เชลยรักสองพยัคฆ์

เชลยรักสองพยัคฆ์

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-26
Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
Belum ada penilaian
302Bab
5.7KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

เมื่อบุปผางามสูงศักดิ์ต้องร่วงหล่นสู่กรงเล็บพยัคฆ์... ตำนานรักที่เริ่มต้นด้วยคาวเลือด คราบน้ำตา และการเยียวยาหัวใจจึงอุบัติขึ้น เปลวเพลิงแห่งสงครามเผาผลาญแคว้นอวิ๋นฮวาจนย่อยยับ จาก 'องค์หญิงมู่ตาน' ผู้สูงศักดิ์และงดงามล่มเมือง บัดนี้ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีให้กลายเป็นเพียง 'เชลยบรรณาการ' ที่ไร้ค่า โชคชะตาที่แสนโหดร้ายผลักไสนางให้ตกอยู่ท่ามกลางกรงเล็บของสองพยัคฆ์ หนึ่งคือ 'อิงเฟิง' บุรุษผู้ฝากรอยแค้นและความอัปยศ และอีกหนึ่งคือ 'หลี่เฉียง' จอมทัพพยัคฆ์ทมิฬแห่งแดนเหนือผู้ป่าเถื่อนและเย็นชา บุรุษผู้ที่เคยยัดเยียดรอยมลทินและพรากทุกสิ่งไปจากนาง ท่ามกลางไฟสงครามและการแก่งแย่งชิงอำนาจ มู่ตานต้องกัดฟันสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ทว่าความเด็ดเดี่ยวและหัวใจที่เข้มแข็งของนาง กลับค่อย ๆ ละลายกำแพงน้ำแข็งในใจของจอมทัพไร้พ่าย จากความแค้นและการกดขี่ แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ลึกซึ้งและพร้อมจะใช้สละได้แม้กระทั่งชีวิต "รอยมลทินใดที่โลกนี้ยัดเยียดให้เจ้า ข้าจะเป็นคนใช้ทั้งชีวิตชำระล้างมัน บัดนี้เจ้าคือฮูหยินของข้า คือสตรีที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดในหัวใจข้าเพียงผู้เดียว"

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทนำ

          เปลวเพลิงเลียเลียแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีเลือด ควันไฟสีดำขโมงบดบังแสงสุดท้ายของดวงตะวันจนมิด กลิ่นไหม้ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงประดาบดังสะท้อนแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ

          นครหลวงอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นอวิ๋นฮวา บัดนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน

          ณ ศูนย์กลางของความพินาศนั้นคือท้องพระโรงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าสง่างาม บัดนี้เสาหยกสลักลายมังกรหักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง ม่านปักลายบุปผชาติถูกไฟไหม้จนหงิกงอเป็นเถ้าถ่าน บัลลังก์หงส์ทองคำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ บัดนี้กลับหมองคล้ำด้วยเขม่าควันและรอยเลือด

          ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงอันเป็นชุดพระราชพิธีเต็มยศยังคงยืนหยัดอย่างทระนง แม้ชายแขนเสื้อที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตรจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและรอยเลือด ผมยาวสลวยที่เคยประดับด้วยปิ่นหยกและไข่มุกเลอค่า บัดนี้กลับหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้างามล่มเมืองที่ซีดเผือด

          องค์หญิงมู่ตาน...รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งอวิ๋นฮวา

          ในมือนางกำกริชสั้นประจำพระองค์ไว้แน่น ดวงตารูปทรงเมล็ดซิ่งที่เคยทอประกายสดใส บัดนี้กลับนิ่งสงบและเย็นชาดุจน้ำในบ่อลึกยามราตรี นางไม่ได้ร่ำไห้ ไม่ได้หวาดกลัว มีเพียงความว่างเปล่าที่รอคอยชะตากรรมสุดท้าย

          ปัง!

          บานประตูใหญ่ที่เหลือรอดอยู่เพียงครึ่งเดียวถูกถีบออกอย่างแรงจนพังกระจาย ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทะมึนก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา แผ่นเกราะทุกชิ้นอาบชโลมไปด้วยเลือดศัตรูจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม ด้านหลังของเขาคือเปลวไฟจากเมืองที่กำลังลุกไหม้ ทำให้เงาของเขาทอดยาวเข้ามาในท้องพระโรงราวกับพญามัจจุราช

          แม่ทัพพยัคฆ์หลี่เฉียง...ผู้พิชิตแห่งแคว้นเทียนหู่

          ตามติดเข้ามาคือร่างสูงโปร่งที่เคลื่อนไหวได้เงียบเชียบกว่า บุรุษผู้นี้สวมชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูคล่องตัว แม้บนใบหน้าหล่อเหลาและเสื้อผ้าจะมีร่องรอยการต่อสู้ แต่กลับดูสะอาดยิ่งกว่าพยัคฆ์ร้ายที่เดินนำหน้า สายตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยว กวาดมองไปทั่วท้องพระโรงอย่างประเมินสถานการณ์ ก่อนจะหยุดลงที่ร่างสตรีที่สง่างามที่สุดที่ยืนอยู่เพียงลำพัง

          จอมยุทธ์เหยี่ยวอิงเฟิง...น้องรองร่วมสาบานและเงาของแม่ทัพใหญ่

          “หึ...ในที่สุดก็ได้ยลโฉมองค์หญิงแห่งแคว้นล่มสลายเสียที” น้ำเสียงของหลี่เฉียงห้าวและหยาบกร้าน กังวานไปทั่วห้องโถงที่เงียบงัน เขาเดินย่ำผ่านเศษซากเข้ามาอย่างไม่แยแส สายตาจับจ้องมู่ตานราวกับราชสีห์มองลูกกวาง

          มู่ตานเชิดใบหน้าขึ้น สบตากับดวงตาอันดุดันนั้นอย่างไม่เกรงกลัว “ข้าคือมู่ตาน รัชทายาทแห่งอวิ๋นฮวา แม้นครจะสิ้น แต่ศักดิ์ศรีข้ายังอยู่”

          น้ำเสียงของนางเรียบสนิท แต่กลับแฝงความคมคายที่ทำให้หลี่เฉียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง

          “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ศักดิ์ศรีรึ ของพรรค์นั้นมันกินได้เสียที่ไหนกันองค์หญิง สิ่งเดียวที่ท่านมีค่าในตอนนี้ คือร่างกายและความงามที่เล่าลือกันนักหนาต่างหาก!”

          เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง สูงใหญ่จนบดบังแสงสุดท้ายจากภายนอกจนหมดสิ้น กลิ่นอายคาวเลือดและจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงจนน่าหายใจไม่ออก

          “โยนกริชนั่นทิ้งเสีย แล้วคุกเข่าลงซะ บางทีข้าอาจจะเมตตาให้ท่านได้ตายอย่างสบายขึ้นมาหน่อย” เขาออกคำสั่ง

          “คนของอวิ๋นฮวา ยืนตายไม่คุกเข่าขอชีวิต” นางสวนกลับทันควันทันที ปลายนิ้วที่กำกริชอยู่ขาวซีด

          แววตาของหลี่เฉียงที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความขบขันชะงักงันไปชั่วลมหายใจ ภาพของสตรีอีกผู้หนึ่งในอดีต ผู้มีแววตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกันนี้ ได้แวบผ่านเข้ามาในมโนสำนึก ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเกรี้ยวกราดที่รุนแรงกว่าเดิม ความแข็งแกร่งที่เขาเคยปกป้องไว้ไม่ได้ บัดนี้มันกลับมาปรากฏตรงหน้าในร่างของศัตรู

          “ปากดี!” เขาคำราม แววตาที่ขบขันได้หายไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงโทสะที่เย็นเยียบ

          หมับ!

          มือใหญ่ในถุงมือหนังคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนางอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวคีมเหล็ก แรงบีบมหาศาลทำให้นางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด กริชในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียงดังเคร้ง!

          “ท่านพี่” อิงเฟิงที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเยือกเย็น ไม่ได้เป็นการท้วงติง แต่เป็นการ “เตือนสติ”

         ‘อย่าได้ทำลายของล้ำค่าชิ้นนี้ด้วยโทสะโง่เขลาของท่าน...’ เขาคิดในใจ

          “นางเป็นถึงองค์หญิงรัชทายาท”

          นี่ไม่ใช่คำร้องขอความเมตตา แต่คือการย้ำเตือนถึง มูลค่า ของนาง

          “หึ! องค์หญิงที่ไม่มีแคว้นให้ปกครองอีกต่อไปแล้ว!” หลี่เฉียงตวาดกลับโดยไม่หันไปมอง เขากระชากร่างของมู่ตานเข้ามาใกล้จนใบหน้าแทบชิดกัน “จำไว้เสียแต่บัดนี้ เจ้าไม่มีศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น เจ้าเป็นแค่เชลย เป็นของรางวัลจากชัยชนะของข้า!”

          มู่ตานไม่แม้แต่จะกรีดร้อง นางเพียงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่ส่วนลึกกลับยังคงทระงงและลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความเกลียดชัง

          สายตาของอิงเฟิงจับจ้องภาพนั้นไม่วางตา แต่สายตาของเขาแตกต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง

          หลี่เฉียงมองนางราวกับราชสีห์ที่มองเห็นลูกกวาง แต่อิงเฟิงกำลังมองนางราวกับพญาเหยี่ยวที่ได้ค้นพบพญาหงส์ท่ามกลางกองเถ้าถ่าน

          เขาไม่ได้มองความงามของนาง และไม่ได้มองแค่แววตาที่ไม่ยอมแพ้ แต่เขากำลังประเมินค่านางทั้งร่าง ตั้งแต่ท่วงท่าที่ยังคงสง่างามแม้อยู่ในความพินาศ น้ำเสียงที่ยังคงความคมคายแม้อยู่ในฐานะเชลย ไปจนถึงสติปัญญาที่ฉายชัดออกมาจากแววตาคู่นั้น

         'ไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือสายเลือด คือความทระนงแห่งราชันย์ คือสติปัญญาที่ยังคงต่อสู้แม้จะสิ้นไร้ทุกสิ่ง' เขาคิดในใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เย็นเยียบ

          นี่ไม่ใช่แค่ของกำนัลอย่างที่พี่ชายเขาคิด แต่นี่คืออาวุธที่สมบูรณ์แบบที่สุด...

          เขาพบแล้ว สตรีผู้คู่ควรที่จะได้ยืนเคียงข้างเขา ในวันที่เขาได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง

          เขาพบคนที่จะมายืนเคียงคู่เขาแล้ว...

          หลี่เฉียงแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจในชัยชนะ ก่อนจะผลักร่างนางออกอย่างไม่ไยดี แล้วหันไปออกคำสั่งกับทหารที่ตามเข้ามา

          “จับตัวนางไปที่ค่าย! ล่ามโซ่ไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตา” เขามองเหยียดไปยังร่างที่ทรุดลงไปกับพื้น “นางคือของกำนัลชิ้นงามที่สุดจากสงครามครั้งนี้ และข้าจะใช้เวลาค่อย ๆ แกะของกำนัลชิ้นนี้เอง”

          ทหารสองนายก้าวเข้ามาจับแขนของมู่ตานคนละข้างแล้วกระชากให้ลุกขึ้น นางไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนอีกต่อไป เพียงแต่ปรายสายตาเย็นเยียบมองตรงไปยังสองพี่น้องผู้พิชิต เป็นสายตาที่สลักลึกลงไปในใจของพวกเขาทั้งสอง

          สายตาที่บอกว่านี่ยังไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่ต่างหาก

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
302 Bab
บทนำ
เปลวเพลิงเลียเลียแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีเลือด ควันไฟสีดำขโมงบดบังแสงสุดท้ายของดวงตะวันจนมิด กลิ่นไหม้ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงประดาบดังสะท้อนแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ นครหลวงอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นอวิ๋นฮวา บัดนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน ณ ศูนย์กลางของความพินาศนั้นคือท้องพระโรงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าสง่างาม บัดนี้เสาหยกสลักลายมังกรหักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง ม่านปักลายบุปผชาติถูกไฟไหม้จนหงิกงอเป็นเถ้าถ่าน บัลลังก์หงส์ทองคำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ บัดนี้กลับหมองคล้ำด้วยเขม่าควันและรอยเลือด ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงอันเป็นชุดพระราชพิธีเต็มยศยังคงยืนหยัดอย่างทระนง แม้ชายแขนเสื้อที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตรจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและรอยเลือด ผมยาวสลวยที่เคยประดับด้วยปิ่นหยกและไข่มุกเลอค่า บัดนี้กลับหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้างามล่มเมืองที่ซีดเผือด องค์หญิงมู่ตาน...รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งอวิ๋นฮวา ในมือนางกำกริชสั้นประจำพระองค์ไว้แน่น ดวงตารูปทรงเมล็ดซิ่งที่เคยทอประกายสดใส
Baca selengkapnya
บทที่ 1 สู่กรงพยัคฆ์
ขบวนทหารม้าอันน่าเกรงขามของแคว้นเทียนหู่เคลื่อนทัพขึ้นเหนือผ่านดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของนาง ฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งตลบจากการย่ำเท้าของอาชาศึก บดบังทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและร่องรอยของสงคราม ในวันที่สามของการเดินทาง ขบวนทัพได้เคลื่อนผ่านซากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นั่นนางได้เห็นราษฎรของนางที่ยังรอดชีวิต พวกเขาอยู่ในสภาพอิดโรยและสิ้นหวัง ร่างกายผอมโซในอาภรณ์ขาดวิ่น พากันกรูเข้ามาที่ข้างทาง ไม่ใช่เพื่อต่อสู้ แต่เพื่อคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษอาหาร “ท่านแม่ทัพ ได้โปรด...ลูกข้าไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว” ชายชราผู้หนึ่งร่ำไห้ มู่ตานกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางมองไปยังหลี่เฉียง แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมาคือสายตาที่เย็นชา “ทหารที่มัวแต่สงสารเชลยศึก คือทหารที่ตายแล้ว” เขาตวาดเสียงกร้าว “อย่าหยุดขบวน! เคลื่อนผ่านไป!” เสียงกรีดร้องและร่ำไห้ไล่หลังขบวนทัพมาเปรียบเสมือนกริชเล่มแล้วเล่มเล่าที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของนาง มู่ตานนั่งอยู่บนหลังม้าตัวหนึ่ง มือทั้งสองของนางถูกมัดไขว้ไว้ด้านหน้าด้วยเชือกป่านเส้นหนา แม้จะไม่ถึ
Baca selengkapnya
บทที่ 2 กฎของกรงทอง
ความโอ่อ่าภายในจวนแม่ทัพแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความงามอันอ่อนช้อยของพระราชวังอวิ๋นฮวาที่มู่ตานคุ้นเคย ที่นี่ไม่มีภาพวาดลายบุปผชาติหรือเครื่องกระเบื้องเคลือบสีสดใส มีเพียงความแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และความเย็นชาที่จับต้องได้ พื้นหินขัดมันวาววับสะท้อนเงาเสาไม้สีดำสนิทต้นมหึมาที่ตั้งเรียงรายไปตามทางเดินยาว เสาแต่ละต้นสลักลายพยัคฆ์คำรามอย่างดุดัน ทุกย่างก้าวของมู่ตานสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ บรรยากาศทั้งหมดหนักอึ้งราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่ หญิงชรานางหนึ่งในชุดสีเทาเข้มยืนรอนางอยู่ที่โถงทางเข้า นางมีใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก เรือนร่างผอมเกร็งแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ผมของนางมวยไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นเงินธรรมดา ๆ หนึ่งอัน แววตาที่มองมายังมู่ตานนั้นว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูสิ่งของชิ้นหนึ่ง “เชิญองค์หญิงตามข้ามา” น้ำเสียงของนางแหบและไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ “บ่าวชื่อจางมามา เป็นผู้ดูแลจวนแห่งนี้ มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปทุกอย่างในจวนแห่งนี้...รวมถึงท่านด้วย” คำว่า ‘ดูแล’ ของนางฟังดูคล้ายกับคำว่า ‘ควบคุม’ มากกว่า
Baca selengkapnya
บทที่ 3 ราตรีแรกของพยัคฆ์ 1
สิ้นเสียงไร้อารมณ์ของ จางมามา โลกทั้งใบของมู่ตานราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความเย็นเยียบเฉียบพลันแล่นผ่านสันหลังของนางรวดเร็วยิ่งกว่าคมกระบี่ ความกลัวดิบเถื่อนที่พยายามกดข่มไว้ตลอดวันผุดขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนแทบหายใจไม่ออก ภาพของแม่ทัพผู้ดุดันราวกับพายุคลั่งในวันยึดนครหวนกลับมาในมโนสำนึก ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง แต่แล้วท่ามกลางความหวาดหวั่นนั้น เสียงทุ้มกังวานของพระบิดาก็ดังแว่วขึ้นมาในความทรงจำ “มู่ตาน...จำไว้เถิดลูกพ่อ ยามเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย การหันหลังวิ่งหนีมีแต่จะปลุกสัญชาตญาณนักล่าของมันให้ตื่นขึ้น แต่หากเรายืนหยัดอย่างมั่นคง สบตาของมันอย่างไม่หวั่นไหว แม้ไม่อาจเอาชนะ แต่ก็จะไม่ถูกมันมองว่าเป็นเพียงเหยื่อที่อ่อนแอ” ใช่แล้ว...นางคือองค์หญิงมู่ตานแห่งอวิ๋นฮวา นางจะร้องขอความเมตตาไม่ได้ และจะแสดงความอ่อนแอให้ศัตรูได้ใจไม่ได้เป็นอันขาด มู่ตานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เก็บงำความกลัวทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางลุกขึ้นยืนช้า ๆ จัดอาภรณ์สีขาวให้เข้าที่ แล้วกล่าวกับหญิงชราด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
Baca selengkapnya
บทที่ 3 ราตรีแรกของพยัคฆ์ 2
หลี่เฉียงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน สายตามจ้องที่จอกสุรา แววตาเฉยชาทว่าแข็งกร้าว “ฉลาดพูดดีนี่ แต่สายตาของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าไม่ได้คิดเช่นนั้น” เขาวางจอกสุราลง แล้วหันมาสบตากับสตรีผู้จองหองผู้นี้ “เจ้าเกลียดข้า ชิงชังข้าจนอยากจะฉีกเนื้อข้าออกเป็นชิ้น ๆ ใช่หรือไม่” “ความรู้สึกของเชลยเช่นข้ามีความสำคัญต่อท่านแม่ทัพด้วยหรือ” นางย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สำคัญสิ” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างของเขาสูงใหญ่จนบดบังแสงไฟเกือบทั้งหมด “เพราะมันทำให้ชัยชนะของข้าหอมหวานยิ่งขึ้น” เขาเดินเข้ามาหานางช้า ๆ แต่ละย่างก้าวหนักแน่นและเต็มไปด้วยแรงกดดัน “ข้าชอบคนทระนงองอาจ” เขากล่าว ในใจพลันนึกถึงแววตาที่ไม่ยอมแพ้ของสตรีอีกนางหนึ่ง...สตรีที่เขาไม่อาจปกป้องไว้ได้ “เพราะเวลาที่คนพวกนั้นแตกสลายลงต่อหน้าข้า มันเป็นภาพที่น่าดูชมยิ่งนัก” เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง ใกล้จนมู่ตานได้กลิ่นสุราที่ปนมากับลมหายใจของเขา “ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง คุกเข่าลงเสีย แล้วกล่าวคำขออภัยต่อข้าที่บังอาจต่อต้านในวันนั้น แล้วราตรีนี้ของเจ้าอาจจะง่ายขึ้น” มู่ต
Baca selengkapnya
บทที่ 4 เพลิงแค้นเพลิงปรารถนา 1
          ความเงียบที่โรยตัวลงมาหลังจากอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายร่วงหล่นสู่พื้นนั้น หนักอึ้งและตึงเครียดยิ่งกว่าความเงียบในสนามรบก่อนการประจัญบาน มู่ตานยืนนิ่งสงบอยู่ตรงนั้น ร่างเปลือยเปล่าของนางอาบไล้ด้วยแสงสีส้มสลัวจากคบไฟ ทำให้ผิวขาวผ่องของนางดูราวกับหยกเนื้อดีที่ส่องประกายเรืองรอง ทว่าความงามนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาที่น่าขนลุก          หลี่เฉียงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นน้ำตา ความอัปยศอดสู การอ้อนวอน หรือแม้กระทั่งการกรีดร้องด่าทอ แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นเพียงความเงียบงันและสายตาที่ทระนงองอาจคู่เดิม นางไม่ได้ยอมจำนน นางเพียงแค่เลือกสนามรบใหม่ สนามรบที่นางใช้ร่างกายของตนเป็นปราการด่านสุดท้าย และใช้ศักดิ์ศรีเป็นอาวุธที่มองไม่เห็น          ความขบขันในตอนแรกของเขาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดที่คุกรุ่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ นางกำลังท้าทายเขา ท้าทายอำนาจของเขาด้วยวิธีที่แยบยลที่สุด!     
Baca selengkapnya
บทที่ 4 เพลิงแค้นเพลิงปรารถนา 2
          ในชั่วขณะที่ความเจ็บปวดที่ฉีกกระชากร่างทำให้นางเผลอหลุดเสียงครวญออกมา มันคือเสียงที่แตกพร่า เป็นการสูญสิ้นพรหมจรรย์ การสูญสิ้นความเป็นองค์หญิงรัชทายาท และการสูญสิ้นตัวตนสุดท้ายที่นางเคยมี น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกจากหางตาอย่างเงียบเชียบ ไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความเสียใจ...          มันคือหยาดน้ำตาแห่งความแค้นที่เดือดพล่านจนกลั่นตัวออกมา!         ในครู่ยามที่เขาพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากนาง ความเจ็บปวดทางกายก็ได้ถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความอัปยศ มันกลายเป็นเหล็กในที่ลุกโชน จารึกลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของดวงวิญญาณ นางไม่ได้แตกสลาย แต่นางกำลังถูกตีตรา ถูกหลอมขึ้นมาใหม่          ราตรีนั้นยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด          พยัคฆ์ร้ายปรนเปรอความปรารถนาของตนบนร่างของนางครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทุกการเ
Baca selengkapnya
บทที่ 5 รุ่งอรุณแห่งเถ้าถ่าน
แสงสีเทาซีดของรุ่งอรุณค่อย ๆ ทอดลำ ผ่านช่องหน้าต่างที่ไม่ได้ปิดสนิท ตัดผ่านความมืดอันเย็นเยียบภายในห้องอย่างเชื่องช้า ก่อนจะทาบทับลงบนเปลือกตาที่บอบช้ำของมู่ตาน แต่ทว่าสิ่งที่ปลุกนางให้ตื่นจากห้วงฝันร้ายที่ไร้ภาพ กลับไม่ใช่แสงสว่าง หากแต่เป็นความเจ็บปวด มันเริ่มต้นขึ้นอย่างช้า ๆ ความปวดเมื่อยที่หนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่วางทับอยู่ทุกส่วนของร่างกาย ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวที่ชัดเจนขึ้นในทุกอณูของกล้ามเนื้อ นางรู้สึกถึงความระบมที่หัวไหล่ข้างซ้ายราวกับมันจะหลุดออกจากบ่า ความปวดหนึบที่สะโพก และความเจ็บแสบที่ต้นขาด้านใน ความรู้สึกแปลกปลอมและถูกย่ำยีที่อยู่ใจกลางกายของนางนั้นชัดเจนจนน่าสะอิดสะเอียน และมันคือสิ่งที่ตอกย้ำว่าค่ำคืนที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงแค่ฝันร้าย แต่มันคือความจริง นางยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เปลือกตาหนักอึ้งราวกับมีเหล็กถ่วงไว้ กลิ่นของสุรา กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ของบุรุษผู้นั้นยังคงอบอวลอยู่บนผ้าห่มขนสัตว์ที่หยาบกระด้างและบนผิวหนังของนางเอง มันเป็นกลิ่นแห่งความพ่ายแพ้และความอัปยศที่นางอยากจะหนีไป
Baca selengkapnya
บทที่ 6 หมากกระดานใหม่ 1
          มู่ตานยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองในห้องของหลี่เฉียง นางจ้องมองแววตาที่เย็นชาและล้ำลึกของตนเองในนั้น ราวกับกำลังทำความรู้จักกับสตรีแปลกหน้าที่เกิดใหม่จากกองเถ้าถ่าน          นางนั่งอยู่อย่างนั้นนานเท่าใดมิอาจทราบได้จนกระทั่งเสียงประตูห้องถูกเปิดออก ร่างของ จางมามปรากฏขึ้นที่ทางเข้า ใบหน้าของหญิงชรายังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นเดิม นางปรายตามองมู่ตานที่บัดนี้แต่งกายเรียบร้อยแล้ว ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า          “กลับเรือนของเจ้าได้แล้ว” หญิงชรากล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ ก่อนจะหันหลังเดินนำไป          มู่ตานบังคับกายที่เจ็บระบมให้ลุกขึ้นยืน แผ่นหลังตั้งตรง นางสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก้าวตามออกไป          การเดินทางกลับไปยังเรือนไผ่เร้นในยามเช้าตรู่คือความอัปยศที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกคมดาบกรีดร่าง แสงตะวันยามเช้าได้สาดส่อ
Baca selengkapnya
บทที่ 6 หมากกระดานใหม่ 2
          หลังจากกินข้าวต้มจนหมดถ้วย นางก็ปล่อยให้เสี่ยวเหลียนเก็บถาดออกไป แล้วกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง นางตัดสินใจที่จะสำรวจกรงของตนเองอย่างละเอียด นั่นคือเรือนไผ่เร้นที่นางเพิ่งกลับมาถึง...          นางเดินออกไปที่สวนเล็ก ๆ ด้านนอก ลานดินกว้างเพียงไม่กี่ก้าวถูกล้อมรอบไว้ด้วยกำแพงหินสูงทึบ ที่มุมหนึ่งของสวนมีต้นเหมยต้นหนึ่งยืนต้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว มู่ตานเดินเข้าไปลูบไล้กลีบดอกอันบอบบางนั้นเบา ๆ นางรู้สึกเหมือนกำลังมองดูเงาสะท้อนของตนเอง บุปผาที่ถูกพรากมาอยู่ในดินแดนอันหนาวเหน็บ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องเบ่งบานต่อไป          นางใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดในการวางแผน การทบทวนทุกข้อมูลที่นางมีอยู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลี่เฉียงคือพยัคฆ์ร้าย เขาตรงไปตรงมา บ้าอำนาจ กลยุทธ์ที่ต้องใช้กับเขาก็คือการปฏิเสธที่จะมอบความพึงพอใจให้เขา          ส่วนอิงเฟิง คือเหยี่ยวพิษที่ซ่อนอยู่ในเงามืด เขาฉลาด
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status