เข้าสู่ระบบนางขอสมรสพระราชทานเพราะรัก แต่คืนแต่งงาน เขารังเกียจนางและทิ้งไป ห้าปีผ่านไปพระชายาที่ถูกลืม กลับเป็นสตรีที่เขาต้องตามจีบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือลูกชายของตนเอง
ดูเพิ่มเติมยามไห่ (21.00–23.00 น.) “ยังคิดเรื่องของเสด็จพ่ออยู่อีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นหูและอ้อมแขนอันอบอุ่นคุ้นเคยโอบกอดไป๋ลี่เวย่จากด้านหลังอย่างแผ่วเบาไป๋ลี่เยว่ที่นั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปลายนิ้วเรียวงามของนางกำลังค่อย ๆ สางเส้นเกศายาวดุจแพรไหมช้า ๆ ถึงกับสะดุ้ง รอยแดงระเรื่อบนพวงแก้มปรากฏขึ้น นัยน์ตาคู่งามฉายแววเขินอาย ยามนึกถึงคำตรัสหยอกเย้าของฮ่องเต้ที่ขู่บังคับหลงเจิ้งหยางกลางลานสวนหลวงเมื่อยามสาย นางยิ้มบาง ก่อนเอนกายพิงอกกว้างของเขา“ฝ่าบาททรงรับสั่งแล้วนี่เพคะ... หากเสด็จพี่มิยอมขึ้นครองบัลลังก์ ก็ต้องทำหลานให้พระองค์เพิ่มอีกคน เพียงแต่หม่อมฉันไม่ได้คิดถึงคำตรัสของเสด็จพ่อหรอกเพคะ...” นางเว้นจังหวะ พลางหันกลับไปสบดวงตาคมที่มองนางไม่เคยเปลี่ยน “แต่กำลังคิดถึงสีหน้าของลูก ๆ ต่างหาก ทุกคนดูดีใจ... ราวกับรอคอยน้องคนใหม่มานาน”หลงเจิ้งหยางหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางก้มหน้าซบลงข้างลำคอ สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพระชายา ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำปนรอยยิ้ม“สามคนนั้นพร้อมใจกันเสียจน ข้าเองยังตั้งตัวไม่ทัน แต่…ในเมื่อเป็นพระบัญชาของฮ่องเต้...” มือหนาประคองใบหน้าเรียวเนียนขึ้นมาสบตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะอ
หลายปีผ่านไป…ตำหนักตงกงที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงร้องอ้อแอ้ของทารก บัดนี้กลับคึกคักไปด้วยความมีชีวิตชีวา สายลมอ่อนพัดผ่านสวนหลวง หอบเอาความโปร่งเบาและกลิ่นหอมละมุนของดอกบัวในสระมาปะทะผิว ใบไม้สีเขียวขจีพลิ้วไหวตามลม แสงแดดยามสายทอแสงอุ่นส่องลอดกิ่งไม้ออกมาเป็นลำกระทบลงบนลานหินสีขาวสะอาดตา จนเป็นแสงระยิบระยับ ใต้ศาลาริมสระบัว หลงจิ่นอวิ๋น ในวัยเยาว์ที่เริ่มเติบใหญ่ดั่งต้นเหมยสง่างาม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ยืนสนทนาราชกิจร่วมกับเสนาบดีและสหายรักอย่างหยวนเป่าและมู่ชิงอีด้วยท่าทีสุขุม สายตามั่นคง สมกับตำแหน่งองค์ชายใหญ่ผู้กำลังเติบโตขึ้นเป็นเสาหลักแห่งแผ่นดินอีกฟากหนึ่งของลานกว้าง หลงจิ่นเซี่ยกำลังกวัดแกว่งกระบี่อย่างคล่องแคล่ว คมกระบี่แหวกอากาศเกิดเสียง ฟึ่บ ฟึ่บ ดังเป็นจังหวะ คมกระบี่สะท้อนแสงแดดวาบวับ ทุกกระบวนท่าหนักแน่น แม่นยำ เปี่ยมด้วยพลัง จนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้าง ต่างพยักหน้าชื่นชม ส่วนอีกมุมหนึ่งของสวนหลวง เสียงหัวเราะใสกังวานของหลงซวงอวิ๋นดังแข่งกับเสียงกระบี่ของแฝดพี่ นางปีนขึ้นไปนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ รอยยิ้มสดใสทำให้เหล่านางกำนัลได้แต่ยืนลุ้นอยู่ด้านล่าง ไ
เหล่าคณะทูตและขุนนางน้อยใหญ่ต่างทยอยก้าวออกมาถวายของมงคล พร้อมประสานเสียงถวายพระพรอย่างไม่ขาดสาย ครั้นเครื่องราชบรรณาการและของขวัญมงคลชิ้นสุดท้ายถูกอัญเชิญเข้าจัดวางเรียบร้อย เบื้องหน้าพระแท่นมังกรก็เต็มไปด้วยเครื่องราชบรรณาการล้ำค่าจากทั่วสารทิศ ตั้งแต่ทองคำ หยกล้ำค่า อัญมณีหายาก ผ้าแพรชั้นเลิศ ตลอดจนของหายากจากทุกแคว้น กองเรียงรายสูงดุจภูเขาแห่งมงคล จนลานกว้างแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างแทรกเมื่อพระราชพิธีหม่านเยว่ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ เสียงดนตรีมงคลที่บรรเลงครึกครื้นมาตลอดทั้งพิธีก็ค่อย ๆ แผ่วเบาลง บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรงพลันแปรเปลี่ยนจากความครึกครื้นเป็นความสงบน่าเกรงขาม ราวกับทุกผู้คนต่างรับรู้โดยพร้อมเพรียงว่า ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของพระราชพิธีได้มาถึงแล้วขุนนาง คณะทูตจากทุกแคว้น และข้าราชบริพารทั้งปวงต่างยืนตรง ก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรอฟังพระราชดำรัสของโอรสสวรรค์ ผู้กำลังจะตรัสในวาระสำคัญของแผ่นดินฮ่องเต้ผู้ประทับเหนือบัลลังก์มังกรทรงลุกขึ้นช้า ๆ ฉลองพระองค์มังกรทองสะท้อนแสงคบเพลิงทั่วทั้งท้องพระโรง เมื่อโอรสสวรรค์ประทับยืนเต็มพระวรกาย ความสงบน่าเกรงขามก็แผ่ปกคลุมทั่วทั้ง
“ช้าก่อน ท่านราชทูต!”ราชทูตซีเหลียงชะงักกึกที่กำลังจะก้าวเข้าไปชื่นชมจวิ้นจู่น้อยถึงกับชะงักฝีเท้าทันที “เอ่อ... องค์ชายใหญ่ ทรงมีพระประสงค์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“อวิ๋นเอ๋อร์ให้ท่านดูความน่ารักของน้องได้…” เด็กน้อยเว้นจังหวะ ก่อนชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “แต่ท่านต้องไม่ขยับเข้าใกล้เกินสามก้าว และ” ร่างกลมป้อมในชุดมงคลชูนิ้วที่สองขึ้น“ห้ามจับน้อง!” แล้วจึงชูนิ้วที่สามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาใสซื่อจริงจัง“แล้วก็...ห้ามสูดลมหายใจแรง ๆ ใส่น้องด้วย!”ราชทูตซีเหลียงกะพริบตาปริบ ๆ “เหตุ...เหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“น้องชายกับน้องสาวของอวิ๋นเอ๋อร์ยังตัวเล็กเท่าก้อนซาลาเปา หากสูดกลิ่นแปลก ๆ เข้าไปแล้วจามขึ้นมา น้องคงเจ็บแย่”ถ้อยคำไร้เดียงสาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยขององค์ชายน้อยนั้นทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้นเป็นระลอก ฮ่องเต้ถึงกับทรงพระสรวล พลางส่ายพระพักตร์อย่างเอ็นดู“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ดูเถิด... นอกจากบิดาจะหวงลูกเสียยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว บัดนี้ยังมีพี่ชายองค์โตคอยเฝ้าถนอมหวงน้องจนไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้เพิ่มมาอีกคน”ฮองเฮาทอดพระเนตรหลานชายด้วยสายตาเปี่ยมรัก “ดูท่ากฎของ
“ฝ่าบาท…” เสียงของฮองเฮาดังกังวานสะท้อนทั่วท้องพระโรง นางก้าวออกมาจากบัลลังก์ฝ่ายในทีละก้าว แต่ละก้าว เนิบช้าทว่าหนักแน่น ราวย่างเหยียบลงบนหัวใจของผู้คิดท้าทายระเบียบวังหลัง ผ้าคลุมไหล่สีทองปักหงส์สะบัดเงียบงาม ดวงพระเนตรเรียวยาวเยียบเย็น บรรยากาศท้องพระโรงใหญ่ยังอาบด้วยแสงโคมทอง กลิ่นกำยานจันทน
“ต่อไป ด่านที่สอง ด่านปรุงตำรับยา ขอเชิญท่านหมอหานเซียว หัวหน้าแพทย์หลวง แถลงกติกา” เสียงขันทีประกาศก้องในลานประลองร่างสูงโปร่งของหานเซียว ไท่ยี่หลิ่งวัยชราประจำราชสำนัก ผู้ผ่านร้อนหนาวนับศตวรรษ ลุกขึ้นจากแท่น เขาจัดสมุนไพรหลากชนิดลงบนโต๊ะหินกลางลานด้วยท่วงท่าสงบงาม ก่อนจะวางมือเงยหน้าขึ้นมาเมื่อจ
แสงแดดยามเช้าอ่อนโยนสาดลอดผ่านพุ่มไม้เขียวขจีข้างทาง เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ กลิ่นหอมจางของดอกเหมยที่โรยตามทาง ประกอบกับเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ทำให้เช้านั้นดูสดใสกว่าทุกวันไป๋ลี่เยว่จับมือโอรสน้อยแน่น ขณะพากันเดินไปที่รถม้าริมประตูตำหนัก สายตาของนางทอดมองลูกน้อยด้วยรอยยิ้มอ่อนละมุน วันนี้นางตั้งใจจะพาเด็กน
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย












ความคิดเห็น