Masukในท่ามกลางมรสุมการเมืองและเงาทมิฬของจารชนแห่งแคว้นจ้าว ความรักคือ "ยุทธศาสตร์" ที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อ เสิ่นเวย ปราชญ์หญิงผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ต้องเคียงคู่ จักรพรรดิจ้าวลวี่ กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจเพื่อพยุงแผ่นดินที่ร้าวฉานให้กลับมาผงาดอีกครั้ง นี่คือการเดินทางของหงส์มังกรที่ไม่ได้ร่วมเพียงบัลลังก์ แต่ร่วมวางรากฐานการศึกษา เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้วย "ใจ" เป็นเดิมพัน จากสนามรบสู่โต๊ะเจรจา จากห้องเครื่องสู่ห้องเรียนหลวง พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าความรักที่ไร้รอยร้าว คืออานุภาพที่ทรงพลังเหนือคมดาบใดๆ มาร่วมเป็นสักขีพยานในตำนานรักที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเลือด แต่ด้วยปัญญาและความเมตตา ที่จะถักทอเป็นความผาสุกชั่วนิรันดร์ให้แก่แผ่นดิน
Lihat lebih banyakลมคิมหันต์ในวังหลวงมักหอบเอาความร้อนระอุที่ชวนให้หายใจไม่ออกมาด้วยเสมอ แต่วังหลังอันกว้างใหญ่กลับมีซอกมุมหนึ่งที่แสงอาทิตย์ดูเหมือนจะส่องไปไม่ถึง นั่นคือ "กองซักล้าง" ท้ายตำหนักเย็น ที่นั่นมีเพียงความเย็นชืดจากน้ำในถังไม้ที่กัดกินปลายนิ้วจนขาวซีด และกลิ่นอับชื้นของผ้าหยาบๆ ที่ซ้อนทับกันเป็นภูเขาเลากา
'เสิ่นเวย' ก้มหน้าก้มตาขยี้ผ้าในมือ จังหวะการลงแรงของนางสม่ำเสมอราวกับเข็มนาฬิกาที่ไม่มีวันเหนื่อยล้า แม้เหงื่อจะซึมชื้นตามไรผมจนเปียกโชก แต่นางกลับไม่มีท่าทีจะละมือจากภาระหน้าที่ ใบหน้าของนางนิ่งสงบจนเกือบจะดูไร้อารมณ์ ดวงตาคู่คมดุจเมล็ดซิ่งไม่เคยเหลือบมองความวุ่นวายรอบข้าง หรือแม้กระทั่งเสียงหัวเราะเยาะหยันของนางกำนัลอาวุโสที่มักจะแวะเวียนมาดู "ลูกสาวขุนนางใหญ่" ตกอับ
"เวยเอ๋อร์ เจ้านี่มันช่างหัวแข็งราวกับก้อนหินในแม่น้ำจริงๆ" นางกำนัลรุ่นพี่นามว่า 'อาเจิน' ถอนหายใจพลางขยับเข้ามาใกล้ "หากเจ้าเพียงแค่ยอมลดตัวลงบ้าง อ่อนหวานกับกงกงคุมโรงซักล้างสักนิด หรือยอมให้ใต้เท้าบางคนในฝ่ายในเรียกใช้บ้าง เจ้าคงไม่ต้องมาทนทำงานที่ทำลายผิวพรรณเช่นนี้"
เสิ่นเวยหยุดมือเพียงครู่ ปลายนิ้วที่ซีดเผือดและบวมแดงจากน้ำเย็นหยิบผ้าขึ้นมาบิดออกช้าๆ เสียงน้ำหยดลงถังดัง ติ๋ง ท่ามกลางความเงียบ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านเข้าไปถึงกระดูก
"ออดอ้อนแล้วได้ข้าวเพิ่มเพียงครึ่งถ้วย แต่ต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีที่บิดาข้าเหลือไว้ให้ก่อนตาย... ข้าว่าข้ายอมล้างจานและซักผ้าขี้ริ้วต่อจะดีกว่า พี่อาเจิน ท่านว่าข้าวครึ่งถ้วยนั้นจะทำให้อิ่มได้นานกว่าศักดิ์ศรีที่ข้าแบกไว้หรือ?"
คำพูดของนางสั้นเพียงประโยคเดียว แต่คมกริบดุจใบมีดที่ซ่อนในปุยฝ้าย อาเจินถึงกับสะอึก นางมองหน้าเสิ่นเวยด้วยความรู้สึกกึ่งเกรงขามกึ่งเวทนา ก่อนจะเดินสะบัดหน้าหนีไป ทิ้งให้เสิ่นเวยอยู่กับกองผ้าและเงาของตัวเองเพียงลำพัง
เมื่อตะวันลาลับขอบฟ้า ลานหินกว้างหลังกองซักล้างก็กลายเป็นที่พำนักเพียงหนึ่งเดียวของเสิ่นเวย ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างประหยัด นางไม่ได้ใช้เวลานี้ไปกับการพักผ่อนหรือฟูมฟายถึงอดีตที่เคยรุ่งโรจน์ ในมือของนางกิ่งไม้แห้งเล็กๆ กิ่งหนึ่ง ซึ่งนางใช้มันแทนพู่กัน ขีดเขียนลงบนพื้นดินที่ยังคงเปียกชื้นจากหยาดน้ำที่กระเซ็นออกมาจากถังซัก
เส้นสายที่นางวาดไม่ใช่บทกวีหรือภาพบุปผา แต่มันคือเส้นเรขาคณิตที่ซับซ้อน ทับซ้อน และเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบ มันคือ 'ผังเมืองเก้ามังกร' และรหัสฐานรากของพระราชวังหลวงที่บิดาของนาง 'เสิ่นอี้' อดีตเจ้ากรมโยธาผู้ล่วงลับเคยพร่ำสอนไว้ตั้งแต่ตอนที่นางยังเยาว์วัย
"เวยเอ๋อร์ จำไว้... เมืองหลวงไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่มันคือสิ่งมีชีวิต หากเจ้าคุมลมหายใจของมันได้ เจ้าก็คุมใต้หล้าได้" เสียงของบิดายังคงก้องอยู่ในโสตประสาท
เสิ่นเวยขยับกิ่งไม้ วาดรอยหยักที่เป็นตัวแทนของทางระบายน้ำใต้ดิน "ทางระบายน้ำสายที่เจ็ด... เชื่อมต่อกับคูเมืองทางทิศตะวันออก หากดินโคลนอุดตันตรงจุดนี้ เพียงฝนตกหนักสามวัน น้ำจะท่วมถึงท้องพระโรง" นางพึมพำกับตัวเอง แววตาที่เคยเฉยเมยกลับเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความรู้ที่ซ่อนเร้น
"และถ้าข้าจำรหัสปิดกั้นประตูน้ำที่บิดาสร้างไว้ได้... ต่อให้มีทหารนับหมื่นล้อมวังหลวง ข้าก็สามารถทำให้ที่นี่กลายเป็นทะเลสาบได้ในคืนเดียว"
"เจ้ากำลังวางแผนจะเปลี่ยนวังหลวงให้กลายเป็นทะเล หรือกำลังหาทางรอดให้ตัวเองกันแน่?"
เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังขึ้นจากเงามืดหลังต้นสนเก่าแก่ที่ยืนต้นตายมานานหลายปี เสิ่นเวยไม่ได้สะดุ้งตกใจ มือที่ถือกิ่งไม้หยุดกึก แต่นางไม่ได้หันไปมองในทันที นางค่อยๆ ใช้เท้าลบเส้นสายบนพื้นดินอย่างใจเย็น ลบทำลายความลับนั้นจนเหลือเพียงรอยดินร่วนซุย ก่อนจะค่อยๆ หมุนตัวกลับไปคุกเข่าทำความเคารพตามระเบียบของนางกำนัลชั้นต่ำที่สุด
เบื้องหน้านางคือบุรุษในฉลองพระองค์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองจางๆ ลายมังกรสี่เล็บ ท่าทางองอาจและแผ่รังสีแห่งอำนาจที่ทำให้บรรยากาศรอบกายกดดันจนหายใจลำบาก ใบหน้าของเขาคมเข้มดุจรูปสลัก แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีความระแวงและความโดดเดี่ยวที่ฝังลึก 'จ้าวลวี่' ฮ่องเต้ผู้ที่คนทั้งวังหลังต่างขนานนามว่า 'จักรพรรดิผู้ไร้ใจ'
"หม่อมฉันเพียงขีดเขียนแก้เบื่อเพคะ" เสิ่นเวยตอบ โดยไม่เงยหน้ามอง
"แก้เบื่อด้วยการวาดผังฐานรากของกำแพงชั้นในงั้นหรือ? หรือเจ้าจะบอกข้าว่า นางกำนัลล้างจานทั่วไปมีความรู้เรื่องการคำนวณทิศทางน้ำและโครงสร้างสถาปัตยกรรมระดับสูงเช่นนี้?" จ้าวลวี่ก้าวเข้ามาใกล้ ปลายรองเท้าปักลายมังกรหยุดอยู่ตรงหน้าของนางเพียงไม่กี่นิ้ว "เสิ่นเวย... บุตรสาวเพียงคนเดียวของเสิ่นอี้ ข้าไม่ได้เห็นเจ้าเป็นเพียงฝุ่นละอองในกองซักล้างหรอกนะ ข้าตามหาเจ้ามานานกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้"
เสิ่นเวยนิ่งเงียบ แววตาของนางสั่นไหวเพียงวูบเดียวก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังผิวน้ำที่ไร้ลมพัด "ฝ่าบาททรงจำผิดคนแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลที่มีความผิดติดตัว ไร้หัวนอนปลายเท้า จะไปมีความรู้สูงส่งเช่นนั้นได้อย่างไร"
"อย่ามาเล่นละครกับข้า!" จ้าวลวี่เอื้อมมือลงมาเชยคางนางขึ้น แรงบีบที่ปลายนิ้วบ่งบอกถึงความกริ้วที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา "เมืองหลวงกำลังเผชิญกับวิกฤต อุทกภัยใหญ่กำลังจะมาในอีกสามเดือน และขุนนางในกรมโยธาของข้า... พวกโง่เง่าเหล่านั้นไม่มีใครแก้รหัส 'กลอนประตูน้ำมังกรคาบแก้ว' ที่พ่อเจ้าทิ้งไว้ได้เลยแม้แต่คนเดียว หากน้ำท่วมเมืองหลวง ราษฎรจะครหาว่าข้าไร้บุญญาบารมี"
เขาสบตานาง แววตาของเขาดูเหมือนจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใน "มีเพียงเจ้าที่มีรหัสชุดสุดท้าย เสิ่นเวย... บอกข้ามา เจ้าต้องการอะไรแลกกับความลับนั้น?"
เสิ่นเวยจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของจักรพรรดิ นางเห็นความกดดัน ความกระหายในอำนาจ และความโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ นางไม่ได้เกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์ เพราะสำหรับนาง... ชีวิตในตำหนักเย็นก็ไม่ต่างจากความตายที่ยังมีลมหายใจ
"สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ... ท่านให้ได้จริงหรือเพคะ?" นางถามกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่ท้าทาย
"ขอเพียงไม่เป็นการขอครองบัลลังก์ ข้าให้เจ้าได้ทุกอย่าง" จ้าวลวี่ตอบ
เสิ่นเวยแค่นยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอ่อนหวาน แต่กลับมีความขมขื่นลึกซึ้ง "หม่อมฉันต้องการสองสิ่ง... หนึ่ง คือการรื้อฟื้นคดีของบิดา หม่อมฉันไม่เชื่อว่าคนที่รักแผ่นดินยิ่งกว่าชีวิตอย่างเขาจะโกงงบประมาณแผ่นดิน และสอง... หม่อมฉันต้องการสิทธิ์ในการเดินออกจากวังนี้อย่างสง่างาม เมื่อภารกิจของหม่อมฉันสิ้นสุดลง"
จ้าวลวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอ "เจ้าช่างกล้าหาญนัก การรื้อฟื้นคดีที่ข้าเป็นผู้อนุมัติโทษเองเท่ากับเจ้ากำลังบอกว่าข้าผิด... แต่เอาเถิด ในเวลานี้ 'หมาก' ที่ใช้การได้จริงย่อมสำคัญกว่าทิฐิ"
เขาก้มลงมากระซิบที่ข้างหูของนาง "ตกลง... ข้าจะรับเจ้าเข้าสู่ตำหนักใน ในฐานะ 'อาลักษณ์พิเศษ' แต่จงจำไว้เสิ่นเวย... บนกระดานอำนาจนี้ หากเจ้าเดินหมากผิดเพียงตาเดียว ข้าจะไม่เพียงแต่ทำลายเจ้า แต่ข้าจะลบชื่อตระกูลเสิ่นออกไปจากประวัติศาสตร์ตลอดกาล"
เสิ่นเวยหลับตาลงช้าๆ น้อมรับชะตากรรมที่นางเป็นคนเลือกเอง "หม่อมฉันจะจำใส่ใจเพคะ... แต่โปรดจำไว้เช่นกัน หมากที่ท่านคิดว่าควบคุมได้ บางครั้งมันอาจเป็นตัวที่ล้มกระดานของท่านเสียเอง"
คืนนั้น ท้องฟ้าเหนือวังหลวงมืดมิดไร้ดาว แต่ในใจของเสิ่นเวยกลับมีไฟกองเล็กๆ ที่เริ่มลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง มันคือไฟแห่งการแก้แค้น และการทวงคืนเกียรติยศ... โดยมีจักรพรรดิผู้เย็นชาเป็นเครื่องมือสำคัญบนกระดานศิลานี้
สายลมวสันตฤดูโชยเอื่อยพัดผ่านมวลหมู่บุปผชาติในอุทยานหลวง ส่งกลิ่นหอมหวานละมุนละไมขจรขจายไปทั่วนอกชานพระราชวัง แสงอรุณแรกของวันใหม่ทาทาบผืนฟ้าเป็นสีทองคำนวลสว่างไสว สะท้อนภาพอาณาจักรแคว้นจ้าวที่บัดนี้ก้าวเข้าสู่ยุคทองอันรุ่งเรืองสูงสุดอย่างแท้จริง สถานการณ์ทั่วทั่วยุทธจักรสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ราษฎรทั่วมหานครต่างมีกินมีใช้ เด็กๆ มีตำราอ่านในสถานศึกษาหลวง ความมั่งคั่งผาสุกหลั่งไหลไปสู่เขตปกครองพิเศษชายแดนดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นภาพชีวิตประจำวันอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ประทับเคียงคู่กัน ทอดมองผลผลิตแห่งสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวหลวง เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์ฟ้าด้วยด้ายไหมเงินยวง ดูงดงามนุ่มนวลและทรงคัมภีรภาพสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังระหง มีเพียงปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยวที่ประดับอยู่ นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยความสงบผาสุกขั้นสูงสุด มือบางกำลังประคองถ้วยชาบ
เมื่อร่มเงาแห่งสันติภาพอันสมบูรณ์แบบแผ่ขยายเข้าครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของแคว้นจ้าว นครหลวงอันยิ่งใหญ่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนข้ามพรมแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ทั่วทั่วมหานครต่างอบอวลไปด้วยเสียงเพลงรื่นเริงและรอยยิ้มอิ่มเอมของประชาราษฎร์ และนับเป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจัด ‘พระราชพิธีสถาปนาเขตปกครองพิเศษและการขยายความมั่งคั่ง’ เพื่อกระจายโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษาหลวงออกสู่มณฑลชายแดนอย่างยั่งยืนชั่วนิรันดร์ภายในท้องพระโรงกลางอันโอ่อ่าตระการตา แสงสุริยันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างสลักลายมังกรคาบแก้ว ทอดประกายสีทองอร่ามลงบนแผ่นศิลาจารึกธรรมนูญฉบับใหม่ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักเต็มยศสีน้ำเงินเข้มขลิบทองคำบริสุทธิ์ดูสง่างามเฉลียวฉลาดปานเทพธิดาแห่งปัญญา เรือนผมยาวสลวยเกล้าขึ้นประดับด้วยรัดเกล้าหงส์สยายปีกประดับมุกราตรี นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายสุขุม นุ่มลึก และเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อัน
ภายใต้หลังคาทรงโดมสูงตระหง่านของหออาลักษณ์หลวง กลิ่นอายหอมนวลของน้ำหมึกจีนและแผ่นกระดาษเซี่ยวกระดาษโบราณเนื้อดีอบอวลไปทั่วบริเวณ แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายสะท้อนผ่านหน้าต่างบานแก้วเข้ามาตกกระทบแท่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ บัดนี้ แผ่นดินแคว้นจ้าวสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาของค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนต่างแดน ราษฎรทั่วมหานครต่างใช้ชีวิตด้วยความเบิกบานใจสูงสุด และนี่คือช่วงเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจารึก ‘บันทึกประวัติศาสตร์และการเฉลิมฉลองของอาณาจักร’ เพื่อประกาศความรุ่งเรืองสู่อนุชนรุ่นหลังสืบทอดนับพันปีใจกลางหออาลักษณ์ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีทองคำนวลขลิบแดงทับทิมงดงามตระการตา สมฐานะคู่บัลลังก์ผู้พลิกชะตาแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยรวบขึ้นเป็นมวยทรงสูง ประดับด้วยรัดเกล้าพญาหงส์สยายปีกดูสง่างามจับตา นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์คัมภีรภาพ มือบางจับพู่กันจีนด้ามหยก ค่อยๆ บรรจงขัดเกลาและตรวจสอบตัวอักษรทุกลำดับชั้นในสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยร่วมกับหัวหน้าอาลักษณ์หลวงด้วยความใส่ใจส
แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นและสว่างไสวสาดส่องทั่วนครหลวงแคว้นจ้าว นำพาเอาความหวังและพลังบวกแผ่ซ่านไปสู่จิตใจของประชาราษฎร์ในทุกลำดับชั้น บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลสงคราม หรือภัยจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงตรากตรำพระทัยอีกต่อไป ทุกมณฑลล้วนเจริญรุ่งเรืองด้วยระบบเศรษฐกิจและการขนส่งที่ปลอดภัย และในวันนี้ นับเป็นวันประวัติศาสตร์อันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ร่วมกันทำพิธีเปิด ‘สถานศึกษาหลวง’ แห่งแรกเพื่อวางรากฐานทางปัญญาให้แก่บุตรหลานของชาวบ้านและพ่อค้าสามัญชน ท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่นล้นพ้นจากราษฎรทั่วมหานครณ ใจกลางย่านชุมชนเมืองหลวง อาคารไม้หลังใหญ่สองชั้นที่เพิ่งสร้างเสร็จหอมกลิ่นน้ำมันสนและไม้เนื้อดีตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ป้ายชื่อสถานศึกษาหลวงแกะสลักด้วยอักษรสีทองคำสะท้อนแสงแดดดูเด่นล้ำ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงอ่อนราวกลีบดอกไม้ป่าดูนุ่มนวลและสง่างามสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เส้นผมยาวสลวยรวบครึ่งศีรษะปักปิ่นหงส์เหินคู่หยกนวล นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียวและเปี่ยมด้วยความเมตตาปรานี ยามทอดมองเด็กๆ ตัวน้อย











