนกลางวันนั่นคืออะไร แค่ละครตบตางั้นเหรอ ในนิทานพื้นบ้านมีเงาะป่าถอดรูปออกมาเป็นพระสังข์หนุ่มเนื้อทองรูปงาม ที่นี่กลับมีพระเอกถอดรูปออกมาเป็นตัวร้ายอย่างนั้นเหรอ!
“เอ่อ สวัสดีครับ ผมชื่อก้องหล้า เป็นมือขวาของนายดิน คุณคงเป็นหลานสาวของคุณย่าคำแพง ที่จะมาพักที่เรือนนี้ใช่มั้ยครับ” คนที่เอียงหูฟังอยู่จนเข้าใจที่มาที่ไปเอ่ยแนะนำตัวเสียงอ่อนลงสิบเท่า พอฤทัยรักษ์หันกลับมาพยักหน้าให้ก็รีบเอ่ยต่อ “เมื่อกี้ต้องขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ พอดีถูกเจ้านายสั่งเอาไว้ คุณอย่าถือสาผมเลยนะ ถ้าจะถือสาก็ไปลงที่เจ้านายโน่น ผมเป็นเพียงผู้รับคำสั่งเท่านั้น ยังไงคืนนี้นอนหลับฝันดี ยินดีต้อนรับสู่นาทองคำนะครับผม”
‘คุณ’ ของก้องหล้าไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรสักคำ ชายหนุ่มก็วิ่งตามหลังผู้เป็นนายไปติดๆ เสียแล้ว ฤทัยรักษ์ได้แต่บอกตัวเองว่าต่อไปจะต้องอยู่ให้ห่างจากเจ้านายลูกน้องคู่นี้
“นั่งเงียบๆ สิวะ! จะร้องหาสวรรค์วิมานอะไร!”มิลันดากับภารดีพยายามกลั้นเสียงสะอื้นตามที่มันสั่ง แต่ยังปล่อยให้น้ำตาไหลอยู่เงียบๆ ด้วยหวาดกลัวจับใจ อีกห้าชีวิตที่ถูกจับมัดมือนั่งรวมกันอยู่มุมหนึ่งของโถงก็มีสภาพไม่ต่างกัน เพียงแต่เงียบเสียงไว้ได้ดีกว่ากะเซอร์ไพรส์เขา แต่ดันมาเจอเซอร์ไพรส์ใหญ่ซะเอง!แผนการแอบมาซ่อนตัวรอในบ้านลานพระจันทร์เงียบๆ หายวับไปทันทีที่พบว่ามีคนมาซ่อนตัวอยู่ก่อนหน้า อีกฝ่ายซ่อนได้ดีจนกรรณิกากับป้าเอิบที่มาถึงก่อนไม่รู้ตัวสักนิด ตอนนี้เลยได้แต่นั่งรอให้เจ้าของบ้านมาช่วย...“หล่อนรู้หรือเปล่า ว่ามันเป็นใคร” ทินกรกระซิบกับหอมจันทร์ที่นั่งข้างกัน เมื่อมันเดินไปส่องดูที่หน้าต่างบานสูงหอมจันทร์มองชายร่างท้วมแต่งตัวเหมือนชาวบ้านธรรมดาๆ แต่หน้าตาเลวชัดด้วยสายตาเคียดแค้น “ศัตรูพี่เธียร คนที่ยิงระเบิดมาไง”“...” ทินกร “เราเลือกเวลามาเที่ยวเกาะนี้ได้ถูกช่วงจริงๆ”“ไม่ต้องห่วง ป่านนี้พวกพี่เธียรคงรู้ตัวแล้วว่ามันอยู่ที่นี่ พวกเราแค่พยายามตั้งสติ หาทางช่วยตัวเองไม่ให้เป็นภาระของพวกเขาก็พอ”กรรณิกาที่ฟังอยู่เงียบๆ พยักหน้าบอก “ใช่ค่ะ ตอนชุลมุนกันเมื่อกี้ กุ้งแอบกดสัญญานขอความช
เรือเร็วสีขาวแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าเรือใหม่เอี่ยมบนเกาะเคียงจันทร์ในช่วงสายของสุดสัปดาห์ คนรออยู่รีบเข้าไปช่วยประคองสาวสวยสามคนขึ้นจากเรือ“น้อง...”“อย่าเสียงดังไปค่ะ” คนเมาเรือจนอ่อนแรงรีบกระซิบบอกภารดีก่อนอีกฝ่ายจะหลุดชื่อตนออกมา“อ้อๆ งั้นเชิญทางนี้เลยค่ะคุณลูกค้า บ้านพักที่ท่านจองไว้ตอนนี้พร้อมให้บริการแล้วค่ะ” ภารดีขยิบตาให้อย่างรู้กันแล้วต้อนลูกค้าทั้งสามท่านไปที่รถกอล์ฟ ซึ่งจอดรออยู่ใกล้ๆ ทำเหมือนพวกเขาเป็นแขกทั่วไปของรีสอร์ตสองสาวร่างบางเดินกันอย่างหวาดระแวงเล็กน้อย ผิดกับสาวร่างใหญ่ที่เดินกางแขนหมุนตัวไปพลางอุทานอย่างตื่นเต้น ตลอดทาง“โอ้โห สวยกว่าที่คิดไว้อีกนะเนี่ย”หอมจันทร์ที่กำลังผะอืดผะอมเพราะเมาเรือมองอาการตื่นเต้นของเพื่อนแล้วอดยิ้มไม่ได้ ถ้าถามว่าการปลอมตัวครั้งนี้ใครทำได้ดีที่สุด คำตอบคือทินกรแน่ๆ พ่อหนุ่มร่างชายใจหญิงจับชุดเดรสผ้าบาติกสีฟ้าสดมาใส่อย่างมั่นใจ มันแหวกสูงจนเห็นขนหน้าแข้งบนเรียวขายาวนั่นร่ำไร ใบหน้าครึ่งบนถูกหมวกสานปีกกว้างกับแว่นกันแดดอันใหญ่ปิดไว้ สวมบทกระเทย
‘พระจันทร์แสนรัก’ชื่อที่อ่านครั้งแรกก็ทำเอาหอมจันทร์เขินหนักแทบม้วน ไม่กล้าคลิกเข้าไปอ่านต่อเลย เพราะเอกตะวันบอกว่าบทความโปรโมทเกาะเคียงจันทร์ครั้งนี้หวานเรียกมดสุดๆแต่จะไม่เปิดก็อยากรู้ไม่ไหวหอมจันทร์จึงกลั้นใจกดเข้าไปดูพร้อมเพื่อนทั้งสอง แล้วพวกเธอก็ถึงกับอึ้ง เมื่อมีบทสัมภาษณ์สั้นๆ ของเจ้าของเกาะเคียงจันทร์โชว์หราอยู่‘ทุกอย่างบนเกาะเคียงจันทร์ เกิดขึ้นจากความรักที่ผมมีต่อเธอผู้เป็นที่รัก’หญิงสาวอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะยอมเลื่อนจอไปดูสิ่งอื่นในหน้าเว็บต่อ มีแต่สถานที่ต่างๆ บนเกาะที่เธอเคยไปมาแล้วทั้งนั้น พวกเขาถ่ายภาพออกมาในมุมมองสวยตระการตาชวนให้อยากไปเห็นกับตาตัวเอง ทว่าไม่มีลานพระจันทร์ ที่ที่มองเห็นพระจันทร์ได้สวยที่สุดอยู่เลย“โอ๊ย! นังโคนมน้อย ทำไมนายหัวของนังคุณหญิงถึงได้โรแมนติกอย่างนี้” ทินกรร้องถามมิลันดาที่กำลังฟินอยู่ข้างๆ หลังได้รู้ความเป็นมาของเกาะเคียงจันทร์“อยากได้ผู้ชายแบบนี้จัง” มิลันดาเริ่มเพ้อฝัน “พี่เธียรโรแมนติดสุดๆ ไปเลย”“ยังโรแมนติกได้กว่านี้อีก”"หือ"ทินกรกับมิลันดาหันขวับทันที แค่โต๊ะดินเนอร์ท่ามกลางแสงเทียนและแสงจันทร์บนชายหาดสีนวลๆ ก็โดนใจแล้ว
เวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เธียรวิชญ์มากรุงเทพมหานคร เขาใช้มันได้อย่างคุ้มค่าเหลือเกินกลางวันอยู่บริษัทรังนกของตนและเดินสายชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวเกาะเคียงจันทร์กลางคืนไปนั่งดินเนอร์หวานกับแฟนสาว ควงกันจนตอนนี้คนรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าทั้งสองคบกันอยู่ หวานเหมือนไม่เคยเลิกกันแต่ยิ่งทั้งสองไปกันได้ดี คนที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ยิ่งกังวลคืนนี้คุณชายเอกตะวันนั่งรอน้องสาวจนดึก อยากจะคุยกับน้องสักหน่อย วันก่อนๆ ล้วนกลับมาไม่เร็วไม่ช้า แต่วันนี่ดันเป็นคืนสุดท้ายก่อนเธียรวิชญ์จะกลับกระบี่ คนสวยเลยถูกพามาส่งดึกหน่อย"หญิงจันทร์"คนถูกเรียกไว้ก่อนจะขึ้นห้องชะงัก เดินเข้าไปนั่งข้างพี่ชายอย่างแปลกใจ "พี่ชายยังไม่นอนอีกเหรอคะ"“รอจันทร์อยู่น่ะ"“รอจันทร์?”“อืม พรุ่งนี้เธียรจะกลับกระบี่แล้วใช่มั้ย”“ค่ะ คืนนี้เลยไม่ยอมปล่อยจันทร์กลับมาง่ายๆ ไงคะ”“ที่เป็นอยู่ตอนนี้ จันทร์มีความสุขดีใช่มั้ย”หอมจันทร์เลิกคิดมอง "ทำไมพี่ชายถามแบบนั้นล่ะคะ""เรื่องตอนนั้นน่ะ จันทร์ลืมมันไปหมดแล้วเหรอ” เอกตะวันถามตรงๆ สายตาจับจ้องสีหน้าคนเป็นน้องนิ่งหญิงสาวฟังคำถามแล้วมองค้อนขวับ ตอนนี้ทำมาเป็นห่วง ตอนวางแผนส่งเธอไปหาเธียรวิชญ
หอมจันทร์เอนตัวหนีจากอ้อมแขนอบอุ่น ปากขมุบขมิบต่อว่าความเฉลียวใจเก่งของพวกเขา แต่เธียรวิชญ์หาได้ปล่อยเธอให้หลุดมือ เขายังกระชับแขนแน่น สุดท้ายเธอเลยปล่อยให้เขากอดไว้อย่างนั้นด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ และบอกเรื่องที่ตนกำลังทำอยู่เสียงเนือยๆ “ก็นอกจากจะแกล้งพี่ชายตะวันแล้ว ดินเนอร์นี้ก็มีขึ้นมาเพื่อแก้ข่าวเรื่องจันทร์กับทินนี่ไงคะ”เธียรวิชญ์หนังตากระตุกทันที “ข่าวเรื่องอะไรนะ?”“อ้อ" เอกตะวันพยักหน้าช้าๆ "ข่าวเรื่องที่จันทร์แกล้งดินเนอร์กับทินกรประชดแกเมื่อคราวก่อนใช่มั้ย”“ค่ะ นักข่าวเขาเขียนมั่วๆ ไปเองทั้งนั้น วันนั้นแก๊งจันทร์มากันตั้งสามคน พวกเขาดันถ่ายแค่จันทร์กับทินนี่”เธียรวิชญ์ฟังเธอแก้ตัวพลางทำทีพยักหน้าเข้าใจแล้วถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แล้วจันทร์คิดจะแก้ข่าวยังไง”“ง่ายๆ เลยค่ะ ลองคิดดูสิ ถ้ามีคนเอาภาพจันทร์กำลังดินเนอร์สวีทกับพี่เธียรโดยมีพี่ชายนั่งเป็นพยานด้วยความอิจฉาไปทำข่าว คนก็ต้องคิดว่าจันทร์กับพี่เธียรกำลังคบกันอยู่และเป็นการคบแบบได้รับความเห็นชอบจากพี่ชายด้วย นี่เป็นการแก้ข่าวมั่วๆ เรื่องจันทร์กับทินนี่ได้ดีเลยไม่ใช่เหรอคะ"มือข้างที่ว่างอยู่ของเธียรวิชญ์คลึงแก้วไวน์
ด้านเธียรวิชญ์พยายามทำหน้านิ่งที่สุด วางมาดนายหัวมาดเข้มขณะนั่งลงเก้าอี้ข้างๆ หอมจันทร์ หนวดเคราที่ลืมกำจัดเพราะความรีบร้อนเสริมให้เขาดูเข้มดั่งใจต้องการ ทำเอาแก็งลูกหมูสามตัวตรงหน้าแทบไม่กล้าสบตากับเขาเลย“คนนี้เองเหรอ ที่เป็นข่าวกับจันทร์เมื่อวันก่อน”เสียงเย็นชาเอ่ยถามหลังแนะนำตัวกันเสร็จแล้ว ทำเอาทินกรสะดุงเล็กน้อย เขยิบเข้าไปใกล้ร่างเล็กของมิลันดาอย่างระแวงมือเท้าของนายหัวหนุ่มสุดหล่อ เขาไม่กล้าตอบรับและไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่มองหอมจันทร์ด้วยแววตาอ้อนวอนตาปริบๆพูดอะไรสักอย่างสิ อย่าให้งานมาเข้าทินนี่คนเดียวแบบนี้ฮืออออ“พี่เธียรมาที่คาเฟ่นี้ได้ไงคะ” แทนที่จะตอบ หอมจันทร์กลับถามเธียรวิชญ์ด้วยน้ำเสียงแบบมะนาวแล้งน้ำแทน“ถามว่าทำไมพี่ไม่อยู่ที่เกาะสิ”“อ้อ แล้วทำไมพี่ไม่อยู่ที่เกาะล่ะคะ”“พอดีมีคนบางคนทำให้พี่โมโหหึงมากไปหน่อย” เธียรวิชญ์ใช้สายตาคมกริบจับจ้องเป็นการบอกใบ้ว่าใครคือคนนั้น ซึ่งไม่ใช่หอมจันทร์อย่างที่ควรจะเป็นทำไมถึงเป็นเขาอีกแล้วล่ะ!ทินกรอยากจะร้องไห้ เมื่อถูกคนหล่อมองด้วยสายตาอาฆาต เขาไม่ได้เป็นคนริเริ่มแผนยั่วให้หึงนี่สักหน่อย จัดการคนของตัวเองโน่นสิราวกับว่าคนต้น
เสียงอ้อแอ้ของคนเมาพลันดังขึ้น“...ทัย...”ฤทัยรักษ์ถามเสียงอ่อน “ทัยไหนคะ”“ปานฤทัย” เสียงอ้อแอ้บอกออกมาชัดเจนราวกับชื่อนี้ไม่เคยเลือนหายไปจากใจ“ปานฤทัย?”ในชีวิตของหม่อมราชวงศ์เอกตะวันมีคนชื่อนี้คนเดียวเท่านั้นขณะที่พวกฤทัยรักษ์มองหน้ากันด้วยแววตาตะลึงแดนดินที่ยังไม่ไปไหนก็ได้ยินชื่อนั้นเต็มๆ
เสร็จจากลงแขกเกี่ยวข้าวก็เหมือนเดิมย่าคำหอมเปิดเรือนเลี้ยงอาหารชาวบ้านอย่างชื่นมื่น นอกจากอาหารและน้ำหวานต่างๆ แล้ว สาโทหรือน้ำข้าวหมักฝีมือแดนดินกับก้องหล้าก็ถูกยกออกมาให้ได้จิบกันถ้วนหน้าจากหัวค่ำสู่มืดค่ำ วงเหล้าของหนุ่มๆ ก็ยังอยู่ที่เดิมแดนดินกับก้องหล้าเอาเหล้าข้าวออกมาต้อนรับคุณชายกับนายหั
หลังใส่บาตรเสร็จแดนดินจูงมือฤทัยรักษ์ที่นุ่งผ้าซิ่นสีสวยเดินลัดเลาะออกมาชมข้าวที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองพร้อมให้เก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วัน“ทำไมถึงชอบที่นี่ล่ะ” เขาถามขณะยืนกอดร่างเล็กอยู่บนคันนา“ไม่รู้สิคะ อาจเป็นเพราะความเรียบง่ายของที่นี่ก็ได้ เราไม่ต้องรีบออกจากบ้านแต่เช้า ผู้คนก็น่ารัก ท
“เอิ้ก อี เอิ้ก เอิ้กกกกกกกกก”เสียงไก่ขันยามเช้าและสัมผัสร้อนๆ จากมือที่เคลื่อนไหวไปมาบนร่างกาย ปลุกฤทัยรักษ์ให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลหญิงสาวบิดตัวหนีอย่างเมื่อยล้า แต่คนลูบไล้หาได้สนใจ ยังคงตามมาออเซาะ ลูบตรงนั้น จูบตรงนี้ เหมือนจะเอาให้ได้สามวันสามคืนแล้วที่เป็นแบบนี้!ไม่รู้ว่าแดนดิ





![ห้าผัวแซ่บเกินต้าน [6P] + [PWP] + [NC30+]](https://yfbwww.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

