เข้าสู่ระบบเมื่อภพตะวันต้องทำงานหนักมากเพื่อขยับตำแหน่ง เขาใช้วิธีฉีกออกไปจากวิธีเดิมๆ นั่นคือใช้สัญชาตญาณเป็นตัวผลักดัน และใช้ข้อมูลพิสูจน์ว่ามันถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นหลังจากทำงานมาได้ครบหนึ่งเดือน หน้าที่ของภพตะวันก็คล้ายๆ พนักงานธุรการซึ่งทำทุกอย่าง และมีโอกาสได้รับมอบหมายให้ประสานงานการจัดซื้อของเข้าออฟฟิศ บททดสอบใหม่ก็เริ่มขึ้นเมื่อคนของบริษัทตัวแทนจำหน่ายคอมพิวเตอร์ยัดเยียดซองจดหมายซองหนึ่งให้ภพตะวัน
“สินน้ำใจ”
คนจากบริษัทนั้นยื่นซองให้แล้วก็หนีขึ้นรถไป ภพตะวันเปิดซองดูก็พบเงินจำนวนหนึ่งแสนบาทซึ่งเท่ากับเงินเดือนเขาห้าเดือน ในวงการถือว่าเป็นค่าคอมมิชชั่นอันแสนเย้ายวนและหากฉลาดพอก็สามารถทำเงินแบบนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆ ขอเพียงปล่อยวางเรื่องของพ่อกับแม่แล้วใช้ชีวิตไปตามประสาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ภพตะวันจึงมองเงินจำนวนนี้อย่างชั่งใจ
ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดคือตัวเอง คำสอนของพ่อลอยขึ้นมาในหัว
ชีวิตของเขามาถึงทางแยกอีกครั้งหนึ่งแล้ว
ทุกเช้าวารุณจะอ่านบันทึกการทำงานแต่ละวันของภพตะวัน พลางจิบกาแฟด้วยใบหน้าเรียบเฉย คุณเพิ่มผลิตนำแฟ้มเอกสารเข้ามาเพิ่มเติมก็นึกแปลกใจที่เจ้านายกำลังอารมณ์ดี
“มีข่าวดีหรือครับท่าน”
“ประมาณนั้น” วารุณได้รับรายงานจากคุณนาว่าภพตะวันนำเงินหนึ่งแสนมาให้และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง คุณนาจึงรับทราบและเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ที่บัญชีของโรงแรม เมื่อบริษัทนั้นนำคอมพิวเตอร์มาส่งตามสัญญาก็พบว่ามีของมือสองสภาพมือหนึ่งปะปนอยู่ ถือเป็นสินค้าเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว หรืออาจจะเป็นสินค้าเคลมซ่อมที่เหลือเดนมาจากที่อื่น ภพตะวันในฐานะผู้รับผิดชอบจึงไม่เซ็นรับของและแจ้งให้พวกเขานำสินค้าของใหม่มาส่งตามสัญญา
วันนั้นคุณนาได้รับข้อความสนเท่ห์จากบริษัทนั้นทันที ฟ้องว่าเด็กที่ชื่อภพตะวันเรียกร้องค่าคอมมิชชั่นและกลั่นแกล้งคู่ค้า คุณนาจึงฟาดกลับไปนิ่มๆ ว่า
“ขอบคุณที่แจ้งให้ทราบค่ะ แต่เท่าที่ดิฉันทราบมา ดูเหมือนว่าจะคลาดเคลื่อนกับที่ทางคุณแจ้งอยู่บ้าง เงินหนึ่งแสนนั้นทางพนักงานของเรานำมาแจ้งต่อดิฉันตั้งแต่ต้นแล้ว สะดวกมารับเงินคืนเมื่อไหร่ก็ส่งคนมารับได้เลยนะคะ”
วารุณอ่านรายงานนั้นอย่างพึงพอใจ ในโลกของการทำงานมีกับดักรออยู่มากมายแต่ภพตะวันก็ก้าวหลบมาได้ ถ้าเขาแอบรับเงินจำนวนนั้นไว้ก็ไม่ต่างอะไรจากการเปิดประตูหลังบ้านทิ้งไว้ ถึงจะเป็นการรับเงินครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตก็เถอะ แต่อนาคตการทำงานของเขาก็จะป่นปี้ไปในพริบตา วารุณจึงพอใจที่ภพตะวันรู้จักปฏิเสธสิ่งเย้ายวนอันตรายเหล่านั้น
“ดูสิ พนักงานส่งเอกสารของฉันวิ่งไปขอช่วยงานตำแหน่งครัวแล้ว”
“ดูเหมือนเขากำลัง ‘ฝังราก’ เลยนะครับ”
“เขาจะไปได้ไกลมากๆ เชื่อฉันสิ ฉันยิ่งต้องเคี่ยวกรำเขาให้หนักขึ้นไปอีก”
“ขออนุญาตครับ คุณสุวิทย์จากบริษัทกิตติธารา ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป ขอเข้าพบโดยมิได้นัดล่วงหน้าครับ” เลขาหน้าห้องรายงานผ่านโทรศัพท์ วารุณก็รู้ได้ในทันทีว่าเจ้าสัวสุวิทย์มาขอพบด้วยธุระอะไร
“พาคุณสุวิทย์ไปที่ห้องรับรอง อีกห้านาทีฉันจะไปพบ”
“ทราบแล้วครับ”
คุณสุวิทย์เป็นลูกค้าชั้นดีของสถาบันการเงิน และได้รับการยกย่องว่าเป็นนักอสังหาริมทรัพย์ที่เก่งกาจ เทียบกับภพตะวันแล้ว ภพตะวันยังด้อยกว่าคนละชั้นเหมือนแสงเทียนริบหรี่กับดวงตะวัน แต่กระนั้นวารุณกลับอยากหล่อเลี้ยงเปลวไฟเล็กๆ นี้ให้เติบโตลุกโชน
เมื่อวารุณไปถึงห้องรับรองก็พบคุณสุวิทย์กับทีมงานซึ่งลุกขึ้นให้เกียรติ
“เชิญนั่งครับ ขออภัยที่ผมต้องให้คุณสุวิทย์นั่งรอ”
“โอ้ย ไม่ๆ เลย ผมต่างหากที่ต้องขออภัยที่มาขอเข้าพบกะทันหัน” คุณสุวิทย์ยิ้มแย้มแจ่มใส บุคลิกเป็นกันเองและแอบซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ และก็เป็นธรรมเนียมอะไรสักอย่างที่คู่สนทนาจะต้องหาอะไรพูดคุยสัพเพเหระก่อนจะเข้าประเด็น ซึ่งเรื่องที่วารุณถูกถามถึงมากที่สุดก็คือเรื่องชีวิตส่วนตัว
“คุณเองก็กำลังหนุ่มแน่น แต่ก็ไม่เห็นวี่แววจะมีสาวคอยดูแลบ้างเลย เมื่อไรจะแต่งงานเสียทีเล่า”
“ถ้าอยากทราบ คงต้องรอให้ผมบอกดีกว่าครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ” วารุณตอบอย่างนุ่มนวลแม้ว่าจะถูกตั้งคำถามละลาบละล้วง ซึ่งไม่ว่าใครจะผิดหรือถูกกาลเทศะ การรักษาหน้าคู่สนทนาเป็นเรื่องพึงกระทำ
“ไม่ทราบว่าคุณสุวิทย์มีสิ่งใดให้ผมรับใช้หรือครับ”
นายสุวิทย์จะอ้าปากแนะนำลูกชายที่กำลังกลับจากเมืองนอกให้รู้จัก เมื่อถูกอีกฝ่ายปิดประเด็นไปแบบหมดจดเช่นนั้น ก็เลยต้องเปลี่ยนมาเข้าเรื่องหลักที่มาในวันนี้ สุวิทย์แนะนำทีมงานวิศวกรและสถาปนิกซึ่งมาพร้อมแบบแปลนพัฒนาอาคาร Imperial Topaz ให้เป็นโรงแรมและช้อปปิ้งมอลล์ทันสมัย
วารุณรู้จุดประสงค์ของสุวิทย์ แต่ทำเป็นไม่รู้ นั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นต่อ วารุณจึงหยุดการสนทนาเรื่องนี้ก่อนที่จะไปไกล
“ไม่ทราบว่าคุณสุวิทย์นำโปรเจคนี้มาเสนอเพื่อให้ผมช่วยระดมทุน หรือว่าจะนำมาค้ำประกันเงินกู้ครับ”
“อย่ามัวยักท่าเลยคุณวารุณ ผมพอทราบมาว่าคุณกำลังเล็งตึกทำเลสวยๆ นี้อยู่”
“ผมตกลงกับคนอื่นไว้แล้วครับ” วารุณตอบทันที ทำให้นักธุรกิจรุ่นพี่หัวเราะ
“คุณหมายถึงหลานของผมใช่มั้ย เขาก็ดีอยู่หรอก แต่นั่นน่ะเด็กเลี้ยงแกะ ผมหมดเงินกับเขาไปเยอะ คุณอย่าได้หลงคารมเพ้อเจ้อนั่นเชียว ผมคือเจ้าของตึกและที่ดินผืนนั้น สู้เราทำสัญญาตกลงซื้อขายและพัฒนาพื้นที่กันเลยดีกว่า”
“คุณคงยังไม่เข้าใจ ผมตกลงเงื่อนไขกับเขาไว้เรียบร้อยแล้ว”
“ผมคือเจ้าของทรัพย์สินนั้น”
“ภพตะวันกำลังขอซื้อจากคุณอยู่ไม่ใช่หรือครับ”
“ถูกต้อง แต่คุณคิดหรือว่าเด็กสิบแปดจะหาเงินมาซื้อได้ อีกอย่างผมไม่คิดจะขายให้เขา”
“เช่นนั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยเงินกู้ให้คุณ” วารุณแบสองมือเล็กน้อยตามประสานายทุนผู้มีแต้มต่อ “ผมมีทำเลดีๆ มากมายที่น่าสนใจซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจอนุมัติเงินกู้ ซึ่งแต่ละที่เข้าท่ากว่า วันนี้ขอบคุณที่เสียเวลามาพบผมนะครับ”
เมื่อเจอไม้นี้เข้าไป นายสุวิทย์ก็ชั่งใจอยู่นาน และพยายามชี้ข้อบกพร่องของภพตะวัน “เขาเป็นแค่เด็ก เรียนจบแค่ม.6 ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง”
“เขาพร้อมจะจ้างผู้รู้เมื่อได้รับเงินกู้ ซึ่งนั่นก็คือทีมงานของคุณ”
“แล้วถ้าผมเสนอราคาตึกหลังนั้นในราคาถูกลงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และผลตอบแทนจากค่าเช่าสี่สิบห้าเปอร์เซนต์ต่อปีเป็นเวลายี่สิบปีล่ะครับ”
เมื่อมีข้อต่อรองใหม่เข้ามา สีหน้าแววตาของวารุณก็ขบคิดทันที เขาต้องชั่งใจว่าว่าสถาบันเฟรเซอร์ ไฟแนนเชียล กรุ๊ปเต็มใจปล่อยเงินกู้ให้เด็กอายุสิบแปด หรือจะตกลงดีลทำธุรกิจกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มีผลประกอบการมั่นคง
วารุณทอดสายตามองภาพการร่วงหล่นจากสวรรค์ พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่สองผู้ท้าทายต่อพระเจ้าและทรงพ่ายแพ้ พระเจ้าคือผู้ลิขิตทุกสิ่ง เช่นเดียวกับเจ้าของเงินทุนที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ
บทที่ 29 ฉีกทึ้ง ภพตะวันได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมทีมจัดตั้งและบริหารแผนกวิเคราะห์สถาบันการเงิน ทีมงานนี้ขึ้นตรงกับวารุณ เฟรเซอร์โดยตรง เขากลายเป็นพนักงานที่อายุน้อยที่สุด วุฒิการศึกษาน้อยที่สุด นับว่าเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นมากสำหรับเด็กอายุไม่ถึงยี่สิบ แต่ภพตะวันก้าวออกมาแล้วรับใบแต่งตั้งนั้น “ผมจะทำครับ” เมื่ออยู่ในบทบาทมืออาชีพ ภพตะวันจะตัดเรื่องส่วนตัว ถือเป็นทักษะที่ภพตะวันเรียนรู้จากเขา โลกการทำงานของภพตะวันท้าทายอีกครั้ง ห้องค้าหุ้นของตลาดหลักทรัพย์สว่างไสวราวกับมีงานวัดสิบวัดมัดรวมกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่น่าทึ่ง เขาได้เจอโบรกเกอร์และคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ได้ถามคำถามที่อยากรู้ ดูสมุดบันทึกการค้า และเรียนรู้เกี่ยวก
ภพตะวันสั่นไปทั้งตัวเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างล่วงล้ำเข้ามา วารุณขยับนิ้วอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นจนภพตะวันบิดเร่า ไอร้อนจากร่างหนั่นแน่น สัมผัสหยาบกร้านแตะต้องลงบนความเนียนนุ่ม ใช้ริมฝีปากครอบครองยอดถันสีชมพูสลับกันทั้งสองข้างอย่างอิ่มเอม “หนูเป็นน้ำแข็งที่ลุกเป็นไฟได้ รู้ตัวมั้ย” ภพตะวันครางกระเส่า ทำอะไรไม่ได้นอกจากสบตาอ้อนวอน ร่างกำยำก้มลงมาดูดกลืนเสียงครางของเขาไว้อย่างพึงพอใจ ตวัดนิ้วโจนจ้วงล้ำลึกแทรกผ่านความคับแน่นมากขึ้น ภพตะวันจึงฝืนความกระหายที่กำลังเอ่อล้นด้วยการปิดปากกลั้นเสียงครางไว้แน่นๆ ต่อต้านเอาไว้แต่เมื่อลิ้นร้อนซอกไซ้ในหู รุกเร้าค้นหาพลางสอดนิ้วเข้าออกกระชั้นถี่ ร่างกายงดงามก็เกร็งซ่านเอิบอาบในฉับพลัน ภพตะวันกระตุกเฮือก วารุณคลายความร้อนให้ด้วยจูบ เขาจูบปลอบประโลม เก
ต่างฝ่ายต่างหอบหายใจหนักหน่วงอยู่ในความมืดสลัว ความร้อนที่สัมผัสได้จากอีกฝ่ายทำให้ทั้งคู่รู้สึกมึนงง เสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำทำให้คิดอะไรไม่ออก วารุณจับแขนเขาขึ้นมาตรึงไว้เหนือศีรษะช้าๆ ทว่าทรงพลัง ไม่มีอำนาจใดจะสั่นคลอนชายผู้นี้ได้ทั้งสิ้น ภพตะวันอยากจะเปลี่ยนใจเพียงใดก็เปล่าประโยชน์ หน้าอกพุ่งรั้งขึ้น บดเบียดแผงอกหนั่นแน่นจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน แสงไฟในห้องถูกปรับให้สลัว แสงสีของมหานครที่ปรากฎผ่านกระจกห้องอิมพีเรียลดูคล้ายอัญมณีพร่างพราว ภพตะวันถูกอุ้มไปที่เตียง เขานอนตัวตรง มือไม้เก็บเรียบร้อยและกะพริบตามองร่างกำยำเปลือยครึ่งท่อน “ยืนยันกับฉัน... หนูยินดีให้ฉันกอดใช่มั้ย” “ครับ” เสียงของภพตะวันสั่น แก้มแดงฉ่าและหลับตาแน่นปี๋เพราะเขินมาก “ภพโตแล้ว ภพอยากให้เ
“นึกว่าใครที่ไหน ภพตะวันหลานคนเก่งของฉันนี่เอง” สุวิทย์พูดเสียงดัง คู่สนทนาของภพตะวันจึงหันไปคุยกับสุวิทย์แทน ผู้เป็นลุงเอ่ยชมภพตะวันอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อได้คุยกันสองคน ภพตะวันก็ยิงเข้าประเด็น “เมื่อครู่นี้พูดชมจริงหรือเล่นละครอยู่ครับ” “หึ! ก็แล้วแต่จะคิด ฉลาดอยู่แล้วก็ไม่น่าถาม ฉันไม่ยักจำได้ว่าฉันเชิญแกด้วย แต่ก็เอาเถอะ ของกินในงานมีเหลือเฟือ แค่สัมภเวสีอย่างแกคนเดียวกินไม่หมดอยู่แล้ว” “ขอบคุณครับ คุณสุวิทย์เป็นนักธุรกิจชื่อดัง ได้รับคำยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิวงการเรียลเอสเตท ผมย่อมสนใจอยากรู้เคล็ดลับความร่ำรวยบ้างนี่ครับ”
สถานะการเงินของบริษัทกิตติธารา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เริ่มสั่นคลอนเพราะสินทรัพย์และกระแสเงินสดมูลค่าสามพันล้านหายไปจากระบบ ส่วนห้าง Topaz ที่ผิดพลาดซื้อมาก็ไม่ทำกำไรใดๆ สุวิทย์เดือดดาลทุกครั้งที่เห็นชื่อ Topaz ดังนั้นจึงประกาศเปลี่ยนชื่อห้างใหม่เป็น TARA และดิ้นรนหาทางระดมทุนด้วยการจัดงานเลี้ยงเพื่อแสดงศักยภาพ แน่นอนว่าหนึ่งในกลุ่มลงทุนส่วนบุคคลใหญ่ที่สุดอย่างวารุณ เฟรเซอร์ก็ได้รับเชิญ บรรดาหญิงสาวที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างเฝ้ามองตามเขาไม่ละสายตา วงหน้าของชายหนุ่มรุ่นใหญ่คมเข้มเหมือนวาดขึ้น สันกรามเพิ่งโกนหนวดใหม่ๆ แววตาลุ่มลึกดูสุขุมน่ายำเกรง ท่วงท่าทุกย่างก้าวงามสง่าและผึ่งผาย ดูดีมีชาติตระกูล แผงอกองอาจตึงแน่นอยู่ภายใต้เสื้อซึ่งตัดเย็บจากผ้าคุณภาพที่ดีที่สุด สั่งตัดเฉพาะจึงเข้ากับรูปร่างของผู้สวมใส่อย่างเหมาะเจาะ หูกระต่ายสีดำนั้นไม่ใช่ของสำเร็จรูป หากแต่ต้องผูกเองอย่าง
บทที่ 28 เคียงข้าง “ดูแลตัวเองดีๆ นะครับพี่ แล้วภพจะติดต่อไปบ่อยๆ” วันถัดมาภพตะวันมาส่งภัทรที่สนามบิน สองพี่น้องกอดร่ำลากัน แม้จะต้องอยู่ห่างกัน แต่อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าในโลกนี้ยังมีพี่น้องอยู่ จนใกล้จะได้เวลาเข้าเกทแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววผู้เป็นพ่อแม่จะมาส่ง “ทะเลาะกันหรือครับพี่” “อืม หนักเลยล่ะ เอะอะก็ด่าว่าพี่ไม่กตัญญู เงินยี่สิบล้านนั่นไม่มีค่า พี่ก็เลยเก็บคืนซะเลย” ภัทรกล่าวติดตลก “ต่อให้พี่ทำมาหากิน ดูแลตัวเองและเอาตัวรอดได้ดีแค่ไหน ก็ยังไม่ดีพอในสายตาของพวกเขาอยู่ดีนั่นแหละ” “พี่
ภพตะวันเดินสำรวจทั่วงาน เฝ้ามองเจาะลึกและเก็บรายละเอียดวิธีการทำงานของคู่แข่ง รวมทั้งต้องการจะหลีกเลี่ยงเสียงนินทาจึงหลบมานั่งพิมพ์รายละเอียดลงมือถืออยู่ที่ระเบียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นชื่นฉ่ำพัดมาลูบไล้ผิวกาย ภพตะวันเงยหน้าขึ้นจากมือถือ สูดอากาศและมองไปที่อีกฝั่งของแม่น้ำ
“ผมกำลังตามจีบเขาอยู่ แต่ดูเหมือนความสนใจของเขาจะอยู่ที่งานมากกว่า” “ในฐานะที่ผมเป็นนายจ้าง ก็นับว่าเป็นเรื่องดีครับ” วารุณรับมืออย่างสุภาพ วางตัวเป็นผู้ใหญ่และเป็นเจ้านาย ไม่
สามวันต่อมา... ภพตะวันกำลังง่วนยุ่งอยู่กับงานจนถึงกับกินข้าวสามมื้อที่โต๊ะทำงาน เขาไม่ได้กลับไปที่ห้องพักเลย อาศัยงีบเป็นเวลาสั้นๆ ที่โซฟาแล้วก็ลุกขึ้นมาทำงานต่อ เขาดูเบลอๆ และสวมเชิ
“ช่วยแนะนำขนมให้หน่อยได้มั้ยครับ มีชิ้นไหนที่ไม่หวานมากบ้างครับ” “ได้ครับ แนะนำ...” พนักงานขายกำลังจะพูด แต่ถูกเชฟหนุ่มแทรกตำแหน่งเสียก่อน เมื่อภัทรเงยหน้าขึ้นจากขนมก็เจอเขายื







