หวนคืนครานี้ข้าไม่ขอสามีไร้ใจ

หวนคืนครานี้ข้าไม่ขอสามีไร้ใจ

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-28
โดย:  หนามชมพูอัปเดตเมื่อครู่นี้
ภาษา: Thai
goodnovel16goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
16บท
182views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

ชาติก่อนนางตายอย่างโดดเดี่ยวไร้ความเห็นใจ สามีที่นางทุ่มเทมาทั้งชีวิตกลับบอกว่ารักน้องสาวนางและไม่เคยรักนางเลยจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย ชาตินี้สวรรค์ให้โอกาส นางขอเลือกสามีใหม่ ปล่อยให้คนสองคนได้ครองคู่กันให้สบายใจเถิด นางดันเลือกคนที่ทั้งเมืองต่างร่ำลือว่าเหี้ยมโหด ไม่สนใจสตรีและไม่คิดกลับจวน แต่นั่นแหละที่นางชอบ ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้นนะสิ แม่ทัพคลั่งรักมีหรือจะปล่อยให้ฮูหยินคนงามอยู่เฝ้าจวนเพียงลำพังเล่า

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

วาสนาสิ้นสุด

กลิ่นกำยานจาง ๆ อบอวลอยู่ในตำหนักคุนหนิง ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นอายแห่งความตายที่โรยตัวลงมาอย่างช้า ๆ ได้ ลมวสันต์ภายนอกหน้าต่างพัดพากลีบดอกเหมยร่วงหล่น เปรียบเสมือนสังขารของสตรีบนเตียงที่กำลังมอดดับลงในวัยห้าสิบห้าชันษา

มู่หรงเสวี่ย ในชุดแพรพรรณสีขาวบริสุทธิ์นอนนิ่งสนิท ร่างกายที่เคยสง่างามสมฐานะมารดาแห่งแผ่นดิน บัดนี้ซูบผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เส้นผมสีดอกเลาแผ่สยายอยู่บนหมอนที่ดูราวกับเยาะเย้ยชะตากรรมของนาง ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา นางทุ่มเทแรงกายแรงใจบริหารวังหลัง จัดระเบียบราชกิจจนจนร่างกายทรุดโทรม เพียงเพื่อหวังแบ่งเบาภาระของบุรุษผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมีเพียงความว่างเปล่า

เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความยำเกรง เหอจิ่งเว่ย ฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดินต้าเหอก้าวเข้ามาในชุดฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองทองสง่างาม ใบหน้าของเขาแม้จะล่วงวัยกลางคนมาแล้ว แต่ยังคงความคมคายดุจรูปสลัก ทว่าแววตาที่เขาทอดมองมายังสตรีบนเตียงนั้นกลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความห่วงใย

มู่หรงเสวี่ยพยายามหยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก มุมปากที่ซูบเซียวขยับยิ้มบางเบา แววตาที่พร่าเลือนทอประกายอาวรณ์ลึกซึ้งขณะมองบุรุษตรงหน้า

"ฝ่าบาท ท่านมาแล้ว"

 น้ำเสียงของนางแผ่เบาราวกับเสียงใบไม้เสียดสีกัน

เหอจิ่งเว่ยมิได้ก้าวเข้าไปประคอง นางจึงได้แต่เอนกายพิงหัวเตียงอย่างโดดเดี่ยวเงียบ ๆ

"หม่อมฉันนึกถึงวันแรกที่เข้าพิธีอภิเษกสมรส วันนั้นผ้าคลุมหน้าสีแดงมงคลช่างงดงามนัก หม่อมฉันเคยปฏิญาณต่อหน้าศาลบรรพชนว่าจะภักดีต่อท่านทุกชาติภพ จะเป็นฮองเฮาที่ดี และเป็นภรรยาที่รักท่านยิ่งกว่าชีวิต"

นางเล่าความหลังด้วยรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความสุขที่เหลือเพียงเปลือก ทว่าบุรุษที่ยืนเบื้องหน้ากลับแค่นยิ้มเย็นชา แววตาของเขาดูเหยียดหยันคำสัตย์สาบานนั้นอย่างไม่ปิดบัง

"ทุกชาติภพงั้นหรือ" 

น้ำเสียงของเหอจิ่งเว่ยทุ้มต่ำชวนให้คนฟังรู้สึกหนาวเหน็บเข้าถึงกระดูก

 "มู่หรงเสวี่ย เจ้าครองตำแหน่งฮองเฮามาเนิ่นนานพอแล้ว ชาตินี้ข้าฝืนใจอยู่กับเจ้าตามหน้าที่เพื่อความมั่นคงของราชบัลลังก์ แต่หากชาติหน้ามีจริง ข้าจะไม่แต่งกับเจ้าอีก"

ประโยคนั้นคล้ายสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจที่กำลังจะมอดดับ มู่หรงเสวี่ยชะงักงัน แววตาที่อาวรณ์เริ่มสั่นระริก

"ข้าจะทำตามหัวใจของข้า" 

เขาเอ่ยต่อ น้ำเสียงที่เคยเย็นชาพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างที่นางไม่เคยได้รับมาตลอดชีวิต

 "ข้าจะแต่งกับมู่หรงเจียวน้องสาวของเจ้า นางคือสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้ารักปักใจมาตั้งแต่อายุสิบขวบ"

หัวใจของมู่หรงเสวี่ยพลันแตกสลายลงในตอนนั้น ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยมาเนิ่นนานถูกกระชากออกมาอย่างโหดเหี้ยม

สามีที่นางปักใจมาตั้งแต่วัยเยาว์ไม่เคยมองเห็นนางเช่นนั้นหรือ เขาปกปิดความจริงนี้มาชั่วชีวิตโดยไม่เคยปริปาก แต่วันนี้นางป่วยหนักเขากลับทิ่มแทงนางด้วยคำพูดพวกนี้

"ใจร้าย ท่านใจร้ายยิ่งนัก"

เสียงที่เปล่งออกมามันแห้งแล้งราวกับคนสิ้นหนทาง

เหอจิ่งเว่ยเพียงมองนาง ดูเหมือนเขามิได้สนใจความรู้สึกของนางด้วยซ้ำ ยังกล้าเผยความในใจออกมาอย่างเปิดเผย เขาเริ่มเล่าถึงความหลังระหว่างเขากับมู่หรงเจียวด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับ 

เขาเล่าถึงวันที่เขากับนางแอบพบกันใต้ต้นท้อ เล่าถึงผ้าเช็ดหน้าที่นางปักให้เขาในวันเยาว์ น้ำเสียงของเขาสดชื่นเปี่ยมสุขราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังมีความรัก

ทว่าสำหรับมู่หรงเสวี่ย มันคือคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิมจนเหวอะหวะ

"นางอ่อนหวาน ปราศจากมารยา ไม่เหมือนเจ้าที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกวิถีทางเพื่อครอบครองอำนาจและตัวข้า" 

เขาหันมามองนางด้วยสายตาที่ขมขื่นในที่สุด

 "เจ้าใช้อำนาจตระกูลบีบบังคับให้เจียวเอ๋อร์ต้องแต่งออกไปแดนไกลเพื่อหลีกทางให้เจ้า เจ้ามีความสุขบนกองซากศพแห่งความรักของข้ามานานเกินไปแล้ว"

หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินลงข้างแก้มที่ซูบตอบของฮองเฮาผู้ถูกตราหน้าว่าใจทราม นางร้องไห้อยู่ในใจไร้ซึ่งเสียงสะอื้น ความจริงที่นางเพิ่งล่วงรู้ช่างเจ็บปวดเกินกว่าร่างกายที่ผุพังจะรับไหว ชาติก่อนนางเพียงคิดว่านางรักเขา และนางต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่เคียงข้างเขา นางไม่เคยรู้เลยว่าความรักของนางคือคุกที่กักขังเขาไว้ และนางคือปีศาจร้ายที่พรากคนรักไปจากอกเขาในสายตาของบุรุษผู้นี้

"ที่แท้ ท่านเกลียดหม่อมฉันถึงเพียงนี้"

 นางเอ่ยพึมพำพร้อมกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ สีแดงฉานของโลหิตตัดกับชุดแพรสีขาวดูน่าสยดสยอง

กระทั่งลมหายใจสุดท้ายที่กำลังจะปลิดปลิว เหอจิ่งเว่ยก็ยังคงยืนนิ่งมองดูนางด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความสงสาร หยดน้ำตาแม้เพียงหยดเดียวเขาก็ไม่หลั่งรินเพื่อนาง ภาพสุดท้ายที่นางเห็นคือใบหน้าอันเย็นชาของสามีที่นางรักยิ่งกว่าชีวิต เขามองดูนางตายไปต่อหน้า ราวกับกำลังมองดูสิ่งของน่ารำคาญที่กำลังถูกขจัดออกไปจากชีวิตเสียที

'เจ็บปวด เจ็บปวดยิ่งนัก'

มู่หรงเสวี่ยรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด หลับตาลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับคำอธิษฐานสุดท้ายที่กลั่นออกมาจากดวงวิญญาณที่แตกสลาย

'หากชาติหน้ามีจริง ข้าขอเป็นฝ่ายปล่อยมือ ข้าไม่ขอรักบุรุษไร้ใจผู้นี้อีก

ขอให้ข้ามีความสุข สมหวัง และมีชีวิตที่เป็นของข้าเอง มิใช่เพื่อใครคนอื่นอีก'

ร่างของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่กระตุกวูบหนึ่งก่อนจะสงบนิ่งไป แสงเทียนในตำหนักคุนหนิงวูบดับลง พร้อมกับวาสนาอันอาภัพที่จบสิ้นลงในชาตินี้

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
16
วาสนาสิ้นสุด
กลิ่นกำยานจาง ๆ อบอวลอยู่ในตำหนักคุนหนิง ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นอายแห่งความตายที่โรยตัวลงมาอย่างช้า ๆ ได้ ลมวสันต์ภายนอกหน้าต่างพัดพากลีบดอกเหมยร่วงหล่น เปรียบเสมือนสังขารของสตรีบนเตียงที่กำลังมอดดับลงในวัยห้าสิบห้าชันษามู่หรงเสวี่ย ในชุดแพรพรรณสีขาวบริสุทธิ์นอนนิ่งสนิท ร่างกายที่เคยสง่างามสมฐานะมารดาแห่งแผ่นดิน บัดนี้ซูบผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เส้นผมสีดอกเลาแผ่สยายอยู่บนหมอนที่ดูราวกับเยาะเย้ยชะตากรรมของนาง ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา นางทุ่มเทแรงกายแรงใจบริหารวังหลัง จัดระเบียบราชกิจจนจนร่างกายทรุดโทรม เพียงเพื่อหวังแบ่งเบาภาระของบุรุษผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมีเพียงความว่างเปล่าเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความยำเกรง เหอจิ่งเว่ย ฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดินต้าเหอก้าวเข้ามาในชุดฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองทองสง่างาม ใบหน้าของเขาแม้จะล่วงวัยกลางคนมาแล้ว แต่ยังคงความคมคายดุจรูปสลัก ทว่าแววตาที่เขาทอดมองมายังสตรีบนเตียงนั้นกลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความห่วงใยมู่หรงเสวี่ยพยายามหยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก มุมปากที
อ่านเพิ่มเติม
วาสนาเปลี่ยนทิศ
แสงตะวันยามเช้าส่องผ่านม่านสีโปร่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ที่โชยมากับลมทำให้นางขมวดคิ้วด้วยความฉงน มู่หรงเสวี่ยพยายามลืมตาที่หนักอึ้ง ภาพความทรงจำสุดท้ายคือความหนาวเหน็บในตำหนักคุนหนิงและแววตาชิงชังของเหอจิ่งเว่ย ทว่าเมื่อภาพเบื้องหน้าชัดเจนขึ้น นางกลับลืมตาขึ้นได้และพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงสี่เสาหลังเดิมในเรือนที่นางเคยอาศัยอยู่ก่อนจะก้าวเข้าสู่กรงขังทองคำอย่างวังหลวง"คุณหนูใหญ่ ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ วันนี้เป็นวันสำคัญยิ่งนัก ทางวังเพิ่งส่งคนแจ้งข่าวว่าพระอาการของฮองเฮาทรงทุเลาลงเพราะตัวยาหายากที่ท่านมอบให้ ฝ่าบาทจึงทรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าเพื่อรับความชอบใหญ่หลวงเจ้าค่ะ"เสียงใสของสาวใช้คนสนิทดึงสติของนางกลับมา มู่หรงเสวี่ยใจสั่นสะท้าน มือบางลูบคลำใบหน้าและลำคอ ผิวพรรณเต่งตึงมิใช่หญิงชราโรยราที่ป่วยไข้ นางย้อนกลับมาแล้วจริง ๆ ย้อนกลับมาในวันเปลี่ยนชะตาในชาติก่อน นางใช้โอกาสที่ช่วยชีวิตฮองเฮาไว้ได้ ทูลขอสมรสพระราชทานกับเหอจิ่งเว่ย รัชทายาทผู้เป็นรักปักใจมาตั้งแต่เยาว์วัย ในชาตินี้นางมิได้โง่เขลาเช่นเดิม ความแค้นและความเจ็บปวดตลอดหลายสิบปีทำให้หัวใจของนางนิ่งสงบดั่งกองเถ้าถ่าน"
อ่านเพิ่มเติม
หัวใจไร้รอยรัก
สายลมยามบ่ายพัดผ่านศาลาริมสระบัวภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก กลิ่นอายของดอกบัวหอมระรื่นไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบกายของมู่หรงเสวี่ยผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย นางกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบรอรถม้าของตระกูล ขณะนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยจนน่ารำคาญกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังนางไม่หันไปมอง แต่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเหอจิ่งเว่ยก็เพียงพอที่จะทำให้นางรับรู้ถึงการมาเยือนของเขา"มู่หรงเสวี่ย เจ้าช่างกล้าหาญนัก" น้ำเสียงของรัชทายาทหนุ่มเต็มไปด้วยความเข่นเขี้ยว เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง บดบังแสงตะวันจนเงาทอดทับร่างระหง "เจ้าคิดว่าการประชดประชันข้าด้วยการเลือกแต่งงานกับปีศาจกระหายเลือดเช่นเซี่ยอี้เฟย จะทำให้ข้าหันมาสนใจเจ้าอย่างนั้นหรือ"มู่หรงเสวี่ยค่อย ๆ วางถ้วยชาลงอย่างแช่มช้า นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยฉายชัดด้วยความเทิดทูนในชาติก่อน บัดนี้เหลือเพียงความเรียบเฉยราวกระจกเงาที่สะท้อนเพียงภาพลักษณ์อันน่าสมเพชของเขาเท่านั้น"ประชดหรือเพคะ" นางทวนคำด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา "องค์รัชทายาททรงประเมินตนเองสูงเกินไปแล้ว หม่อมฉันเพียงเลือกทางเดินที่สงบสุขที่สุดให้ตนเอง เหตุใดท่านถึงคิดว่าทุกกา
อ่านเพิ่มเติม
ของหมั้นจากแดนไกล
ณ ค่ายทหารชายแดนเหนืออันทุรกันดาร ลมหนาวพัดกระโชกหอบเอาละอองทรายมาปะทะกับกระโจมใหญ่ กลิ่นอายของคาวเลือดและเขม่าไฟยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบงันกลับปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณยามที่ขันทีจากเมืองหลวงคลี่ราชโองการสีเหลืองทองออกเซี่ยอี้เฟย แม่ทัพใหญ่ผู้ครองฉายาปีศาจกระหายเลือด นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้อย่างองอาจ ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเกราะดูน่าเกรงขาม ใบหน้าของเขาคมเข้มดุจรูปสลัก แผลเป็นจาง ๆ ที่หางตาขวาไม่ได้ลดทอนความหล่อเหลาลงแม้แต่น้อย ทว่ากลับเพิ่มกลิ่นอายความโหดเหี้ยมที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน"มีพระราชโองการประทานสมรสระหว่าง แม่ทัพเซี่ยอี้เฟยและคุณหนูใหญ่มู่หรงเสวี่ยแห่งจวนราชครู ให้ครองคู่สมานฉันท์สืบไป จบราชโองการ"สิ้นเสียงกังวานของขันที ทั้งกระโจมพลันเงียบกริบดุจป่าช้า เหล่านายกองที่ยืนอยู่เบื้องหลังต่างสบตากันด้วยความตื่นตะลึง ขันทีผู้ส่งสารเหงื่อไหลซึมตามไรผม เขาเคยได้ยินข่าวลือมาว่าท่านแม่ทัพผู้นี้เคยประกาศกร้าวไว้เมื่อหลายปีก่อน หากตระกูลใดส่งลูกสาวมาถ่วงขาเขาที่ชายแดน เขาจะส่งนางกลับไปในสภาพร่างที่ไร้วิญญาณ หรือไม่ก็นางต้องทนรับกฎทหารอันโหดเหี้ยมในจวนให้ได้ทว่า ปฏิกิริยาของ
อ่านเพิ่มเติม
จวนปีศาจ
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูสดใสแฝงไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำ ร้านผ้าแพรไหมที่ขึ้นชื่อว่าประณีตที่สุดในใต้หล้า บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยขบวนรถม้าหรูหราจากสองจวนใหญ่ที่บังเอิญมาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมายมู่หรงเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าในอาภรณ์สีขาวนวลตา ท่วงท่าของนางสงบนิ่งเมื่อนางเดินเข้าไปภายในร้าน สายตาพลันปะทะกับร่างสูงสง่าในชุดลำลองสีเหลืองอำพันของเหอจิ่งเว่ย และสตรีในชุดสีชมพูกลีบบัวข้างกายเขา นั่นคือมู่หรงเจียวน้องสาวต่างมารดาของนาง"พี่หญิง ท่านก็มาเลือกชุดมงคลในวันนี้หรือเจ้าคะ" มู่หรงเจียวรีบเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวานทว่าดวงตากลับทอประกายเยาะเย้ย "ช่างบังเอิญนัก องค์รัชทายาททรงเกรงว่าชุดของข้าจะไม่สมเกียรติ จึงพามาเลือกผ้าแพรไหมด้วยพระองค์เอง"เหอจิ่งเว่ยยืนนิ่ง มือของเขาไพล่หลังพลางมองมาที่มู่หรงเสวี่ยด้วยสายตาซับซ้อน เขาหวังจะเห็นรอยร้าวในดวงตาของนาง หวังจะเห็นความริษยาที่เขาปรนเปรอน้องสาวของนางเช่นที่นางเคยโหยหาในชาติก่อน นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมีเพียงความเฉยชาที่เย็นเยียบปรากฏชัดในแววตา"ในเมื่อรัชทายาททรงใส่ใจเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้าก็ควรเลือกให้ดี อย่าให้เสียพระเกียรติ" มู่หรงเส
อ่านเพิ่มเติม
หีบสมบัติลวงตา
ภายใต้แสงโคมสลัวในห้องโถงตะวันออกของจวนราชครู บรรยากาศดูหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความโลภที่กระจายออกมาจากแววตาของสตรีสองแม่ลูก อนุหลิน ผู้มีความงามแบบดอกไม้ป่าที่เริ่มร่วงโรยพยายามปั้นยิ้มประจบเอาใจ ขณะที่มู่หรงเจียวนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย สายตาของทั้งคู่จดจ้องไปยังหีบไม้จันทน์หอมสลักลายดอกโบตั๋นหลายสิบใบที่ตั้งเรียงรายอยู่กลางห้องนั่นคือสินเดิมของมู่หรงเสวี่ยที่ได้รับสืบทอดมาจากฮูหยินเอกผู้ล่วงลับ สมบัติล้ำค่าจากตระกูลเดิมของมารดานางที่มีค่ามหาศาลพอจะซื้อเมืองเล็ก ๆ ได้ทั้งเมือง"พี่หญิง" มู่หรงเจียวเอ่ยเสียงอ่อนหวานทว่าสั่นเครือ "ข้าได้ยินว่าท่านเตรียมขนย้ายสมบัติเหล่านี้ไปที่จวนแม่ทัพในวันพรุ่งนี้ ท่านแม่ทัพเซี่ยไม่เคยกลับจวน อีกทั้งจวนนั้นก็มีแต่ทหารใจโหดหยาบกระด้าง ท่านไม่ลำบากแย่หรือที่ต้องคอยเฝ้าระวังของล้ำค่าเหล่านี้เพียงลำพัง"มู่หรงเสวี่ยนั่งจิบชาอย่างสงบนิ่ง นางมองผ่านถ้วยน้ำชาไปยังใบหน้าของน้องสาวต่างมารดา แววตาของนางนิ่งสนิท "เจ้ามีสิ่งใดจะพูดก็พูดมาตรง ๆ เถิดอาเจียว ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลาข้าขนของ"อนุหลินเห็นโอกาสจึงรีบแทรกขึ้น "คุณหนูใหญ่เจ้าคะ อาเจี
อ่านเพิ่มเติม
กฎเหล็กของจวน
เช้าวันมงคลมาถึงพร้อมกับเสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง ทว่าบรรยากาศหน้าจวนราชครูมู่หรงเฉินกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แปลกประหลาด ขบวนมงคลสองขบวนตั้งแถวรอรับเจ้าสาวอยู่คนละฟากถนน ฤกษ์มงคลเดียวกัน เจ้าสาวจากตระกูลเดียวกัน ทว่าโชคชะตากลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวในสายตาของผู้คนฟากหนึ่งคือขบวนของมู่หรงเจียว ที่ดูอ่อนช้อยงดงามตามแบบแผนราชสำนัก เหอจิ่งเว่ย ในชุดมงคลสีแดงปักลายมังกรทองดูสง่างามดุจเทพบุตร เขาขี่ม้าขาวท่ามกลางเหล่านางกำนัลและขันทีที่โปรยกลีบดอกไม้ไปตามทาง เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วพลิ้วชวนฝันทว่าอีกฟากหนึ่ง ขบวนของมู่หรงเสวี่ยกลับเงียบกริบ แต่ความเงียบนั้นกลับทรงพลังจนน่าขนลุก ไม่มีเสียงดนตรีรื่นเริง มีเพียงเสียงฝีเท้าของม้าศึกเกราะดำนับร้อยที่เหยียบลงบนพื้นดินพร้อมกันจนแผ่นดินสะเทือน ทหารหาญในชุดเกราะทมิฬยืนนิ่งราวกำแพงเหล็ก แววตาคมปลาบที่ผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วนข่มขวัญคนทั้งเมืองหลวงจนไม่มีใครกล้าส่งเสียงกระซิบที่หน้าขบวนนั้น ไม่มีเจ้าบ่าวขี่ม้าสง่างาม มีเพียงหมวกเกราะเหล็กสลักลายพยัคฆ์ของแม่ทัพเซี่ยที่วางอยู่บนหลังม้าศึกสีนิลตัวเปล่า ราวกับจะประกาศให้โลกรู้อยู่
อ่านเพิ่มเติม
วันเยี่ยมบ้าน
เช้าวันที่สามหลังพิธีมงคลก็มาถึงพร้อมกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายในจวนแม่ทัพ มู่หรงเสวี่ยตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แม้ข้อมือของนางยังคงทิ้งรอยแดงจาง ๆ จากสัมผัสอันทรงพลังของเซี่ยอี้เฟยเมื่อคืนก่อน แต่นั่นกลับเป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตใหม่ของนางมีตัวตนที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังก่อนจะออกเดินทางไปจวนราชครู นางเรียกประชุมบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่ลานกว้าง พ่อบ้านเหลียนและบ่าวเก่าแก่บางส่วนยังมีสีหน้ากระด้างกระเดื่อง มู่หรงเสวี่ยกลับมิได้ยี่หระ นางยืนนิ่งสง่าท่ามกลางลมหนาว สั่งให้ทหารของจวนขนหีบทองคำออกมาตั้งกลางลาน"ข้าบอกแล้วว่าใครจงรักภักดี ข้าปูนบำเหน็จ" นางเอ่ยเสียงเรียบพลางเปิดสมุดบัญชีที่นางตรวจสอบเองเมื่อคืน "สำหรับคนที่โกงกินเบี้ยหวัดทหารและเบียดบังเงินซ่อมบำรุงจวนไปเข้ากระเป๋าตนเอง ข้าก็ไม่ไว้หน้าเช่นกัน"นางโยนบัญชีลับลงแทบเท้าบ่าวรับใช้คนหนึ่งที่หน้าซีดเผือดทันที "เจ้าเบิกเงินซื้อข้าวสารในราคาที่สูงกว่าตลาดสามเท่ามาตลอดสองปี พ่อบ้านเหลียน ท่านบอกว่าท่านดูแลจวนตามกฎเดิม กฎเดิมของท่านคือการปล่อยให้มอดแมลงกัดกินบ้านตนเองเช่นนี้หรือ"พ่อบ้านเหลียนถึงกับเข่าอ่อนค
อ่านเพิ่มเติม
สามีที่ข้าต้องการ
หลังจากนั้นหนึ่งเดือนท่ามกลางแสงโคมระยิบระยับในงานเลี้ยงฉลองเทศกาลล่าสัตว์ ณ พระราชวังฤดูร้อน บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจและการชิงดีชิงเด่น เหล่าขุนนางและสตรีสูงศักดิ์ต่างแต่งกายประชันโฉม ทว่าประเด็นที่ถูกซุบซิบมากที่สุดกลับหนีไม่พ้นเรื่องของฮูหยินแม่ทัพผู้ถูกทอดทิ้ง ที่กำลังจะปรากฏตัวในงานเลี้ยงวังหลวงเป็นครั้งแรกเหอจิ่งเว่ยประทับอยู่บนที่นั่งสูงเคียงข้างมู่หรงเจียว ผู้ซึ่งวันนี้แต่งกายด้วยชุดสีชมพูเข้มปักดิ้นทองอร่ามดูฟุ้งเฟ้อ แววตาของนางทอประกายผู้ชนะ พลางชะเง้อมองไปทางประตูวังอย่างรอคอยจะเห็นพี่สาวในสภาพที่ดูไม่ได้ทว่าเมื่อขันทีประกาศนามฮูหยินแม่ทัพมู่หรงเสวี่ย ความเงียบพลันปกคลุมทั่วทั้งตำหนักมู่หรงเสวี่ยก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่านางพญา นางไม่ได้สวมชุดสีแดงฉูดฉาดอย่างสตรีทั่วไป นางสวมอาภรณ์ที่ตัดเย็บจากไหมสีเงินล้ำค่าที่เซี่ยอี้เฟยมอบให้เป็นของหมั้น เนื้อผ้ามีความมันวาวดุจแสงจันทร์ตกกระทบผิวน้ำ ทุกการเคลื่อนไหวดูนุ่มนวลทว่าแข็งแกร่ง ปักลวดลายดอกเหมยสีขาวที่ดูเรียบง่ายแต่สูงส่ง บนมวยผมมีเพียงปิ่นหยกเพียงชิ้นเดียว ทว่าความมีสง่าราศีของนางกลับข่มคนทั้งงานจนดูหมองหม่นเหอจิ่งเ
อ่านเพิ่มเติม
แขกไม่ได้รับเชิญ
บรรยากาศที่กำลังผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง จวนแม่ทัพภายใต้การบริหารของมู่หรงเสวี่ย กลายเป็นสถานที่ที่งดงามและมีระเบียบวินัยที่สุดในเมืองหลวง ทว่าในเช้าวันที่หมอกลงจัดจนมองเห็นเพียงราง ๆ ประตูจวนที่เคยเงียบสงบกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงเคาะจังหวะเร่งร้อนที่หน้าประตูจวน ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งในชุดสีขาวหม่นเปื้อนฝุ่นทราย ใบหน้าของนางซูบซีดทว่ากลับมีความงามที่ดูน่าสงสารดุจดอกไม้ที่ถูกพายุพัดพา นางประคองร่างอ่อนแรงมาพร้อมกับป้ายหยกสลักลายกองทัพ ป้ายที่สลักนามส่วนตัวของเซี่ยอี้เฟย"ข้ามีนามว่าถังเยียน เป็นบุตรสาวของรองแม่ทัพถังผู้ล่วงลับที่ชายแดน" นางเอ่ยเสียงสั่นเครือต่อหน้าพ่อบ้านเหลียน "ท่านแม่ทัพเซี่ยสั่งไว้ว่า หากข้าไม่มีที่ไป ให้มาพึ่งพิงเขาที่จวนเมืองหลวง"ข่าวนี้แพร่กระจายไปถึงเรือนชิงเหอภายในพริบตา บ่าวรับใช้ต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนก บางคนมองด้วยสายตาเวทนาฮูหยินคนใหม่ที่ความสุขช่างสั้นนัก ทว่ามู่หรงเสวี่ยที่กำลังนั่งตรวจบัญชีกลับเพียงแค่หยุดชะงักปลายพู่กัน แววตาของนางนิ่งสงบราวกับคาดการณ์ไว้แล้วว่าชีวิตนี้ไม่มีทางราบรื่นไปตลอดกาล"เชิญนางเข้ามา" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเ
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status