Masukไฉ่หลิวเดินเคียงข้างเพ่ยหยูและอธิบายระเบียบของห
“แกน่ะหุบปากไปเลย! ฉันบอกไว้ก่อนนะว่าห้ามทำอะไรลับหลังฉันเด็ดขาด คุณชายเซี่ยไม่ใช่คนที่แกจะไปล่วงเกินได้” ถานม่อหันไปดุลูกชายที่ชอบกร่างไปทั่วของเขา ตระกูลเซี่ยไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะให้ใครไปยุ่งด้วยได้ง่าย ๆ ข่าวการปราบปรามเมื่อสองปีก่อนดังไปทั่วเมืองหลวง หากตระกูลเซี่ยไม่แข็งแกร่งจริงคงไม่สามารถผ่านมาได้โดยไร้ผลกระทบแบบนี้“ผมว่าคุณถานคิดมากเกินไปนะครับ คุณคงยังไม่รู้ว่าลูกน้องของผมผ่านเรื่องพวกนี้มาไม่น้อยแล้วตอนอยู่ซูโจว” ชางต้งชิงยังคงมั่นใจในคนของตัวเองมากว่าจะสามารถแก้แค้นให้ลูกสาวกับว่าที่ลูกเขยได้ไม่ยาก ขอแค่เขาสั่งการไปเท่านั้น“ผมไม่ได้คิดมากหรอกนะครับคุณชาง เรื่องนี้ผมไม่ขอร่วมด้วยก็แล้วกันนะครับ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ผมกับลูกขอตัวกลับก่อน” ถานม่อไม่อยากถูกชักจูงจากชางต้งชิงอีก เขายังไม่อยากเดือดร้อนเพราะคนต่างถ
“คุณชายฉิน แบบนี้มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ นี่ก็แค่เรื่องเด็ก ๆ ทะเลาะกัน” ถานม่อไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าแขกในงาน เขาจึงเอ่ยปากออกมา“ฮึ! ไม่เกินไปหรอกครับ แขกในงานของผมต้องเป็นคนรู้จักกาลเทศะและมารยาท คนที่คุณพามาพวกนี้ไม่มีบัตรเชิญเข้างานด้วยซ้ำแต่กลับมาสร้างความวุ่นวาย คุณคิดว่าตระกูลฉินจะไม่ปกป้องคนในครอบครัวเหรอครับ อีกอย่างเพ่ยหยูเป็นน้องสาวคนเดียวของผม ผู้หญิงคนนั้นกล้าดียังไงถึงได้มาดูถูกเธอ” ฉินกวงตอบกลับอย่างเย็นชา“ลากตัวออกไป!” หลงไป๋หันไปสั่งบอดี้การ์ดทั้งหกคนเสียงดัง เขาไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนไม่สำคัญพวกนี้ชางต้งชิง เถียนไป่ฮวา ชางเจียว ถานม่อ อี๋หลิงและถานจงถูกบอดี้การ์ดจับตัวลากอ
“ชู่...ไม่ร้องนะลูก เดี๋ยวแม่กับพ่อจัดการให้นะ” เถียนไป่ฮวาที่เลี้ยงชางเจียวอย่างตามใจมาตลอดเพราะเธอเคยแท้งลูกสาวไปจนเป็นโรคซึมเศร้า แต่พอรับเลี้ยงชางเจียวที่ชอบเอาอกเอาใจเธอกับสามีตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ เถียนไป่ฮวาก็รักชางเจียวมากไม่ต่างจากลูกในไส้“เจียวเอ๋อใจเย็น ๆ ก่อน พาพวกพี่ไปดูสิว่าใครมันกล้าลงมือกับคู่หมั้นของพี่” ถานจงเห็นสภาพคู่หมั้นที่ปกติหน้าตาสวยเฉี่ยวเข้าก็อดโกรธไม่ได้ ตอนนี้ใบหน้าของชางเจียวบวมเป่งจนเริ่มจะกลายเป็นสีม่วงคล้ำแล้ว“ฮึก...หนูจะพาทุกคนไปหาพวกเขาค่ะ” ชางเจียวแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อหน้าครอบครัวเหมือนกับที่เธอมักจะแสดงมาตลอดตั้งแต่ได้รับเลี้ยงจากตระกูลชางเพ่ยหยูที่ไปเข้าห้องน้ำโดยมีเ
“พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ คุยกันนานมากแล้ว” อ้ายอวี่ชวนทุกคนเมื่อเห็นพนักงานเริ่มยกอาหารมาที่โต๊ะของแขกในงาน“ทุกคนถ้าอยากกินอะไรเพิ่มก็บอกนะคะ หนูจะให้คนเอามาให้” เพ่ยหยูบอกตามฐานะที่ตัวเองเป็นหนึ่งในเจ้าภาพของงานแต่งงานครั้งนี้“พวกเรากินอะไรก็ได้ คุณหนูฉินไม่ต้องกังวลครับ” ฟู่เจิ้งหมิงบอกยิ้ม ๆ ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ได้รับของว่างอร่อย ๆ มากินรองท้องไปแล้ว ตอนนี้จึงไม่ได้หิวกันมากนักเพ่ยหยูพยักหน้ารับคำพร้อมรอยยิ้ม ไม่นานพนักงานก็มาถึงโต๊ะของพวกเธอและเริ่มวางอาหารนับสิบอย่างลงบนโต๊ะ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นอาหารมงคลที่เวยฉิงเลือกมาอย่างดี เธอตั้งใจจัดงานแต่งงานของตัวเองให้ออกมาอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองตามความชอบ ซึ่งฉินกวงเองก็ไม่ได้ห้ามอะไร เขาปล่อยให้เวยฉิงเลือกทุกอย่างตามใจ ฉินกวงเพียงแค่เป็นคนจ่ายเงินให้กับเวย
หกเดือนต่อมาเพราะการเร่งเร้าของตระกูลฉิน ทำให้ฉินกวงรีบไปสู่ขอเวยฉิงและจัดงานเลี้ยงแต่งงานในวันนี้ แขกเหรื่อทั่วเมืองหลวงที่ได้รับเชิญมาจากทั้งสองครอบครัวล้วนมีแต่คนใหญ่คนโตรวมถึงคนในวงการธุรกิจ เซี่ยเยี่ยนที่เรียนจบและดูแลบริษัทในต่างประเทศจนมั่นคงเดินทางกลับมาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้พร้อมกับเซี่ยตงพ่อของเขาเพ่ยหยูวันนี้แต่งตัวด้วยชุดราตรีสีฟ้าอ่อนที่เธอชอบและคอยดูแลญาติผู้ใหญ่อยู่ใกล้ ๆ ตั้งแต่เข้ามาถึงห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมใหญ่ใจกลางเมืองหลวง เพื่อนของเธอและพี่ชายพี่สาวห้าตระกูลใหญ่ต่างมากันพร้อมหน้าพร้อมตา พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อความสะดวกในการพูดคุยหลังจากไม่ได้พบกันมานาน“เซี่ยเยี่ยน กลับมาคราวนี้จะกลับไปอีกหรือเปล่า” กู้เฟิงถามเพื่อนที่กลับมาได้ไม่กี่วัน พ่อของเขาบอกว่าเซี่ยเยี่ยนเข้าบริษัทตอนไปติดต่องา
ช่วงหนึ่งปีมานี้เพ่ยหยูกับเพื่อน ๆ ดูแลร้านไอศกรีมได้เป็นอย่างดี ผลกำไรที่ได้รับมายังเพิ่มขึ้นทุกเดือนอย่างไม่น่าเชื่อ คงเพราะแถวนั้นไม่มีร้านน่านั่งพักผ่อนเหมือนกับที่ร้านของพวกเพ่ยหยู พอมีลูกค้ามามากขึ้น ที่ร้านต้องตั้งกฎไม่ให้ลูกค้านั่งนานเกินสองชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าคนอื่นที่อยากเข้ามาใช้บริการได้มีที่นั่งด้วย ซึ่งตอนแรก ๆ ก็วุ่นวายกันอยู่มากพอสมควร กระทั่งเหล่าลูกค้าเองก็เข้าใจดีว่าทุกคนต่างอยากมาพักผ่อนที่ร้านเหมือนกัน ลูกค้าที่เข้ามาจึงแบ่งปันที่นั่งและไม่ได้นั่งแช่ครึ่งค่อนวันกันอีกต่อไปเพ่ยหยูกับเพื่อนเคยคิดจะขยายร้านอยู่ครั้งหนึ่ง เพียงแต่พวกเขามองว่าไม่อยากขยายร้านเร็วเกินไปทั้งที่ผลกำไรยังไม่เพียงพอ ทั้งสามจึงตกลงกันว่าหากเมื่อไหร่ที่กำไรนั้นสามารถเช่าห้องและตกแต่งเพิ่มได้จึงจะลงมือขยายร้านงานปีใหม่ที่ผ่านมา เพ่ยหยูก็เข้าร่วมกับสี่ตระกูลใหญ่และห้าตระกูลรองเช่นกัน เธอแปลกใจมากที่ปีนี่
“ทราบแล้วค่ะคุณป้า ขอบคุณนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มหวานตอบ เธอไม่ได้รู้สึกกลัว ผอ.จู เหมือนกับคนอื่น เพราะเพ่ยหยูเคยเข้าสังคมกับครอบครัวบ่อย ๆ จึงคุ้นเคยกับผู้ใหญ่อย่าง ผอ
“เพ่ยหยู ต่อไปหนูต้องไปอยู่กับพวกเขานะจ๊ะ” เค่ออวี๋ที่วันนี้ออกมาส่งเพ่ยหยูเอ่ยบอกด้วยสีหน้าสงสาร เธอเสียดายที่ไม่พบครอบครัวของเด็กคนนี้มาก ทั้งที่จริงแล้วเค่ออวี๋คิดว่าครอบครัวของเพ่ยหยูน่าจะรวยมากแท้ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้รับเงินช
“อยู่ที่นี่อาหยูต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ลุงจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ” ตำรวจที่พามาอดสงสารเพ่ยหยูขึ้นมาไม่ได้ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ยังดีที่เขากับเพื่อนเก็บสิ่งของมีค่าของเพ่ยหยูซ่อนไว้ในกระเป๋าให้เธอแล้ว
เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ปี 1975 สภาพผู้คนในเมืองที่เงียบเหงาแห่งนี้ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เมืองริมคลองที่มีสภาพทรุดโทรมยังคงอยู่ ผู้คนในเมืองต่างไม่สนใจชีวิตของคนอื่น พวกเขาต้องการเพียงเอาตัวรอดไปวัน ๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงและการถูกควบคุมจากทางการอย่างเข้มงวดก็ไม่อาจทำให้พวกเขามีชีวิตอย่างอิสระได้







