LOGINนางขอสมรสพระราชทานเพราะรัก แต่คืนแต่งงาน เขารังเกียจนางและทิ้งไป ห้าปีผ่านไปพระชายาที่ถูกลืม กลับเป็นสตรีที่เขาต้องตามจีบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือลูกชายของตนเอง
View Moreฉันเมธาวีหรือเมญ่า สาวสวยดาวมหาวิทยาลัย ความสวย ความรวยไม่ต้องพูดถึงค่ะ แต่...แต่ สวยแล้วไงจนป่านนี้อายุจะเข้ายี่สิบห้าปีในอีกไม่กี่สัปดาห์ ก็ยังไม่มีแฟนกับเขาเลย ชีวิตมันเศร้า ยังเศร้าได้อีก เมื่อ...เมื่อ...ฉันเดินตกท่อ นกขี้ใส่หัว ตกรองเท้าส้นสูง ไปสปานวดตัว หมอนวดยังผสมเบกกิ้งโซดาแทนเกลือหิมาลัยเพราะดูผิด ความซวยต่าง ๆ นานาวิ่งเข้ามาหาจนฉันตกใจ คุณนายปราณี หรือคุณแม่สุดที่รักของฉัน ผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องดวง เพราะคุณนายเป็นภรรยานายฝรั่ง (พ่อฉันเป็นลูกครึ่งแต่หน้าตาออกไปทางฝรั่งมากกว่า) ทนไม่ได้ต้องพึ่งหมอดูก็คราวนี้ หมอดูที่คุณยายของฉันนับถือมานาน
“นังหนูคนนี้ต้องมีผัวก่อนเบญจเพสไม่งั้นจะตายโหง”
แม่เจ้า...ไม่ใช่ไม่เชื่อค่ะ แต่จะหาผัวจากไหน
ฉันจะไปหาผัวจากไหน แฟนยังไม่เคยมีเลย เชิดใส่ผู้มาตลอดตั้งแต่จำความได้ แล้วผู้ชายสมัยนี้ไม่ได้หากันง่าย ห้าสิบเปอร์เซ็นต์มีเมียแล้ว สามสิบเปอร์เซ็นต์เป็นเกย์ เหลือยี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทางเลือกเดียวของฉัน
“เอาเพื่อนกันทำผัวนี่แหละ”
ปุณกรณ์หรือหมอปั้น เป็นเพื่อนสนิทของเมญ่า ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เขาคนนี้แหละทางรอดทางเดียวของฉัน
เอาเพื่อนกันก็ยังดีกว่าเอากับใครที่ไม่รู้จัก”
เมญ่า Talks
ฉัน...เมญ่าผู้เลอโฉม การันตีด้วยตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัย สมัยที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัย บอกเลยว่ามีคนจีบเป็นร้อย แต่ด้วยความที่ตั้งใจเรียนและการเรียนที่เคร่งเครียดตลอดหลายปีของเภสัชกรไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากจบมาสองปีฉันก็ต้องทำงานอย่างหนักในบริษัทผลิตยารายใหญ่ของประเทศ ซึ่งก็เป็นบริษัทของคุณพ่อฉันเอง จนล่วงเลยมาตอนนี้ฉันอายุจะเข้ายี่สิบห้าปีในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า แต่ความซวยมันไม่เข้าใครออกใคร
เมื่อฉันดวงซวยไม่หยุดหย่อน เมญ่า..แกต้องทำตามที่หมอดูบอกจริงเหรอ
“เมญ่า ระวัง”
โครม
กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร...เสียงมอเตอร์ไซค์ที่เสียหลักก็พุ่งมาทางฉันที่กำลังตกตะลึงจนขยับตัวไม่ได้ ฉันคิดว่าครั้งนี้ฉันคงไม่รอดหรือไม่ก็เจ็บหนักแน่ ๆ แต่แล้วก็มีมือของใครบางคนดึงฉันไปกอดและหลุดพ้นจากการโดนชนแบบเฉียดฉิว
“เมญ่า เจ็บตรงไหนรึเปล่า”
“หมอปั้น”
ใช่ค่ะ ผู้ชายหล่อเหลาหน้าตาดีเหมือนลูกครึ่งคนนี้คือหมอปั้น หรือนายแพทย์ปุณกรณ์ รัตนโภคิณ เพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่เรียนมัธยม นอกจากหน้าตาหล่อเหลาขั้นเทพอย่างพระเอกเกาหลีแล้ว ยังเป็นคุณหมอ และยังเป็นลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทของครอบครัวฉันด้วย
“ญ่าไม่เป็นไร ปั้นล่ะ”
“ปั้นไม่เป็นไร ทำไมเดินเหม่อ ไม่ระวังรถเลย ถ้าปั้นไม่อยู่ตรงนี้ญ่าได้ไปเฝ้าเทวดาบนสวรรค์แน่”
“ญ่ามีเรื่องเครียด ๆ น่ะ คือช่วงนี้ญ่าดวงไม่ดี เอ่อ อาจถึงฆาตด้วยนะปั้น”
“บ้า!..ไร้สาระ! เมญ่า เธอเรียนเภสัชมาจริงไหม ทำไมถึงเชื่อเรื่องงมงายแบบนี้” ฉันว่าแล้วว่าปั้นต้องไม่เชื่อ แล้วแบบนี้ปั้นจะยอมช่วยฉันไหม
“ปั้นไม่เชื่อเหรอ งั้นญ่าจะเล่าให้ฟัง”
ฉันใช้เวลากว่าสามสิบนาทีเล่าให้หมอปั้นฟัง ตอนแรกหมอปั้นก็ฟังไปหัวเราะไป พอตอนหลัง ๆ เริ่มหัวเราะไม่ออกแล้วนั่งหน้านิ่ง โดยเฉพาะตอนสุดท้ายที่ฉันพูด
“ยังไงญ่าก็ต้องมีผัวก่อนยี่สิบห้าอย่างที่หมอดูทำนาย แต่มันเหลือเวลาอีกแค่เจ็ดวันเอง ปั้นมีคนแนะนำให้ญ่าไหม”
“ไม่มี ไร้สาระ” ปั้นยังคงทำหน้าเหมือนไม่พอใจ ฉันเอื้อมมือไปจับมือปั้น สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด รวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป
ยามไห่ (21.00–23.00 น.) “ยังคิดเรื่องของเสด็จพ่ออยู่อีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นหูและอ้อมแขนอันอบอุ่นคุ้นเคยโอบกอดไป๋ลี่เวย่จากด้านหลังอย่างแผ่วเบาไป๋ลี่เยว่ที่นั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปลายนิ้วเรียวงามของนางกำลังค่อย ๆ สางเส้นเกศายาวดุจแพรไหมช้า ๆ ถึงกับสะดุ้ง รอยแดงระเรื่อบนพวงแก้มปรากฏขึ้น นัยน์ตาคู่งามฉายแววเขินอาย ยามนึกถึงคำตรัสหยอกเย้าของฮ่องเต้ที่ขู่บังคับหลงเจิ้งหยางกลางลานสวนหลวงเมื่อยามสาย นางยิ้มบาง ก่อนเอนกายพิงอกกว้างของเขา“ฝ่าบาททรงรับสั่งแล้วนี่เพคะ... หากเสด็จพี่มิยอมขึ้นครองบัลลังก์ ก็ต้องทำหลานให้พระองค์เพิ่มอีกคน เพียงแต่หม่อมฉันไม่ได้คิดถึงคำตรัสของเสด็จพ่อหรอกเพคะ...” นางเว้นจังหวะ พลางหันกลับไปสบดวงตาคมที่มองนางไม่เคยเปลี่ยน “แต่กำลังคิดถึงสีหน้าของลูก ๆ ต่างหาก ทุกคนดูดีใจ... ราวกับรอคอยน้องคนใหม่มานาน”หลงเจิ้งหยางหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางก้มหน้าซบลงข้างลำคอ สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพระชายา ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำปนรอยยิ้ม“สามคนนั้นพร้อมใจกันเสียจน ข้าเองยังตั้งตัวไม่ทัน แต่…ในเมื่อเป็นพระบัญชาของฮ่องเต้...” มือหนาประคองใบหน้าเรียวเนียนขึ้นมาสบตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะอ
หลายปีผ่านไป…ตำหนักตงกงที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงร้องอ้อแอ้ของทารก บัดนี้กลับคึกคักไปด้วยความมีชีวิตชีวา สายลมอ่อนพัดผ่านสวนหลวง หอบเอาความโปร่งเบาและกลิ่นหอมละมุนของดอกบัวในสระมาปะทะผิว ใบไม้สีเขียวขจีพลิ้วไหวตามลม แสงแดดยามสายทอแสงอุ่นส่องลอดกิ่งไม้ออกมาเป็นลำกระทบลงบนลานหินสีขาวสะอาดตา จนเป็นแสงระยิบระยับ ใต้ศาลาริมสระบัว หลงจิ่นอวิ๋น ในวัยเยาว์ที่เริ่มเติบใหญ่ดั่งต้นเหมยสง่างาม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ยืนสนทนาราชกิจร่วมกับเสนาบดีและสหายรักอย่างหยวนเป่าและมู่ชิงอีด้วยท่าทีสุขุม สายตามั่นคง สมกับตำแหน่งองค์ชายใหญ่ผู้กำลังเติบโตขึ้นเป็นเสาหลักแห่งแผ่นดินอีกฟากหนึ่งของลานกว้าง หลงจิ่นเซี่ยกำลังกวัดแกว่งกระบี่อย่างคล่องแคล่ว คมกระบี่แหวกอากาศเกิดเสียง ฟึ่บ ฟึ่บ ดังเป็นจังหวะ คมกระบี่สะท้อนแสงแดดวาบวับ ทุกกระบวนท่าหนักแน่น แม่นยำ เปี่ยมด้วยพลัง จนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้าง ต่างพยักหน้าชื่นชม ส่วนอีกมุมหนึ่งของสวนหลวง เสียงหัวเราะใสกังวานของหลงซวงอวิ๋นดังแข่งกับเสียงกระบี่ของแฝดพี่ นางปีนขึ้นไปนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ รอยยิ้มสดใสทำให้เหล่านางกำนัลได้แต่ยืนลุ้นอยู่ด้านล่าง ไ
เหล่าคณะทูตและขุนนางน้อยใหญ่ต่างทยอยก้าวออกมาถวายของมงคล พร้อมประสานเสียงถวายพระพรอย่างไม่ขาดสาย ครั้นเครื่องราชบรรณาการและของขวัญมงคลชิ้นสุดท้ายถูกอัญเชิญเข้าจัดวางเรียบร้อย เบื้องหน้าพระแท่นมังกรก็เต็มไปด้วยเครื่องราชบรรณาการล้ำค่าจากทั่วสารทิศ ตั้งแต่ทองคำ หยกล้ำค่า อัญมณีหายาก ผ้าแพรชั้นเลิศ ตลอดจนของหายากจากทุกแคว้น กองเรียงรายสูงดุจภูเขาแห่งมงคล จนลานกว้างแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างแทรกเมื่อพระราชพิธีหม่านเยว่ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ เสียงดนตรีมงคลที่บรรเลงครึกครื้นมาตลอดทั้งพิธีก็ค่อย ๆ แผ่วเบาลง บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรงพลันแปรเปลี่ยนจากความครึกครื้นเป็นความสงบน่าเกรงขาม ราวกับทุกผู้คนต่างรับรู้โดยพร้อมเพรียงว่า ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของพระราชพิธีได้มาถึงแล้วขุนนาง คณะทูตจากทุกแคว้น และข้าราชบริพารทั้งปวงต่างยืนตรง ก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรอฟังพระราชดำรัสของโอรสสวรรค์ ผู้กำลังจะตรัสในวาระสำคัญของแผ่นดินฮ่องเต้ผู้ประทับเหนือบัลลังก์มังกรทรงลุกขึ้นช้า ๆ ฉลองพระองค์มังกรทองสะท้อนแสงคบเพลิงทั่วทั้งท้องพระโรง เมื่อโอรสสวรรค์ประทับยืนเต็มพระวรกาย ความสงบน่าเกรงขามก็แผ่ปกคลุมทั่วทั้ง
“ช้าก่อน ท่านราชทูต!”ราชทูตซีเหลียงชะงักกึกที่กำลังจะก้าวเข้าไปชื่นชมจวิ้นจู่น้อยถึงกับชะงักฝีเท้าทันที “เอ่อ... องค์ชายใหญ่ ทรงมีพระประสงค์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“อวิ๋นเอ๋อร์ให้ท่านดูความน่ารักของน้องได้…” เด็กน้อยเว้นจังหวะ ก่อนชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “แต่ท่านต้องไม่ขยับเข้าใกล้เกินสามก้าว และ” ร่างกลมป้อมในชุดมงคลชูนิ้วที่สองขึ้น“ห้ามจับน้อง!” แล้วจึงชูนิ้วที่สามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาใสซื่อจริงจัง“แล้วก็...ห้ามสูดลมหายใจแรง ๆ ใส่น้องด้วย!”ราชทูตซีเหลียงกะพริบตาปริบ ๆ “เหตุ...เหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“น้องชายกับน้องสาวของอวิ๋นเอ๋อร์ยังตัวเล็กเท่าก้อนซาลาเปา หากสูดกลิ่นแปลก ๆ เข้าไปแล้วจามขึ้นมา น้องคงเจ็บแย่”ถ้อยคำไร้เดียงสาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยขององค์ชายน้อยนั้นทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้นเป็นระลอก ฮ่องเต้ถึงกับทรงพระสรวล พลางส่ายพระพักตร์อย่างเอ็นดู“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ดูเถิด... นอกจากบิดาจะหวงลูกเสียยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว บัดนี้ยังมีพี่ชายองค์โตคอยเฝ้าถนอมหวงน้องจนไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้เพิ่มมาอีกคน”ฮองเฮาทอดพระเนตรหลานชายด้วยสายตาเปี่ยมรัก “ดูท่ากฎของ
“ฝ่าบาท…” เสียงของฮองเฮาดังกังวานสะท้อนทั่วท้องพระโรง นางก้าวออกมาจากบัลลังก์ฝ่ายในทีละก้าว แต่ละก้าว เนิบช้าทว่าหนักแน่น ราวย่างเหยียบลงบนหัวใจของผู้คิดท้าทายระเบียบวังหลัง ผ้าคลุมไหล่สีทองปักหงส์สะบัดเงียบงาม ดวงพระเนตรเรียวยาวเยียบเย็น บรรยากาศท้องพระโรงใหญ่ยังอาบด้วยแสงโคมทอง กลิ่นกำยานจันทน
“ต่อไป ด่านที่สอง ด่านปรุงตำรับยา ขอเชิญท่านหมอหานเซียว หัวหน้าแพทย์หลวง แถลงกติกา” เสียงขันทีประกาศก้องในลานประลองร่างสูงโปร่งของหานเซียว ไท่ยี่หลิ่งวัยชราประจำราชสำนัก ผู้ผ่านร้อนหนาวนับศตวรรษ ลุกขึ้นจากแท่น เขาจัดสมุนไพรหลากชนิดลงบนโต๊ะหินกลางลานด้วยท่วงท่าสงบงาม ก่อนจะวางมือเงยหน้าขึ้นมาเมื่อจ
แสงแดดยามเช้าอ่อนโยนสาดลอดผ่านพุ่มไม้เขียวขจีข้างทาง เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ กลิ่นหอมจางของดอกเหมยที่โรยตามทาง ประกอบกับเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ทำให้เช้านั้นดูสดใสกว่าทุกวันไป๋ลี่เยว่จับมือโอรสน้อยแน่น ขณะพากันเดินไปที่รถม้าริมประตูตำหนัก สายตาของนางทอดมองลูกน้อยด้วยรอยยิ้มอ่อนละมุน วันนี้นางตั้งใจจะพาเด็กน
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย












reviews