LOGIN[นางเอกเคยแต่งงานแล้ว พระเอกบริสุทธิ์ แต่งก่อนรักทีหลัง] ธิดาตระกูลขุนนางตกอับผู้อ่อนหวาน VS ขุนนางผู้ทรงอำนาจที่สูงส่งและเย็นชา ตระกูลของจี้หานอีตกต่ำลงเมื่อนางอายุสิบสี่ปี ครั้นอายุสิบหกก็ถือหนังสือหมั้นหมายแต่งเข้าสกุลเซี่ย ตระกูลผู้ดีเก่าอันสูงส่ง ตลอดสามปีที่ออกเรือน แม้สามีจะเย็นชาหมางเมิน แต่นางก็ปฏิบัติหน้าที่ภรรยาอย่างสุดความสามารถ เพียงเพื่อจะเป็นภรรยาที่ดีและเพียบพร้อมผู้หนึ่ง สามีของนางรูปโฉมหล่อเหลา สง่าผ่าเผยดุจวิญญูชน อนาคตยาวไกลไร้ขีดจำกัด ผู้คนต่างพากันบอกว่านางควรรู้จักเจียมตน ด้วยตระกูลนางไร้ที่พึ่งพิงแล้ว การได้แต่งเข้าสกุลเซี่ย ย่อมถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ ทว่า ในคืนหิมะโปรยปรายคืนหนึ่ง หลังสามีทิ้งนางไปหาหญิงในดวงใจเขาอีกครั้ง นางก็พลันตาสว่าง สามีไม่เคยรักนางเลย ดังนั้น ในปีที่นางอายุสิบเก้า ภายใต้เสียงเย้ยหยันของสามีที่บอกว่านางจะต้องเสียใจ นางกลับถือหนังสือหย่าเดินจากไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเพียงลำพัง จี้หานอีเดิมคิดไว้ว่าหลังหย่าขาด จะพามารดาไปเปิดร้านค้าที่เจียงหนาน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่าย แต่ชายหนุ่มผู้แสนเย่อหยิ่งและเย็นชาที่สุดในบรรดาตระกูลขุนนางเมืองหลวง กลับบอกว่าจะแต่งกับนางเสียอย่างนั้น 'เสิ่นซื่อ' เปรียบดั่งจันทร์กระจ่างฟ้าซึ่งลอยเด่นกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ยากที่ผู้คนจะเอื้อมถึง ชาติตระกูลสูงส่ง มีอำนาจราชศักดิ์ ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาไร้หัวใจ แต่เขากลับกล่าวว่า "เจ้าลองตรองดูสักสองวัน ว่าจะยินดีแต่งกับข้าหรือไม่" แต่ในใจกลับเตรียมคำพูดประโยคถัดไปไว้แล้วว่า หากเจ้าไม่ยินดี ข้าก็จะรอเจ้าต่อไป จี้หานอีหารู้ไม่ว่า คุณชายน้ำแข็งพันปีเช่นเสิ่นซื่อ ได้มอบหัวใจให้นางมาตั้งแต่สมัยเริ่มมีความรักในวัยเยาว์ ภายใต้ความห่างเหินและหยิ่งทะนงนั้น ล้วนเปี่ยมด้วยความอดกลั้นและความรักลึกซึ้ง ถึงขั้นซุกซ่อนความปรารถนาที่จะครอบครองนางไว้ได้อย่างแนบเนียน
View Moreทางเดินหินเขียวเต็มไปด้วยกลีบดอกหลีฮวาที่ร่วงหล่นพร้อมกลิ่นหอมลอยฟุ้ง แล้วเสียงกระซิบของนางซูก็ตอบกลับมาด้วยความแจ่มใส "นิสัยของเจ้ากับนางมีความคล้ายคลึงกันหลายส่วนทีเดียว"จี้หานอีลองย้อนนึกดู วันนี้นางได้พบกับชุยจาวอวิ๋น ความรู้สึกที่ได้รับคือชุยจาวอวิ๋นมีความสงบนิ่งจืดจางราวกับผู้ที่ปลงตกและเข้าใจในทุกสรรพสิ่งของชีวิต คล้ายกับคนไร้ซึ่งกิเลสและความปรารถนาใด จึงทำให้ผู้คนรู้สึกอยากสนิทสนมด้วยอย่างง่ายดาย ไม่เหมือนกับสตรีสูงศักดิ์นางอื่น ที่การเข้ามาตีสนิทมักแฝงไว้ด้วยจุดประสงค์บางอย่างเสมอ ซึ่งความสนิทสนมที่แฝงเจตนาเหล่านั้น ความจริงแล้วก็ยังพอจะสังเกตเห็นได้จากรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ดีเสียงของนางซูดังขึ้นอีกครั้ง "บนตัวเจ้ามีความสงบนิ่งเรียบง่ายเช่นเดียวกับนาง""ไม่แก่งแย่งแข่งขัน ไม่ชิงดีชิงเด่น แม้ว่าจะได้คู่ครองประเสริฐถึงเพียงนี้ ซ้ำท่านโหวเสิ่นก็ยังคอยดูแลเอาใจใส่เจ้าเป็นอย่างดี แต่ข้ากลับไม่นึกอิจฉาเจ้าสักนิด นั่นก็เพราะเจ้าจริงใจต่อข้า ข้าเองก็มองออกว่าเจ้ามีจิตใจบริสุทธิ์ จึงตระหนักดีว่าการได้คบหาเป็นสหายกับเจ้า ย่อมเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนไปชั่วชีวิต โดยไม่เกี่ยวข้องกั
จี้หานอีมองดูชุยจาวอวิ๋น เมื่อเห็นอีกฝ่ายกล่าวด้วยความจริงใจ ทั้งยังมีใบหน้างดงามดุจหยกขาว จี้หานอีจึงปฏิเสธไม่ลง สุดท้ายก็ตกปากรับคำไปทันทีเห็นได้ชัดว่าชุยจาวอวิ๋นดีใจยิ่ง นางย่อกายคารวะจี้หานอีแบบว่านฝูหนึ่งครั้งก่อนจะผละจากไปท่วงท่าอันสง่างาม เปี่ยมด้วยมารยาทและความสุขุมนั้น ทำเอาจี้หานอีรู้สึกว่าชุยจาวอวิ๋นควรมีอายุมากกว่าตนเองสักหลายปีด้วยซ้ำระหว่างทางจี้หานอีเดินคล้องแขนนางซู ก่อนถามว่า “สตรีตระกูลใหญ่ทั่วไปไว้ทุกข์เพียงหนึ่งปีเท่านั้น แล้วเหตุใดคุณหนูรองชุยจึงต้องไว้ทุกข์นานถึงสามปีล่ะเจ้าคะ?”เมื่อนางซูเห็นจี้หานอีถามถึงเรื่องนี้ก็แย้มยิ้ม ก่อนขยับเข้าไปใกล้ใบหูของจี้หานอีแล้วกระซิบ “เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความลับเรื่องหนึ่งน่ะ”“ผู้ที่รู้เรื่องนี้มีไม่มาก แต่ยามนี้พวกเราเป็นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว ทั้งข้าก็รู้ดีว่าเจ้าไม่ใช่คนพูดจาส่งเดช บอกเจ้าไปคงไม่เป็นไร”จี้หานอีได้ยินนางซูกล่าวเช่นนั้น ก็อดเอียงศีรษะเข้าไปใกล้เพื่อรอรับฟังไม่ได้เรือนหลังของจวนผิงหนานโหวช่างเงียบสงบ เวลานี้ฉินฝูอวี้ก็ออกไปเดินเล่นกับบรรดาคุณหนูที่สนิทสนมกันแล้ว จี้หานอีจึงเดินตามหลังมาอย่างเชื่องช
จี้หานอีที่เดิมทีตั้งใจเดินเข้าไปด้านในพลันชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย พร้อมกับบอกให้หรงชุนที่อยู่ข้างกายหยุดเดินเช่นกันเสียงที่จงใจลดให้ต่ำลงหลังฉากกั้นดังแว่วขึ้นอีกครั้ง “ก็ใช่น่ะสิ ตอนแรกเห็นบอกว่าจวนสกุลเสิ่นเตรียมมาสู่ขอแล้วแท้ ๆ ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าท่านอาสองกลับเกิดเรื่องเสียก่อน มิเช่นนั้นงานมงคลของทั้งสองตระกูลคงถูกกำหนดได้นานแล้ว”“พอคิดขึ้นมาก็ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ตอนนั้นผู้คนต่างก็พูดกันว่าพี่หญิงรองกับท่านโหวเสิ่นช่างเหมาะสมกันนัก”เมื่อจี้หานอีได้ยินถึงตรงนี้ นางก็ก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวเดินขึ้นไปชั้นบนด้วยฝีเท้าแผ่วเบาหรงชุนมีท่าทีอึกอักคล้ายอยากพูดบางอย่าง หลังได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ในใจนางย่อมไม่สบอารมณ์ คิดปลอบโยนผู้เป็นเจ้านาย แต่ก็นึกได้ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะพูดคุยกันขณะนั้นจี้หานอีกำลังเดินขึ้นบันได ทว่าเมื่อพ้นช่วงหัวมุมบันได กลับบังเอิญพบเจอคุณหนูรองชุย ชุยจาวอวิ๋น ซึ่งกำลังเดินลงมาพอดีเมื่อชุยจาวอวิ๋นเห็นจี้หานอีกำลังเดินสวนกลับขึ้นมา นางก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบถามว่า “ด้านล่างมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องหรือเจ้าคะ?”จี้หานอีมองดูสีหน้าของชุยจาวอว
นางซูต้องการตามไปพร้อมน้องสามี ด้วยเกรงว่าฉินฝูอวี้จะทำเรื่องอันใดไม่เข้าท่า จึงกล่าวกับจี้หานอีว่า "พวกเราไปดูเรื่องสนุกด้วยกันเถิด อย่างไรยามนี้ก็ยังเช้านัก"จี้หานอีเป็นคนปฏิเสธคำชวนไม่เก่ง ทั้งเดิมทีก็มีนิสัยเรียบง่าย จึงตอบรับและเดินตามไปด้วยกันหอหลีฮวานั้นตั้งอยู่ติดกำแพงเรือนซึ่งกั้นกลางระหว่างเรือนหน้ากับเรือนหลัง แม้ตัวหอมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็สูงถึงสามชั้น รอบข้างปลูกต้นสาลี่ไว้เต็มพื้นที่ ตำแหน่งที่ตั้งของที่นี่จึงให้ทั้งความปลีกวิเวกและความเงียบสงบระหว่างทางยังบังเอิญพบคุณหนูสกุลชุยอีกสองคน จึงได้เดินร่วมทางไปพร้อมกันเมื่อก้าวขึ้นมาถึงชั้นสาม ทัศนวิสัยก็เปิดกว้างขึ้นอย่างแท้จริง เพียงยืนอยู่ข้างหน้าต่างก็สามารถมองเห็นกลุ่มบุรุษที่รวมตัวกันอยู่บริเวณลานเรือนด้านหน้าซึ่งกำลังประลองกระบี่กันอยู่ได้อย่างถนัดตาแม้จะอยู่ห่างไกลไปสักหน่อย แต่ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีบุรุษอาภรณ์ฟ้าผู้หนึ่งโดดเด่นสะดุดตายิ่ง รูปร่างของเขาสูงโปร่ง ท่วงท่าการรำกระบี่นั้นพลิ้วไหวกว่าผู้ใด กระทั่งเสียงโห่ร้องชื่นชมที่ดังกึกก้องจากลานเรือนก็ยังแว่วมาให้ได้ยินถึงที่นี่จี้หานอีลอบหันหน้าไปมองฉินฝูอวี้












Ratings
reviewsMore