Masukอยู่ดี ๆ พ่อก็จะให้แต่งงาน เหตุผลเพราะครอบครัวของเธอกำลังจะล้มละลาย บ้า! ใครจะไปยอมแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก
Lihat lebih banyakภายในบ้านหรรษรักษ์
“พ่อมีเรื่องสำคัญจะคุยกับแก” จักรชัยเอ่ยขึ้นขณะนั่งรับประทานอาหารเย็นกับลูกชายสองต่อสอง
“ครับ” รามิลตักข้าวเข้าปากรอฟังเรื่องสำคัญของพ่อ
แม่ของรามิลเป็นชาวอังกฤษ หย่าขาดกับพ่อของเขาตั้งแต่เขาอายุได้เพียงสิบสองขวบเพื่อไปแต่งงานใหม่กับชาวอังกฤษด้วยกัน แต่แม่ของเขาก็คอยแวะมาเยี่ยมเยียนลูกชายตลอด จนเขาเรียนจบปริญญาตรี พอเรียนต่อปริญญาโทรามิลก็ย้ายไปเรียนที่อังกฤษกับแม่ หลังจากเรียนจบก็กลับมาทำงานที่เมืองไทยตามเดิม
ส่วนจักรชัยก็ครองตัวเป็นโสดเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่หล่อรวยและสุขภาพดี จนดูไม่ออกเลยว่าตอนนี้เขาอายุห้าสิบห้าแล้ว มองแค่ภายนอกก็คงจะดูแค่สี่สิบต้น ๆ
“แกต้องแต่งงานกับหนูพราว” พูดเสียงเรียบแล้วชำเลืองมองลูกชายอย่างคาดหวัง จักรชัยรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากและละเอียดอ่อนมากสำหรับผู้ชายที่ครองตัวเป็นโสดมาจนอายุสามสิบปีอย่างรามิล ทั้งที่ชีวิตเพียบพร้อมทุกด้าน จักรชัยไม่อยากบังคับลูกชาย แต่เพราะมีลูกชายคนเดียวจักรชัยจึงอยากมีหลานน้อยกับเขาบ้าง
“เธอเป็นใครครับ?” ถามเสียงเรียบ แต่มีคำตอบในใจอยู่แล้ว อุตส่าห์โสดมาตั้งนานจะให้มาแต่งงานง่าย ๆ มันใช่เรื่องที่ไหน
“ลูกสาวเพื่อนพ่อ”
“ทำไมผมต้องแต่งด้วยครับ” เอาแล้วไงได้ยินคำถามแบบนี้จากปากลูกชายทีไรรู้สึกใจคอไม่ดีทุกที
“บริษัทเขากำลังจะล้มละลาย”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับผมครับ” นั่นไงผิดอย่างที่จักรชัยคิดไว้ที่ไหน พอคุยเรื่องแนวรัก ๆ ใคร่ ๆ ทีไรตอบแบบไม่เกรงใจคนฟังทุกที
“รามิล นี่แกกลายเป็นคนใจดำไปตั้งแต่เมื่อไร” น้ำเสียงผิดหวังในความคิดของลูกชายเป็นที่สุด
เรื่องนี้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นพ้องต้องกันเพราะลูกสาวเพื่อนก็ยังโสด อีกทั้งการแต่งงานครอบครัวหรรษรักษ์ก็จะได้ไม่ต้องเสียเปรียบที่ต้องใช้หนี้ให้กับทางครอบครัวคณาภิรมย์ และต้องช่วยฟื้นฟูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ฝั่งโน้นด้วย
“ถ้าเราเป็นฝ่ายอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ้างล่ะ”
“ให้มันถึงวันนั้นก่อนครับ แน่นอนว่าผมไม่ให้พ่อยัดเยียดผมให้แต่งงานกับคนอื่นเหมือนกับที่เพื่อนพ่อกำลังทำอยู่แน่นอน ถ้าพ่อสงสารเขามากพ่อก็แต่งเองสิครับ” รามิลไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่กำลังคิดอะไรอยู่ มีที่ไหนอยู่ดี ๆ จะให้แต่งงาน ทั้งที่ทั้งสองยังไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ
“รามิล!” ลูกคนนี้มันก็ช่างคิด คิดอะไรก็ไม่คิดดันคิดจะให้พ่อไปแต่งงานกับสาวรุ่นลูกซะงั้น
“ตามนั้นครับพ่อ ไม่แต่งก็คือไม่แต่ง พ่อได้ฤกษ์วันไหนก็บอกผมด้วยละกัน ผมไปทำงานก่อนนะครับ”
ว่าแล้วร่างใหญ่ที่สูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซ็นติเมตรก็ลุกขึ้นเดินมาที่รถเพื่อไปดูงานที่ผับ ในช่วงกลางวันเขาจะไปทำงานที่โรงแรมรามิลซึ่งเป็นโรงแรมระดับห้าดาว ส่วนตอนกลางคืนจะเข้าไปดูงานที่ The Racha ผับ ซึ่งเขาเป็นหุ้นส่วนกับชานนท์เพื่อนของเขา และจะกลับเข้าบ้านประมาณเกือบเที่ยงคืนของทุกวัน ชีวิตเขาทำงานหนักแบบนี้เสมอมา ในหัวยังไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานแม้แต่เสี้ยวเดียว ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากแต่งแต่เพราะเขายังไม่เจอคนถูกใจ ขอกินแบบเงียบ ๆ อย่างนี้ไปดีกว่า
“รามิล! โธ่ ไอ้ลูกคนนี้” จักรชัยบ่นตามหลังแต่เหมือนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะไม่ค่อยสนใจคำพูดของเขานัก
“ฉันจะทำอย่างไรดีแม่เรียม” จักรชัยขอคำปรึกษาจากแม่บ้านที่เลี้ยงดูรามิลมาตั้งแต่เด็ก จนรู้ว่าเขานิสัยใจคอเป็นเช่นไร
“คุณท่านก็อย่าบังคับคุณหนูสิคะ” ป้าเรียมบอกกับประมุขของบ้านเพราะรู้ดีว่ารามิลถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจแค่ไหน และเกลียดการบังคับที่สุด
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะถ้าไม่บังคับ ประชาเป็นเพื่อนรักของฉันนะ ฉันจะปล่อยให้เขาล้มละลายได้ยังไง” สีหน้าดูหนักใจ เพราะใช่ว่าตัวเองอยากจะแต่งงาน เขาก็มีเรื่องเครียดที่บอกใครไม่ได้เหมือนกัน
กว่าจักรชัยจะมีทุกอย่างในวันนี้ก็เพราะประชาเพื่อนของเขาคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ตั้งแต่ทุนเริ่มก่อตั้งบริษัทส่วนหนึ่งก็เพราะประชาเป็นคนช่วย จนตอนนี้มีโรงแรมในเครือหรรษรักษ์ทั้งหมดห้าสาขาด้วยกัน โดยมีโรงแรมรามิลเป็นหนึ่งในนั้นและเป็นโรงแรมแรกที่จักรชัยสร้างขึ้นมาเพื่อยกให้เป็นของขวัญให้ลูกชายคนเดียวของเขา
ความสำเร็จส่วนหนึ่งก็มาจากเพื่อนของเขา ที่คอยเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้เขามาโดยตลอด แต่พอถึงคราวเพื่อนล้มจะไม่ให้เขายื่นมือเข้าไปช่วยได้อย่างไร
“การแต่งงานต้องเริ่มจากความรักนะคะคุณท่าน”
เรียมพูดทิ้งท้ายก่อนจะเก็บจานชามแล้วเดินเข้าไปในครัว
“จะให้เริ่มจากความรักได้ยังไง ก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องด่วน” จักรชัยพูดกับตัวเองเบา ๆ บริษัทหรรษรักษ์ต้องเข้าไปช่วยคณาภิรมย์ให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่งและเติบโตไปด้วยกัน
อนุชิตยืนรอรามิลอยู่ที่รถ “เดี๋ยวฉันขับไปเอง” รามิลบอกกับคนขับรถ รู้สึกอารมณ์ไม่ดี จึงอยากใช้ความคิดอยู่เงียบ ๆ คนเดียว
“ครับนาย”
“ถ้าคุณไม่บอกก็ไม่มีใครรู้” “แต่ฉันจะบอกค่ะ” น้ำเสียงทั้งคู่กระซิบเบา “ถ้าคุณบอกผมก็จะ…” เว้นไว้ให้เธอคิด “จะอะ…” ริมฝีปากของคนที่จ้องจะจูบอยู่แล้วทาบทับลงบนกลีบปากเนียนนุ่ม บดเบียดดูดดึงเรียวลิ้นของคนตัวเล็กอย่างตะกละตะกลาม เขาคิดถึงจูบของเธอ เขาทรมานที่ต้องหักห้ามใจตัวเอง เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหน เขาเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ อยู่ใกล้เธอแล้วเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ มุมที่ทั้งสองยืนมีพุ่มไม้บดบังเอาไว้จึงไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ กลีบปากร้อนดูดดึงเรียวปากเล็กและลิ้นนุ่ม ๆ อย่างดุเดือด “อื้อ” เธอผลักอกเขาออกก่อนที่จะหมดแรงต้าน “อย่าทำแบบนี้ได้ไหมคะ” ดวงตาของเธอหรี่ปรือเพราะความวาบหวาม ว่าจบร่างเล็กกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าบ้าน คนร่างโตก็หงุดหงิดในตัวเองที่เขาไม่สามารถทำอะไรเธอได้มากไปกว่าการจูบ วันต่อมาที่ห้องทำงาน แพรวพราวนึกขึ้นได้จึงโทร. หาน้องสาว “พร ปิดเทอมไปเที่ยวกับพี่ไหม” “ที่ไหนคะ” “เชียงราย” “อือ ก็ดีเหมือนกันค่ะ แต่พรข
“พ่อเจอกับแม่ตาหวานนั่นด้วย ลูกยังไม่เลิกยุ่งกับหล่อนอีกรึไง” จักรชัยทำเสียงเข้มเหมือนไม่พอใจ “เลิกแล้วครับพ่อ แต่ผมยังไม่ได้บอกเธอครับ” “ไปเคลียร์ให้เรียบร้อยซะ อย่าให้มาเดินเพ่นพ่านที่นี่อีก” ถึงจะตามใจลูกแค่ไหน แต่ถ้าสิ่งไหนคิดว่าไม่เหมาะสมจักรชัยก็ไม่เห็นด้วยเด็ดขาด “ครับพ่อ” ก้มหน้าคุยกับพ่อเสียงเบา ไม่ยอมสบตาเพราะกลัวพ่อจะรู้ว่าซ่อนอะไรไว้ในแววตาคู่นั้น “รามิล!” เรียกลูกชายเสียงเข้ม “ครับผม” เงยหน้ามองพ่อ จักรชัยใช้นิ้วจิ้มที่แก้มตัวเอง“แก้มเลอะ”เขาลืมไปรอยลิปสติกของแพรวพราวว่าจบจักรชัยก็เดินออกไปอย่างเงียบ ๆ คนร่างโตเอามือถูแก้มตัวเองเบา ๆ เพื่อเกลี่ยให้รอยลิปสติกจางลง ยืนเขินอายหูแดงอยู่คนเดียว แพรวพราวเดินลงมาดื่มกาแฟด้านล่าง นั่งอ่านหนังสือไปพลาง ๆ ให้สบายอารมณ์ก่อนค่อยกลับไปทำงานต่อ ไม่อยากให้สมองว่างเดี๋ยวเผลอคิดเรื่องของผู้ชายหน้าตาหล่อร้ายกับผู้หญิงที่ชื่อตาหวานนั่น ไม่อยากคิดไปถึงตอนที่ทั้งสองนัวเนียกัน มันหงุดหงิดงุ่นง่านในหัวใจ “คนเลว” แพรวพราวสะบัดหน้าให้เรื่องของเขาออก
ภายในห้องทำงานวันนี้รามิลกับแพรวพราวสงบศึกกันหนึ่งวัน ต่างคนต่างนั่งทำงานกันอย่างเงียบ ๆก๊อก ก๊อก ก๊อก ร่างสะโอดสะองของหญิงสาวนางหนึ่งเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา ตามด้วยร่างของเลขาคนสวยคนตัวโตลุกจากเก้าอี้ แล้วตาหวานก็โผเข้าไปเกาะแขนคนร่างใหญ่จนรามิลตั้งตัวไม่ทัน“รามิลขา ตาหวานคิดถึงคุณจังเลยค่ะ” “คือว่า…รดีบอกคุณตาหวานแล้วค่ะแต่เธอไม่ฟังค่ะ” ยลรดีบอกอย่างเกรงใจ เธอห้ามตาหวานไม่ได้จริง ๆ “ไม่เป็นไรครับคุณรดี คุณมีอะไรก็ไปทำเถอะครับ” รามิลพูดตัดความกังวลของเลขา เขารู้ดีว่าตาหวานเป็นผู้หญิงแบบไหน “คุณมีธุระอะไรกับผมหรือครับ” พูดพลางแกะมือที่เกาะอยู่เหมือนปลิงออกจากลำแขนจนหลุด “ก็คุณไม่โทรหาตาหวานเลยนี่คะ เมื่อไรคุณจะมีเวลาไปนอนกับตาหวานอีกคะ” ตาหวานพูดจาออเซาะปรายตามองสาวสวยที่ยังนั่งอยู่ในห้อง ตาหวานไม่รู้ว่าเธอเป็นใครถึงมานั่งในห้องของรามิลได้ เดือนกว่าแล้วที่รามิลไม่ได้เรียกใช้งานเธอ “ตาหวาน!” รามิลเอ่ยขึ้นเสียงดัง เขารู้สึกระคายหูกับคำพูดของผู้หญิงคนนี้นัก รามิลเหลือบมองหน้าแพรวพราวด้วยความรู้สึกที่เดาใจเธอไม่ออก เพราะเธอเอา
“ความหวังคุณจักรชัยใกล้จะเป็นจริงแล้วสินะครับ” ธาราพูดใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้ม “อืม ขอให้เป็นอย่างที่คิดซะทีผมจะได้เลิกห่วงรามิล ติดที่หนูพราวนี่แหละจะยอมใจอ่อนให้รามิลหรือเปล่า” “อยู่ที่ความสามารถของคุณรามิลแล้วล่ะครับ” ธารายิ้มอบอุ่นให้กับคนตรงหน้าที่เป็นทั้งเจ้านายและคนรัก มาถึงบ้านหรรษรักษ์จอดรถเสร็จแพรวพราวก็รีบเดินเข้าบ้าน พอดีที่จักรชัยก็กำลังลงจากรถเช่นกัน “พราว! เดี๋ยวก่อนสิพราว” รามิลกำลังจะสาวเท้าตามร่างเธอไป “รามิล!” จักรชัยเอ่ยเสียงดุกับลูกชาย “ครับพ่อ”“พูดจาไม่ให้เกียรติหนูพราวเลยนะ คำว่าคุณหายไปไหน”“อยู่ในใจครับ” อยากจะพูดว่าก็เมียผมอะพ่อ จะให้เรียกคุณทำไมกัน“เมื่อไหร่จะโตซะที ไหนบอกกับพ่อว่าจะให้เกียรติหนูพราวในฐานะแฟนพ่อไง”“โธ่ คุณพ่อ”“อย่าให้พ่อได้ยินว่าเรียกหนูพราวแบบนี้อีก”จักรชัยพูดจบก็เดินเข้าบ้านไปก่อนลูกชาย อยากจะขำแหละแต่กลั้นไว้ก่อน“โธ่เว้ย!” เขาหงุดหงิดที่พูดอะไรไม่ได้ บอกใครก็ไม่ได้ ยืนหมุนคว้างอยู่สนามหน้าบ้าน คิดอะไรไม่ออกจึงโทรหาเพื่อนหวังหาที่พึ่ง





