เข้าสู่ระบบนักธุรกิจสาวผู้มากความสามารถเป็น working woman โดยแท้จริง ต้องจบชีวิตลงกะทันหันเข้ามาอยู่ในร่างขององค์หญิงผู้เลอโฉมเพียบพร้อมด้วยความเป็นกุลสตรีสูงศักดิ์ ทว่ากลับถูกกล่าวหาว่าโง่เขลาเบาปัญญาทั้งหัวอ่อนและบอบบาง นางถูกทอดทิ้งจากบิดาและพี่น้องร่วมสายเลือด แม้กระทั่งคนที่รักหมดหัวใจยังไม่เหลียวแล โชคชะตาของนางคงจะดูน่าหดหู่หากไม่มีวิญญาณของ'เธอ'เข้ามาแทรก แล้วหญิงสาวผู้นี้มีหรือจะยอมใครง่ายๆ …
ดูเพิ่มเติมสายลมโชยอ่อนยามสายต้องแสงแดดอ่อนอุ่นในเหมันตฤดู ภายในห้องขนาดเล็กมีหญิงสาวงามผุดผาดที่เพิ่งเลยวัยปักปิ่นมาเพียงสามปีนั่งปักผ้าเช็ดหน้าอย่างรื่นรมย์ในตำหนักเล็กพอดีสมฐานะขององค์หญิงของอดีตอัครมเหสีแห่งองค์ฮ่องเต้แคว้นเว่ย ใบหน้างดงามของหญิงสาววัยสิบแปดปี ผุดพรายรอยยิ้มบางๆ ขณะจดจ่ออยู่กับการเย็บปักลวดลายดอกอิงฮวาสีชมพูหวานบนผืนผ้าเช็ดหน้าสีขาวอย่างตั้งอกตั้งใจ
องค์หญิงนามว่า ‘ลู่เสียน’ ผู้สูงศักดิ์ ใบหน้างดงามเหนือหญิงงามทั่วแคว้นเว่ย เรียกว่าเป็นหญิงงามล่มปฐพีหาผู้ใดเทียบยากย่อมไม่ผิด นางมีรูปโฉมสะคราญงามสง่าราวกับสวรรค์สร้างจนน่าหลงใหล ชวนให้หญิงสาวทั่วแคว้นอิจฉาที่ไม่อาจเทียบเทียม ตั้งแต่องค์ฮ่องเต้ประกาศว่าจะจัดงานสมรสพระราชทานระหว่างองค์หญิงลู่เสียนกับรองแม่ทัพโจวชุนอี้ ที่รบชนะศึกใหญ่กลับมาคราวนี้มีความดีความชอบมากมาย ฮ่องเต้ปูนบำเหน็จรางวัลอย่างงามพร้อมกับจัดงานสมรสพระราชทานให้กับองค์หญิงอีกด้วย ลู่เสียนนั้นนางปลื้มปริ่มกับข่าวดีครั้งนี้เป็นที่สุดที่จะได้ครองคู่กับโจชุนอี้ ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาราวกับเทพเซียนสวรรค์ ทั้งกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวมีความเฉลียวฉลาดเก่งทั้งบู๊และบุ๋น มีความเป็นผู้นำเกินวัย เขาเป็นชายชาตรีที่องค์หญิงปักอกปักใจรักใคร่มาตั้งแต่วัยเยาว์ นางประทับใจในตัวเขาที่ช่วยสอนเขียนอักษร และช่วยเหลือหลายอย่าง มีความเป็นสุภาพบุรุษ จนกระทั่งก่อเกิดเป็นความรักขึ้นในใจ ดูเหมือนว่าฮ่องเต้ทรงมองออกถึงความต้องการของนางจึงจัดให้มีการสมรสนี้เกิดขึ้น ทว่าโจวชุนอี้นั้นเขามีคนรักแบบเปิดเผยอยู่แล้วนามว่า ‘มู่ชิวหลัน’ ซึ่งเป็นบุตรสาวของเสนาบดีกรมพระคลังที่คนทั้งเมืองต่างเล่าลือว่าเหมาะสมกันดัั่งกิ่งทองใบหยก ข่าวการสมรสครั้งนี้แพร่สะพัดไปทั่วแคว้นทำให้มู่ชิวหลันรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นางเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องอย่างเศร้าโศกเพียงลำพัง โจวชุนอี้รู้ใจคนรักดีไม่รอช้าที่จะเข้ามาพบนางเพื่อปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนทะนุถนอมดั่งเกรงว่าความบอบบางทางจิตใจจะแตกร้าว ตัวเขาเองก็เจ็บปวดไม่น้อยกับเรื่องนี้ “ถึงพี่จะสมรสกับองค์หญิงแต่พี่ก็จะแต่งงานกับเจ้า” โจวชุนอี้ให้คำมั่นขณะสวมกอดมู่ชิวหลันไว้แนบอก นางก้มหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวซุกกับอกแกร่งกอดเขาไว้แน่นหนาคล้ายจะร้องไห้สุดแสนเจ็บปวดเกินจะเอ่ยคำใด “ท่านพี่จะทำอย่างไรหรือเจ้าคะ น้องมองไม่เห็นทางออก” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน่าสงสารยิ่งนัก “พี่จะกราบทูลฮ่องเต้เกี่ยวกับเรื่องของเรา” โจวชุนอี้เอ่ยขึ้นแววตาขึงขังให้คำมั่นกับนางอันเป็นที่รักว่าเขาไม่มีทางทอดทิ้งเด็ดขาด โจวชุนอี้หาโอกาสเหมาะเข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นการส่วนตัวเพื่อกราบบังคมทูลถึงความประสงค์ของตัวเอง เขาทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนเอ่ยวาจาฉะฉาน “กระหม่อมขอสละสิทธิ์การสมรสครั้งนี้พะยะค่ะ” โจวชุนอี้กราบทูลอย่างแน่วแน่ “เพราะเหตุใดเจ้าถึงกล้าขัดคำสั่งข้า” ฮ่องเต้จ้องมองบุรุษวัยหนุ่มที่เห็นมาแต่อ้อนแต่ออกจนบัดนี้เติบใหญ่เป็นชายหนุ่มรูปงามร่างกายกำยำ มีตำแหน่งเป็นถึงรองแม่ทัพด้วยความสามารถล้นเหลือในวัยเพียงยี่สิบสองปีอย่างเฝ้ารอคำตอบ “เพราะกระหม่อมนั้นมีคนรักที่หมายมั่นว่าจะแต่งงานกันอยู่แล้วพะยะค่ะ” “เหอะๆ ข้ารู้และเข้าใจพวกเจ้าดี การสมรสครั้งนี้เป็นรางวัลสำหรับเจ้า ส่วนเจ้าจะตบแต่งใครอีกสักกี่คนก็เป็นสิทธิ์ที่กระทำได้ไม่ผิดกฎใดๆ นี่ ข้าไม่ได้กีดกันเจ้ากับคนรักเสียหน่อย แต่รางวัลนี้หากเจ้าไม่รับไว้ข้าคงเสียใจแย่ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าองค์หญิงจะได้อยู่กับคนที่ข้าไว้วางใจได้” ฮ่องเต้อธิบายแกมบังคับเล็กๆ ทำให้โจวชุนอี้หมดหนทางปฏิเสธ แต่เขาก็รู้สึกยินดีที่อย่างน้อยยังให้อิสระแก่เขา ไม่ได้บีบบังคับให้มีเพียงองค์หญิงที่เขาไม่เคยแม้แต่จะชายตาแล เพราะมู่ชิวหลันมีความเพียบพร้อมของกุลสตรีที่เหมาะสมกับเขามากกว่าลู่เสียน ที่มีดีแค่หน้าตาและเกิดมาสูงศักดิ์เพียงเท่านั้น งานสมรสพระราชทานได้จัดขึ้นอย่างสมเกียรติขององค์หญิงและรองแม่ทัพท่ามกลางความยินดีของทุกๆ ฝ่าย แต่ถึงอย่างไรก็ยังถือว่าไม่ยิ่งใหญ่มากพอเมื่อเทียบกับฐานะขององค์หญิง แม้กระนั้นนางยังดูหน้าตาสดใสชื่นมื่น แววตาเปล่งประกายเปี่ยมสุข ในขณะที่รองแม่ทัพโจวชุนอี้ใบหน้าเย็นชาเรียบเฉย ไม่ได้มีอาการรื่นเริงใจดั่งชายหนุ่มที่ได้ร่วมหอกับผู้หญิงสูงศักดิ์รูปโฉมงดงามเหนือสตรีทั่วไป เมื่อพิธีการต่างๆ เสร็จสิ้นลง ถึงเวลาเข้าหอลู่เสียนทั้งตื่นเต้นระคนเขินอายที่จะได้ร่วมหอกับชายคนรักที่นางหมายปองมาเนิ่นนาน ในที่สุดวันนี้ก็สุขสมหวัง โจวชุนอี้เปิดผ้าคลุมหน้าออกตามธรรมเนียม เขามองลู่เสียนด้วยแววตาเยือกเย็นเจือความชิงชังอย่างเห็นได้ชัด “ท่านคงเหนื่อยมากในงานวันนี้ ชุนอี้ข้าจะปฏิบัติตนให้ดีอยู่ในโอวาทของท่าน ชีวิตของข้ามอบให้ท่านแล้ว” ลู่เสียนเอื้อยเอ่ยเนิบช้า ใบหน้าหวานยิ้มแย้มเปรมปรีดิ์ “มันต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ท่านเป็นภรรยาของข้า ต้องอยู่ใต้อาณัติของข้า” เขาลุกขึ้นยืนหันข้างเต็มความสูงอกผึ่งผายพูดขึ้นโดยไม่มองหน้านาง สรรพนามที่ใช้เรียกขานไม่ต้องมากพิธีรีตองอันใด เพราะตอนนี้นางเป็นภรรยาของเขาแล้วฮ่องเต้อนุญาตให้การเรียกชื่อดูเรียบง่ายอย่างคนธรรมดา ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์เหมือนตอนที่อยู่ในวังหลวง อย่างไรเสียตอนนี้เท่ากับว่านางลดฐานะจากองค์หญิงผู้สูงส่งเป็นฮูหยินรองแม่ทัพการพูดจาจึงดูธรรมดาไปโดยปริยาย ความหมางเมินที่โจวชุนอี้ปฏิบัติกับลู่เสียนทำให้นางถึงกับหน้าถอดสีกับความเฉยชานั้น “ทำไมท่านถึงหมางเมินนักล่ะ ข้าทำสิ่งใดผิดหรือ รีบบอกมาเถิดข้าพร้อมจะปรับปรุงตัว” นางถามขึ้นอย่างร้อนใจ โจวชุนอี้ตวัดสายตาจ้องมองสตรีงามตรงหน้าอย่างรู้ทัน ลู่เสียนก้มหน้าไม่กล้าสบตาตรงๆ ใบหน้าเริ่มร้อนผะผ่าว ชักหวั่นใจกับกิริยาของบุรุษผู้องอาจที่ตอนนี้กลายเป็นสามีของนาง “ท่านรู้อยู่แก่ใจดีว่าสามารถปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้แต่ก็ไม่ทำ และก็ทราบอยู่แล้วว่าข้ามีมู่ชิวหลันเป็นคนรักที่ข้าปักใจในตัวนางมาก” “ชุนอี้” ลู่เสียนใจหายวาบแววตาตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเอื้อมมือเรียวสวยจับมือใหญ่ของโจวชุนอี้หวังใช้ภาษากายสื่อความรู้สึกที่มีต่อเขา แต่เขากลับสะบัดมันออกอย่างไม่ไยดี “ท่านมันตัวทำลายทุกอย่าง!!” เขาเริ่มโทษนางที่ไม่รู้จักอับอายกับการแย่งชิงเขาจากคนรัก ช่างหน้าไม่อาย! “ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรถึงจะพอใจในเมื่อนี่เป็นคำสั่งของฝ่าบาท” นางรีบอธิบายโดยเว้นประโยคหลังที่ว่า ‘ข้าเองก็รักท่านมาก’ เก็บไว้ในใจไม่กล้าพูดต่อ เกรงว่าจะขัดใจกลัวเขาโกรธไปมากกว่านี้ “ถ้าอย่างนั้นท่านก็เสวยสุขในเรือนนี้ไปคนเดียวก็แล้วกัน!” เขาชิงตัดบทเชิดหน้าพูดไม่แยแสต่อความรู้สึกของนางสักนิด “แล้วท่านล่ะ มะ..ไม่อยู่ด้วยกันที่นี่หรอกหรือ!” นางมองเขาวิงวอนด้วยสายตา กลัวว่าจะถูกเขาจะรังเกียจ น้ำเสียงนั้นจึงดูเว้าวอนปนสั่นเครือ นึกไม่ถึงว่าคืนแรกของการเข้าหอจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ “หึ ไม่มีทาง!!” โจวชุนอี้พูดจบก็หันหลังสะบัดแขนเสื้อเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันหลังกลับมามองนางแม้แต่น้อย ลู่เสียนทรุดกายลงบนเตียงโดยไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะถูกบุรุษที่แอบรักมาตลอดจะไร้เยื่อใยได้ขนาดนี้ นอกจากเขาจะไม่ไยดีต่อความรู้สึกของนาง เขายังโทษว่าเป็นเพราะลู่เสียนทำลายชีวิตรักของเขา หญิงสาวนิ่งเงียบน้ำตาไหลพรากอย่างง่ายดายโดยไม่มีเสียงสะอื้น ทั้งอับอายและเจ็บปวดกับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน การเริ่มต้นชีวิตคู่คืนแรกช่างขมขื่นนัก ลู่เสียนเอาแต่คิดว่าสิ่งที่นางทำได้คือต้องอดทนและคอยเอาใจใส่โจวชุนอี้ให้มากที่สุด ในเมื่อนางมอบชีวิตให้เขาไปแล้วคงมีเพียงความดีที่จะชนะใจได้ ลู่เสียนคิดเองเออเองง่ายๆ อย่างนั้น ความรักที่มีเต็มอกอาจจะเยียวยาความผิดหวังในใจของเขาให้หันมามองเห็นได้ในสักวัน หญิงสาวคิดกลับไปกลับมาหลังจากปาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอทิ้งไป มีแต่ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะใจสามีจนหลับไปอย่างอ่อนแรงแขกเหรื่อจากต่างเมืองทยอยเดินทางมาถึงเมืองต้าเทียนอย่างไม่ขาดสาย งานเฉลิมฉลองครั้งนี้จัดขึ้นยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ชาวประชาต่างแซ่ซ้องชื่นมื่นไปทั่วทั้งเมือง ผู้ครองเมืองน้อยใหญ่ต่างร่วมยินดีปรีดากับงานนี้เป็นอย่างยิ่ง ทางเจ้าภาพอย่างเมืองต้าเทียนก็ต้อนรับขับสู้ได้ดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อยหมิงอ๋องและลู่เสียนแยกกันแต่งตัวเสร็จก็ออกมาช่วยฮ่องเต้ต้อนรับอาคันตุกะที่เริ่มหลั่งไหลมาอย่างล้นหลาม ด้านฮ่องเต้ฮองเฮา ไท่จื่อ รวมถึงเหล่าราชวงศ์พร้อมขุนนางต่างมากันพร้อมหน้าฮ่องเต้ลู่เว่ยเสด็จมาถึงและมอบของที่ระลึกพร้อมกับสนทนาอยู่พักใหญ่จึงได้นั่งลงประจำโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้ในงานเริ่มด้วยอาหารและเครื่องดื่มมากมายขึ้นโต๊ะไม่ขาดสายพร้อมกับชมการแสดงร่ายรำอ่อนช้อยงดงามของทางต้าเทียนที่จัดเตรียมล่วงหน้าเพื่องานนี้บรรยากาศทั้งภายในภายนอกวังหลวงต่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไรงานเฉลิมฉลองยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นเป็นเวลาครึ่งค่อนวันโดยไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ในขณะที่อาหารพร้อมสุราชั้นดียังคงลำเลียงตามโต๊ะต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ลู่เสียนเข้าเฝ้าไทเฮาหลังจากที่ไม่ได้มาเสียนาน ไทเฮาทรงดีพระทัยที่เห็นหน้าของนางอีกครั้ง"เจ้าหายหน้าไปนาน คงยุ่งมากสินะ"ไทเฮาทักทายขึ้นใบหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันทีที่พบหน้าลู่เสียน นางคลานเข่าช้าๆขยับเข้าใกล้จนชิดตัวไทเฮา ดวงตาพร่ามัวภายใต้ใบหน้าริ้วรอยเหี่ยวย่นสบตากับดวงตากลมโตคู่สวยแวววาวที่ภายในดูหม่นหมองกลบความสุกสกาวของเมื่อก่อนลงไปมาก"หม่อมฉันขอกอดไทเฮาได้หรือไม่เพคะ"ลู่เสียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นไหว ไทเฮายิ้มรับพร้อมอ้าแขนตอบรับ นางโผเข้ากอดผู้อาวุโสเหมือนหาที่พึ่งพิง กอดนี้อบอุ่นราวกับอ้อมกอดของมารดา ลู่เสียนกอดไทเฮาไว้อย่างนั้นยังไม่ยอมปล่อย หญิงสูงวัยกว่ายกมือขึ้นลูบศีรษะไปมาช้าๆ เข้าใจทันทีว่าสาวน้อยต้องการคนปลอบใจลู่เสียนกอดไทเฮาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานเหมือนว่าตอนนี้นางหมดหนทาง ทั้งอยากพูดความจริงทั้งอยากปกป้องคนที่นางรักความลังเลทำให้ลู่เสียนรู้สึกคับแน่นอยู่ในใจ"กอดไทเฮาแล้วอบอุ่นดีนะเพคะ หม่อมฉันไม่เคยกอดแม่แต่ไทเฮาอบอุ่นเหมือนอ้อมกอดของแม่"นางเอ่ยเสียงใสแต่ดวงตาเหม่อลอยเพราะมันคือเรื่องจริงที่ลู่เสียนไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกมารดาเลยสักครั้ง นางเติบโตขึ้นมาด้ว
โจวชุนอี้มาพบเยี่ยเฟยหรงอีกครั้ง ใบหน้าคมสันดูเป็นกังวล แววตาฉายแววความอึดอัดได้ชัดเจน สีหน้าเขาเคร่งเครียดกว่าปกติลงไปมาก เยี่ยเฟยหรงรู้ดีว่าโจวชุนอี้คงมีเรื่องหนักใจไม่น้อย นั่นยิ่งทำให้เยี่ยเฟยหรงอยากรู้มากขึ้น"สหายของข้ามีเรื่องใดไม่สบายใจถึงได้หน้าตาบึ้งตึงขนาดนี้"เขาช่วยผ่อนคลายให้สหายรักอารมณ์ดีขึ้นทว่ากลับไม่เป็นผลแต่อย่างใด เยี่ยเฟยหรงกลอกตาไปมายกชาขึ้นจิบเงียบๆ ไม่พูดสิ่งใดต่อ"หากข้ามีข้อเสนอบางอย่าง เจ้าจะช่วยได้หรือไม่"โจวชุนอี้เอ่ยขึ้นน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าของเขาขรึมลงยิ่งกว่าเดิมเล็กน้อย เยี่ยเฟยหรงเลิกคิ้ว ยกยิ้มมุมปากพร้อมพยักหน้าช้าๆ"ข้ายินดี เจ้าว่ามาได้เลยสหายรัก"เขาตอบโดยไม่ลังเล โจวชุนอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ยื่นหน้าเข้าใกล้เยี่ยเฟยหรงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมเพื่อความแน่ใจ"เจ้าแน่ใจนะ"เยี่ยเฟยหรงสบตาสหายรักแน่นิ่ง เรื่องนี้มันต้องสำคัญมากแน่ โจวชุนอี้ถึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนี้"หากเจ้าต้องการ มีเรื่องใดบ้างที่ข้าจะไม่ช่วย"เขาพูดขึ้น ลงน้ำหนักทุกคำพูดอย่างหนักแน่น ให้ความมั่นใจอีกครั้ง โจวชุนอี้เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มชัด"ไม่ต้องห่วงเรื่องใด ครั้
ไท่จื่อกำลังทรงอักษรในห้องส่วนตัวโดยมีไป๋ซิงคอยรินน้ำชาให้ตามปกติ นางเห็นว่าบรรยากาศดูเงียบไปหน่อยจึงเอ่ยขึ้นเสียงหวานนุ่มนวล"ไท่จื่อเพคะ ลองจิบชานี่ดูเสียก่อน เป็นชาชั้นดี ดื่มแล้วช่วยผ่อนคลายเพคะ"ไท่จื่อหยุดเขียนอักษร เขาเงยหน้ามองนางอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งยิ้มๆ ก่อนยกชาขึ้นจิบตามคำแนะนำของไป๋ซิง"เจ้าช่างสรรหาของบำรุงให้ข้าเสียจริง"เขาพูดจาหยอกเย้าเล็กน้อยทำให้นางถึงกับเขินอาย ก้มหน้ายิ้มหวานดูไม่ประสีประสาเท่าใดนักองครักษ์เข้ามารายงานว่าหมิงอ๋องขอพบ ไท่จื่อละสายตาจากสาวน้อยพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ไป๋ซิงรู้งาน นางรีบถอยออกจากบริเวณนั้นทันที เมื่อหมิงอ๋องมาถึงเขาทำความเคารพไท่จื่อพร้อมกับไป๋ซิงทำความเคารพทั้งคู่แล้วรีบถอย ขอตัวออกจากห้องไป เพราะทั้งคู่มีเรื่องหารือที่เป็นความลับ ไม่ต้องการบุคคลที่สามอยู่แล้วหมิงอ๋องแปลกใจที่เห็นไป๋ซิงอยู่ที่นี่""เจ้ามีเรื่องด่วนอันใดรึ"ไท่จื่อทักทายเขาที่มองไล่หลังไป๋ซิงด้วยความสงสัย จึงมองตามสายตาของเขาพร้อมหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้น"เจ้าคงแปลกใจที่เห็นไป๋ซิงอยู่ที่นี่"หมิงอ๋องหันหลังกลับมาสนทนากับไท่จื่อต่อ"เพราะเหตุใดพะยะค่ะ""พอดีตำหนัก
"ที่ลู่เสียนมาวันนี้ตั้งใจมาขออนุญาตฝ่าบาท แต่ตอนนี้คิดว่าไม่จำเป็นเพคะ หม่อมฉันจะหย่าไม่ว่าใครก็ห้ามไม่ได้ ต่อให้ฝ่าบาทไม่อนุญาตหม่อมฉันก็ไม่เปลี่ยนใจ ทูลลา"นางพูดจบย่อตัวคำนับง่ายๆ แล้วเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างทระนง ฮ่องเต้พูดไม่ออกได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความคับแค้นที่ลู่เสียนควบคุมไม่ได้อีกต่อไป
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่รอดพ้นโจวชุนอี้ไปได้ เขาได้ฟังมู่ชิวหลันรายงานยิ่งทำให้เริ่มโมโหขึ้นมาง่ายดาย มู่ชิวหลันพูดเสียงอ่อยอย่างตื่นกลัว ซบใบหน้างามลงกับอกแข็งแรงดั่งคนขวัญเสีย“ท่านพี่ ลู่เสียนบอกกับน้องเช่นนี้เจ้าค่ะ น้องไม่ทราบจะทำอย่างไรดีจึงต้องรายงานท่านพี่ให้จัดการ นางไม่ให้เกียรติท่านพี่เอาเส
“ลู่เสียน เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร ทำไมออกมาข้างนอกไม่ขออนุญาตข้าหรือแจ้งชิวหลันก่อน” โจวชุนอี้เริ่มแสดงอำนาจกับนางโดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่จ้องมองเหตุการณ์น่าระทึกใจ พวกเขารู้ดีว่านี่คือท่านรองแม่ทัพผู้หล่อเหลา ชายในฝันของหญิงสาวทั่วแคว้นเว่ยที่เพิ่งได้รับพระราชทานสมรสกับองค์หญิงใหญ่ของฮ่องเต้เมื่อไม
“เจ้ายกน้ำชาไปให้ฮูหยินหรือยัง” มู่ชิวหลันร้องทักขึ้นเมื่อเห็นสาวรับใช้ยืนเก้ๆ กังๆ เหมือนกังวลใจ“ยังเลยเจ้าค่ะ นายหญิง” นางตอบเสียงอ่อยทำให้มู่ชิวหลันนึกสงสัย“รีบไปจัดการให้นางเสีย ข้ารำคาญยิ่งนัก” นางยืนกอดอกขมวดคิ้วหงุดหงิดใจเมื่อพูดถึงผู้เป็นฮูหยินของจวน“ขะ…ข้า…ไม่อยากไปรับใช้ฮูหยินเจ้าค่ะ”












ความคิดเห็น