เข้าสู่ระบบหากเกวลี ไม่ใช่คนที่พรากชีวิตแพรไหมผู้หญิงที่เขาไปและหากเขาไม่จำต้องเข้าไปพัวพันกับชีวิตของเธออีกครั้ง ทัชชาน้องสาวแพรไหมคงไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของกฤติน พี่ชายของเกวลีที่เข้าใจในตัวทัชชาผิดคิดว่าสาวฝีปากร้ายน้องสาวแพรไหมผู้หญิงที่สังเวยชีวิตในอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทของเกวลีในวัยเยาว์ ตอกย้ำความแค้นที่ไม่เคยเลือนหายให้กับปยุตและทัชชา เกวลี หญิงสาวที่เป็นต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมดในชีวิตของเขากับทัชชา เธอจึงสมควรได้รับการเอาคืนอย่างสาสม ในขณะที่เพลิงร้ายแห่งความแค้นกำลังลุกโชน เพลิงรักก็บรรเลงโหมอย่างเร่าร้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน กำแพงความเกลียดที่เคยแกร่งทนค่อยๆ กร่อนพังโดยไม่รู้ตัว กว่าจะยอมรับความจริงว่าหลงรักผู้หญิงที่ตัวเองเกลียดจับใจ เขาก็ทำร้ายทั้งร่างกายและหัวใจของเธอจนบอบช้ำไปหมดแล้ว
ดูเพิ่มเติมบ่ายวันหนึ่งกลางฤดูฝน...เจ็ดปีก่อน
ภายในห้องรับแขกขนาดใหญ่โอ่โถงประดับประดาเฟอร์นิเจอร์บ่งบอกรสนิยมและความมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของสถานที่ได้เป็นอย่างดี กระเบื้องปูพื้นแผ่นเรียบสีงาช้างสะท้อนแสงดูมันเลื่อมน่ามอง แชนเดอเรียห้อยระย้าจากฝ้าเพดานเล่นระดับเพิ่มความหรูหราให้กับโซฟาราคาแพงที่ตั้งเข้ามุมเป็นระเบียบชิดผนัง
สาวน้อยรูปร่างระหงกำลังนั่งหน้าตื่นอยู่บนโซฟา เธอวางโทรศัพท์ลงบนแป้นมือไม้สั่น ใบหน้าสวยซีดเผือดไร้สีสันของเลือดฝาดสืบเนื่องมาจากความเป็นห่วงเป็นใยในตัวมารดาหลังทราบข่าวจากเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์และโทรมาแจ้งว่าพบมารดาของเธอประสบอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์ชนในตลาดขณะจะเดินทางกลับบ้าน
ร่างเพรียวระหงในชุดลำรองสมวัยด้วยเดรสตัดต่อกำมะหยี่สีไวน์เข้ารูปยาวเลยเข่าเล็กน้อยแต่งปกด้วยลูกปัดเงินวาว ผมหยักศกเป็นลอนสีน้ำตาลอ่อนถูกมัดรวบครึ่งศีรษะดูน่ารักสดใสขัดกับใบหน้ารูปไข่ดูมีวิตกจนไม่สามารถอำพรางซ่อนเร้นความกังวนที่ฉายชัดผ่านดวงตากลมวาวไว้ได้
เด็กสาวพยายามรวบรวมสติกวาดสายตามองสภาพพี่ชายที่เมาไม่เป็นท่าอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนนักเรียนนายทหารที่พากันมาตั้งวงปาร์ตี้กินเหล้ากันตามประสากระทั่งต่างสลบสไลให้เกลื่อนอยู่ทั่วทุกมุมห้องในขณะนี้ด้วยความร้อนใจ อดคิดถึงบิดาขึ้นมาไม่ได้ นี่หากท่านไม่ติดราชการอยู่ไกลข้ามจังหวัดแล้วละก็ ท่านคงเป็นที่พึ่งให้กับเธอได้อย่างแน่นอน
เม็ดฝนกำลังชโลมหล่นลงจากท้องฟ้าพร้อมเสียงคำรามก้องราวตั้งใจจะข่มขู่ให้เด็กสาวยิ่งขวัญผวา ทว่าความร้อนใจบวกกับไม่มีที่พึ่งทำให้เธอตัดสินใจคว้ากุญแจรถยนต์คันโปรดของพี่ชายพร้อมกับหยิบร่มคันโตพรวดพราดก้าวออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เกวลีไม่ลังเลใจที่จะนำรถยนต์คันสวยของกฤตินเคลื่อนไปตามเส้นทางมุ่งสู่ตลาดที่ตั้งอยู่ใจกลางตัวเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยความคุ้นชิน
อารมณ์เป็นห่วงในสวัสดิภาพของมารดาทำให้เด็กสาวร้อนใจ รถยนต์ราคาแพงถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงไปบนถนนสายเล็ก ๆ โดยลืมระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากถนนที่กำลังลื่นเพราะสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาอยู่ในขณะนี้
สองข้างทางล้วนเป็นนาข้าวสลับบ้านเรือนชาวไร่ชาวนาที่ปลูกกระจัดกระจายอยู่บนเนื้อที่ของตนเอง ที่ปัดน้ำฝนหน้ารถยังคงใช้งานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องขณะที่เด็กสาวขยับยืดตัวนั่งหลังตรงจดจ่อสมาธิตั้งใจในการมองเส้นทางฝ่าหยาดฝนที่หล่นลงมาไม่ขาดสาย
เธอกำลังขับรถเคลื่อนผ่านสี่แยกที่มีสัญญาณไฟกระพริบสีเหลืองเตือนให้ระมัดระวัง
แต่เพราะความร้อนใจทำให้หญิงสาวเผลอเรอ ลืมระวังว่าจะมีรถคันหนึ่งคันใดวิ่งสวนทางมาจากฝั่งตรงข้ามของถนน เธอจึงไม่สังเกตรถยนต์สภาพค่อนข้างเก่าที่วิ่งฝ่าสี่แยกพุ่งพรวดตรงมาเช่นกัน!...
และนั่นเป็นเหตุให้รถของเธอพุ่งเข้าปะทะกับรถคันดังกล่าวที่แล่นมาด้วยความเร็วเทียบเท่ากันสุดแรงเป็นสาเหตุให้รถคันหรูหมุนคว้างเป็นวง ท้ายปัดก่อนจะกระแทรกชนเสาไฟข้างทางขณะที่รถของคู่กรณีพุ่งกระเด็นเข้าใส่รถหกล้อซึ่งจอดอยู่ริมถนนข้างทาง ทำให้หน้ารถของสาวเคราะห์ร้ายยับย่นราวกระป๋องถูกอัดบีบบี้แบน
เหตุการณ์ที่เกิดสร้างความตระหนกให้กับเด็กสาวซึ่งทำได้แค่เพียงนั่งนิ่งหัวใจสั่นอยู่ในรถอย่างคนขวัญเสีย ดวงตาเบิกโพลงจับจ้องเหตุแห่งความวุ่นวายด้วยความรู้สึกตกใจเหมือนคนสติแตกขณะเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือของพี่ชายที่วางอยู่หน้ารถขึ้นมากดโทรติดต่อกลับบ้านโดยอัตโนมัติ
เธอกลัว ตกใจ ขวัญผวา!! สภาพรถคู่กรณีที่พังยับขณะที่พลเมืองดีหลายคนกำลังพยายามกรูกันเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บแต่เธอกลับไม่สามารถขยับกายลงจากรถได้ด้วยซ้ำเพราะอาการช็อคจากเหตุที่เกิด ความอ่อนเยาว์ทำให้เด็กสาวที่กำลังตื่นตระหนกตัดสินใจคว้าโทรศัพท์ขึ้นโทรติดต่อพี่ชายเพื่อขอความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก
“ไม่...กรีนขอโทษ กรีนไม่ได้ตั้งใจ...ไม่!!!”
เกวลีผวาตัวขึ้นจากเตียงนอนอย่างรวดเร็ว เสียงหวานตะโกนร้องสุดเสียง ใบหน้าสวยซีดเผือดเต็มไปด้วยหยดเหงื่อเม็ดโตบริเวณตีนผม เสียงลมหายใจหอบสะอื้นดังเบา ๆ ระบายความเสียใจผ่านละอองน้ำตา ภาพฝันร้ายซ้ำซากที่ตามหลอกหลอนมากว่าเจ็ดปีสร้างความทรมานร้าวใจให้หญิงสาวไม่เสื่อมคลาย ก้อนเนื้อในอกยังคงเต้นระรัวทำให้เห็นชัดเจนว่าเหตุการณ์เลวร้ายในวันวานยังคงทำร้ายหญิงสาวได้อย่างรุนแรงไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว
กาลเวลาที่ผ่านไปทำให้วัยวุฒิของเธอมีมากขึ้นตามลำดับ เธอจึงเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดใบขับขี่รถยนต์จึงอนุญาตให้บุคคลทำเมื่ออายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตย่อมเป็นคำอธิบายชั้นดี
หญิงสาวหอบลมหายใจเข้าลึกเต็มปอดก่อนจะค่อย ๆ ระบายออกพร้อมกับเสียงถอนสะอื้นและพยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้กลับสู่สภาวะปกติ เธอหย่อนปลายเท้าหยัดพื้นพลางสะบัดผ้าห่มออกจากตัว จากนั้นจึงเดินช้า ๆ ไปที่หน้าต่าง เธอเอื้อมมือดึงม่านเปิดรับแสงจันทร์รำไรขณะทอดสายตามองเหม่อออกไปด้านนอกอย่างไร้จุดหมายขณะที่นึกถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในอดีตที่ยังตามหลอกหลอนเธอมาจนถึงทุกวันนี้
สภาพใบหน้าอาบเลือดแดงฉานของสาวคู่กรณีซึ่งถูกเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยช่วยกันหามออกจากรถที่ยุบย่นไม่เหลือซากยังติดตรึงในความทรงจำของเธอไม่เคยลืม ร่างบอบช้ำถูกวางลงบนเตียงสนามโดยมีบุรุษพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
“คุณปู่ขา คุณย่าขา กุ๊กไก่มาแล้วค่ะ”ท่านกอบศักดิ์เปิดยิ้มดีใจเมื่อได้ยินเสียงหลานสาวคนโตวิ่งนำหน้าน้องชายเข้ามาพร้อมกับร้องเรียกหาท่านและภรรยาเสียงใส ท่านกางแขนเปิดรับร่างกลมที่โผเข้าใส่พร้อมกับจูบแก้มเหี่ยวย่นของท่านทั้งซ้ายขวาอย่างน่ารัก“คุณปู่คิดถึงกุ๊กไก่ไหมคะ” เด็กหญิงร้องถามประจบหลังจากหอมแก้มท่านทั้งสองข้าง“คิดถึงสิลูก ปู่คิดถึงกุ๊กไก่กับน้องเก่งมากที่สุดในโลกเลย” ท่านกอบตอบอย่างเอาใจหลาน“แล้วคุณย่าละคะ คุณย่าไปไหนคะคุณปู่ คุณย่าไม่คิดถึงกุ๊กไก่เหรอคะ” เด็กหญิงถามพร้อมกับกวาดสายตามองหาคุณย่า“คุณย่าก็คิดถึงกุ๊กไก่จ้ะ แต่ว่าคุณย่ายังไม่ว่างเพราะคุณย่าช่วยอากรีนเลี้ยงน้องเกรทอยู่ข้างบน” ท่านกอบศักดิ์อธิบายให้หลานช่างพูดฟังด้วยความเอ็นดู“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้กุ๊กไก่จะนอนกอดคุณปู่ คุณย่านะคะ คุณปู่คุณย่าจะได้หายคิดถึงกุ๊กไก่”เด็กหญิงวัยห้าขวบเอ่ยด้วยท่าทางแก่แดดแก่ลม ขณะที่เด็กชายวัยสามขวบไม่สนใจใครเพราะทันทีที่เข้ามาถึงก็ตรงดิ่งเข้าหาขนมที่ผู้เป็นย่าวางไว้รอท่า“แล้วนี่พ่อแม่เราไปไหนซะล่ะ มาส่งลูกทิ้งไว้แล้วหนีไปเที่ยวกันสองคนอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย” คุณปู่ถามหลานสาวเบา ๆ“ค่ะ คุณพ่
“เหน็บกินเหรอครับ” ปยุตกระซิบถามเบา ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวเริ่มนั่งไม่นิ่ง“นิดหน่อยค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พร้อมส่งยิ้มแหย ๆ ให้เขา“อดทนอีกนิดนะ เดี๋ยวผมนวดให้” เขาเอ่ยปลอบพร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจกระทั่งพิธีช่วงเช้าสิ้นสุดแขกเหลื่อจึงเริ่มทยอยกันกลับ ส่วนงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสจะถูกจัดขึ้นในตอนค่ำที่โรงแรมทำให้บ่าวสาวมีเวลาพักผ่อนอีกหลายชั่วโมงทีเดียว“เป็นยังไงบ้างคะคุณกรีน เมื่อยขาหรือเปล่า” ทัชชาถามยิ้ม ๆ เมื่อเห็นเจ้าบ่าวประคองเจ้าสาวลงจากตั่งน้ำสังข์ด้วยอาการทะนุถนอม“เหน็บกินค่ะ เดี๋ยวพอถึงคราวคุณช่าแต่งกับพี่กายบ้างแล้วจะรู้ว่ากรีนต้องอดทนแค่ไหน”“บ่นเก่งจริงคุณภรรยา ไป...เดี๋ยวผมจะไปนวดให้” ปยุตเอ่ยอย่างเอาใจ“หวานจริงนะคะพี่ยุต” ทัชชายิ้มบาง ๆ มองทั้งคู่อย่างมีความสุขและอดคิดไม่ได้ว่า หากเธอไม่มีกฤตินเคียงข้าง วันนี้เธอจะอิจฉาเกวลีมากสักแค่ไหน“พูดอย่างกับคุณกายเขาไม่หวานกับเราแนะ พี่เห็นร้องเรียกแต่เมียจ๊ะเมียจ๋าตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนทุกคนในบ้านเขาพากันเลี่ยนกินของหวานไม่ลงกันไปหมด” ปยุตกระเซ้าหญิงสาวยิ้ม ๆ“อื้อ...คุณกรีนดูพี่ยุตสิคะ” ทัชชาอายจนหน้าแดงรีบหันไปหาคนช่วย“น่ารักดีออกคะ ก
“พ่ออย่าโทษพี่กายเลยนะคะ” เธอเริ่มออกรับแทนพี่ชาย“ชะไอ้นี่...ไว้พ่อจะไปแพ่นกบาลมันเอง ส่วนคุณตอบคำถามผมมาอีกข้อ...” ท่านหันมาจ้องปยุตอีกครั้ง“ครับท่าน”“บอกตรง ๆ เลยนะ ผมยังไม่ไว้ใจที่จะปล่อยให้ไอ้กรีนไปอยู่ในความดูแลของคุณ ถ้ารักลูกผมจริงก็แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านผม ใกล้หูใกล้ตาผมกับแม่เขา คุณจะทำได้ไหม...”เกวลีเปิดยิ้มมองปยุตด้วยความตื่นเต้นและตั้งใจฟังคำตอบของเขาอย่างจดจ่อ“ครับท่าน ผมอยู่ที่ไหนก็ได้ถ้าที่นั่นมีเกวลีอยู่ด้วย” เขาตอบอย่างหนักแน่น“ดี ถ้าอย่างนั้นคุณไปหาผู้ใหญ่มาจัดการสู่ขอลูกสาวผมให้เรียบร้อย อ้อ...แล้วก็หาสินสอดมาให้ได้สิบเก้าล้านบาท แหวนเพชรเก้ากะรัต ทองอีกหนึ่งร้อยเก้าสิบบาท คุณทำได้ใช่ไหม” พ่อตายังไม่วายกลั่นแกล้งลูกเขย“พ่อ!...คุณยุตจะหาเงินมากขนาดนั้นมาจากไหนละคะ นี่พ่อตั้งใจจะขายหนูกินหรือยังไงคะเนี่ย แม่คะดูพ่อทำสิ” คนเป็นลูกทำหน้าง้ำ“ชะไอ้นี่...ไม่ทันไรออกรับแทนผู้ชายซะแล้ว ว่าไงคุณทำได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็บอกมาตรง ๆ อย่างลูกผู้ชายอย่าให้ผู้หญิงมาออกหน้า” ท่านกล่าวหยาม“ได้ครับท่าน”“คุณยุต!...จะบ้าเหรอ คุณจะเอาเงินมาจากไหนตั้งมากมายขนาดนั้น” เกวลีส่งสายตา
“แต่หนูจะแต่งกับคุณปยุตเท่านั้นคะพ่อ หนูไม่ได้รักพี่หมอวี หนูรักคุณยุต” เกวลีเอ่ยอย่างดื้อดึง“ไอ้กรีน! นี่แกเห็นมันดีกว่าพ่ออย่างนั้นเหรอ” ท่านกอบศักดิ์หันไปจ้องหน้าบุตรสาวอย่างเอาเรื่อง“หนูไม่มีวันเห็นเขาหรือใครดีกว่าพ่อแน่นอน แต่พ่อไม่มีเหตุผลนี่คะ หนูเป็นคนมีชีวิตจิตใจนะคะ อยู่ ๆ พ่อจะเอาหนูไปยกให้ใครที่ไหนทั้งที่หนูไม่เต็มใจได้ยังไงล่ะ หนูไม่มีวันยอม” เธอเถียงพร้อมกับทำหน้าง้ำใส่บิดาปยุตมองสองพ่อลูกถกเถียงกันไปมาด้วยความรู้สึกอ่อนใจ เพราะทั้งสองคนเหมือนถอดกันมาทั้งใบหน้าและท่าทางเอาเรื่อง ดูใบหน้าหงุดหงิดแสดงความไม่ได้ดังใจของคนเป็นพ่อก็พอจะรู้ว่าการต่อล้อต่อเถียงในลักษณะเอาชนะคะคานกันของสองพ่อลูกไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างแน่นอน เพียงแต่ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าทุกครั้งเท่านั้นเอง“แม่ว่าเราเข้าไปนั่งคุยกันดี ๆ จะดีกว่านะ มายืนทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก คุยกันแบบผู้ใหญ่จะดีกว่าไหมคุณ” เจ๊หม่วยซึ่งยอมรับอะไร ๆ ได้ดีกว่าคนเป็นสามีเอ่ยขัดขึ้นเบา ๆ“ไม่จำเป็น บ้านผมไม่ต้อนรับไอ้พวกหน้าตัวเมีย” ท่านยังไม่วายพาลพะโลพะเล“พ่อขา...” เธอกอดเอวท่านพลางส่งเสียงอ้อนใหม่
ที่ซึ่งมีแต่ความสนุกสนานจากเสียงดนตรีบรรเลงสลับเสียงกรีดร้องแสดงความพอใจผสานเคล้าคลอไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังก้องไปทั้งบริเวณบรรยากาศแห่งความรื่นเริงดูขัดกับแววตาเศร้าของหญิงสาวที่เพิ่งก้าวเข้ามาในคลับเพียงลำพัง ดูเหมือนเธอจะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าพวก ดวงตาไร้ความสุขบนใบหน้าเรียบตึงไม
ปฏิกิริยาของเกวลีดูจะค่อนข้างเย่อหยิ่งและนิ่งสงบอย่างไม่น่าเชื่อ หรือเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่มีผลกับเธอแม้แต่น้อย ทั้งที่เขามั่นใจว่าเขาคือคนแรกที่ได้ครอบครองร่างกายของเธอ จะเป็นไปได้ยังไงว่าเธอจะไม่รู้สึกรู้สมกับการจากลาของเขาบ้าง อารมณ์ฉุนเฉียวกำลังทำให้เขาหงุดหงิด เรื่องราวที่เกี่ยวกับศิลปินสาวกำลั
นภาศิริหยุดยืนเอียงคอมองเพื่อนดวงตาเป็นประกายล้อเลียน สองมือซุกกระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาวขณะเอ่ยเย้าเพื่อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอเห็นสายตาที่ปยุตจ้องมองนิตยสารดังกล่าวแล้ว และในห้องของเธอก็มีนิตยสารแบบเดียวกันนี้วางอยู่บนโต๊ะทำงานแล้วเช่นกัน เธอจึงทราบรายละเอียดเนื้อข่าวข้างในแล้วต่างจากเพื่อนที่คงเพิ่ง
“ฉันยังไม่ได้บอกแกเลยสักคำว่าแค้นเด็กนั่น แค่ฉันทำใจให้ลืมไม่ได้เท่านั้นว่าหล่อนคือต้นเหตุทำให้ไหมต้องตายไป ไม่ได้คิดอะไรกับหล่อนทั้งนั้นแหละ” ปยุตอธิบายด้วยเสียงหงุดหงิด“โล่งอกไปที...เอ่อ แล้วตอนนี้ทัชชาเขาไปอยู่ที่ไหนแล้วอ่ะ น้องสาวฉันเขาบ่นอยู่ว่าน้องคนรักแกหายตัวไปเป็นอาทิตย์แล้วนะยุต” หมอนทถา