Masukภายนอกนางคือองค์หญิงเจ้าสำราญ รับชายบำเรอเข้ามาถึงสามคน แต่เบื้องหลังชื่อเสียงที่คาวโลกีย์นั้น แท้จริงนางกำลังก้าวสู่แผนการใหญ่ ชายบำเรอทั้งสามไม่เพียงทำหน้าที่บนเตียงได้ดี แต่ยังเป็นกลุ่มคนสำคัญที่จะช่วยเหลือนางอยุ่เบื้องหลัง นอกจากต้องรับมือกับเรื่องราวชวนปวดหัวในราชสำนัก นางยังต้องรับศึกหนักจากบุรุษทั้งสามที่ชิงความโปรดปรานจากองค์หญิงเจ้าสำราญผู้นี้ด้วย
Lihat lebih banyak“องค์หญิงสามทรงเรียกเหล่าขุนนางมาคัดเลือกเป็นที่ปรึกษา ดูก็รู้ว่านางหาชายบำเรอมากกว่า”
“เจ้าพูดถูก ที่ปรึกษาที่ไหนกัน ใครๆ ก็รู้ว่านางแค่หาหนุ่มรูปงามไปปรนนิบัติบนเตียงเสียมากกว่า วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นหาความสำราญ ช่างไม่เห็นแก่หน้าฮ่องเต้บ้างเลย”
เสียงกระซิบกระซาบดังเล็ดลอดออกมาจากหลังพุ่มไม้ข้างตำหนักเฟิ่งหลัว นางกำนัลสองคนชะโงกหน้ามองขบวนบุรุษรูปงามที่ยืนเรียงรายอยู่ลานกว้าง
องค์หญิงสามซ่งซือหนิง ในชุดอาภรณ์สีแดงเพลิง นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้ นางปรายตามองเหล่าบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะโลมเลีย แต่ลึกๆ กลับฉายแววพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มือเรียวยกจอกสุราขึ้นจิบหนึ่งคำ ก่อนจะลุกขึ้นเดินสำรวจเรือนร่างของเหล่าขุนนางที่นางเรียกมาหา
องค์หญิงสามใช้พัดในมือเชยคางของบุรุษที่ยืนเรียงรายไปทีละคน บางคนนางหยุดยืนมองแล้วลากปลายพัดไปที่แผงอก มือเรียวยกขึ้นสัมผัสที่หน้าท้องของบุรุษตรงหน้าอย่างจงใจ แววตาฉายความพึงพอใจตามแบบสตรีเจ้าสำราญ
“ข้าเลือกได้แล้ว” ร่างอรชรกลับไปนั่งที่ ก่อนจะชี้ไปที่บุรุษสามคนซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น
“พวกเจ้าสามคน... ก้าวออกมา”
บุรุษสามคนก้าวออกมาข้างหน้าด้วยท่าทางที่แตกต่างกัน
จางอวิ๋นเซียว ขุนนางกรมพิธีการ เป็นบุตรชายของราชครูจาง เขาขยับรอยยิ้มบางที่มุมปาก ใบหน้ารูปงาม ผิวพรรณดูสะอาดสะอ้าน ดวงตาคมกริบฉายแววขี้เล่นแต่ก็สำรวมท่าที
สือซื่ออัน บุรุษสูงเจ็ดฉื่อ เขายืนตัวตรง ใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกตามแบบฉบับแม่ทัพน้อยที่คุมกองกำลังทัพในเมืองหลวง เป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่ปราบอุดรที่มีกำลังทหารในมือถึงแสนนาย
ส่วนไป๋เมิ่งเทา ขุนนางในกรมโยธา บุตรชายคนรองของเสนาบดีกรมคลัง เขายืนอย่างสง่างาม ยืดอกอย่างองอาจ ใบหน้ายิ้มแย้มแต่แฝงด้วยความฉลาดเฉลียว
ซ่งซือหนิงหยิบจอกสุราขึ้นจิบอีกครั้ง มือเรียวค่อยๆ วางจอกสุราลง แล้วโบกมือเล็กน้อย
“คนอื่นกลับไปให้หมด”
บุรุษรูปงามที่เป็นทั้งขุนนางขั้นกลางและคุณชายจากตระกูลใหญ่ ต่างมองหน้ากันด้วยความเสียดาย ก่อนจะล่าถอยออกไป
ซ่งซือหนิงลุกขึ้นเดินนวยนาดเข้ามาหาชายทั้งสาม นางหยิบป้ายหยกสลักลายหงส์สามชิ้นออกมาจากถาดที่นางกำนัลคนสนิทถือไว้ แล้วยื่นให้กับทั้งสามคน
“นี่คือป้ายผ่านทางตำหนักเฟิ่งหลัว” นางยัดป้ายใส่ทางมือของจางอวิ๋นเซียวเป็นคนแรก พลางไล้ปลายนิ้วไปบนฝ่ามือของเขา
“ตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของข้านั้นงานหนักนัก พวกเจ้าต้องพร้อมรับใช้ข้าทุกเวลา... ไม่ว่าจะกลางวัน หรือกลางคืน” น้ำเสียงนั้นกล่าวอย่างเชิญชวนจนขันทีรับใช้ลอบมองหน้ากับท่าทีขององค์หญิงเจ้าสำราญผู้นี้
“กระหม่อมจางอวิ๋นเซียว ยินดีรับใช้องค์หญิงสาม” เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“กระหม่อมสือซื่ออัน จะทำตามพระบัญชาอย่างเต็มความสามารถ” น้ำเสียงของแม่ทัพน้อยกล่าวเสียงเข้ม พลางรับป้ายหยกจากมือของนาง
นางยื่นป้ายหยกอันที่สามมอบให้แก่ขุนนางหนุ่มกรมโยธา เขารับป้ายหยกมาพินิจพลางยิ้มรับ
“ในเมื่อองค์หญิงทรงเมตตาถึงเพียงนี้ กระหม่อมไป๋เมิ่งเทา ย่อมต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อให้ทรงสำราญที่สุด”
ซ่งซือหนิงยิ้มบางๆ นางกวาดสายตามองไปรอบด้านที่เต็มไปด้วยหูตาของศัตรู ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างพอใจด้วยกิริยาที่ดูสำราญอกสำราญใจ
นางกำลังที่ลอบนินทาในตอนแรกต่างก็ส่ายหน้ากับกิริยาที่ไม่สำรวมขององค์หญิงผู้นี้ นางถือว่าเป็นองค์หญิงที่เกิดจากพระสนมเอกที่ฮ่องเต้ทรงโปรด จึงเอาแต่ใจและทำตัวไม่สนใจสายตาของเหล่าข้ารับใช้
“ตามข้าเข้าไปในตำหนักเถิด ข้ามีเรื่องให้พวกเจ้าให้คำปรึกษาอยู่” นางกล่าวพร้อมแววตาที่โลมเลีย
“พ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสามต่างคุกเข่าลงรับรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง แม้ภายนอกจะดูเหมือนบุรุษที่ตกหลุมเสน่ห์องค์หญิงเจ้าสำราญ แต่ในใจของทั้งสาม ต่างคำนวณหมากในใจไว้อย่างแม่นยำ เป้าหมายใหญ่ของพวกเขาไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่ปรึกษาข้างกายหรือชายบำเรอบังหน้า แต่คือตำแหน่งพระราชบุตรเขยที่จะทำให้ตระกูลของตนเรืองอำนาจถึงขีดสุด
ซ่งซือหนิงหมุนตัวกลับเตรียมเข้าข้างในตำหนัก ทิ้งท้ายไว้เพียงเสียงหัวเราะใสกระจ่าง
“เร็วเข้า ที่ปรึกษาทั้งหลาย ข้าแทบจะรอให้พวกเจ้าให้คำปรึกษาข้าไม่ไหวแล้ว”
*******************
ท่ามกลางความเงียบสงัดยามวิกาล แม่ทัพหนุ่มสือซื่ออันก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงานข่าวล่าสุดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“ทูลองค์หญิง สายสืบของกระหม่อมที่วางเครือข่ายไว้รอบวังหลัง พบบันทึกการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยจากตำหนักหลันฮวาพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้จ้าวผินกำลังลอบวางแผนการบางอย่างเพื่อชิงความโปรดปรานให้แก่องค์ชายหกซ่งเล่อเทียน และที่น่าแปลกคือ ในช่วงไม่กี่วันมานี้นางได้ส่งคนสนิทติดต่อเข้าออกตำหนักขององค์หญิงเจ็ดอยู่บ่อยครั้งอย่างผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ฟังคำรายงาน ซ่งซือหนิงที่กำลังเอนกายพิงตั่งไม้ก็พลันเลิกคิ้วขึ้น นัยน์ตาคู่หงส์ฉายแววขบขันก่อนจะหลุดสรวลออกมาเบาๆ อย่างนึกสมเพช“หึๆ ช่างน่าขันนัก บรรดาพระสนมในวังหลังแห่งนี้ วันๆ คิดแต่จะหาเศษหาเลยกับความโปรดปรานอันฉาบฉวยของเสด็จพ่อ” องค์หญิงสามส่ายหน้าพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยัน“เสวียนฮองเฮาตั้งชื่อโอรสทั้งสองโดยหยิบยืมพระนามของฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟย เอาคำว่า ‘เทียน’ ไปตั้งชื่อองค์ชายใหญ่ซ่งเทียนหรง เอาคำว่า ‘เฟย’ ไปตั้งชื่อองค์ชายรอง ซ่งหยางเฟย หวังจะอวดอ้างความเป็นสายเลือ
“เสียสละงั้นหรือ รักษาพี่ใหญ่งั้นหรือ เสด็จแม่... ท่านช่างลำเอียงและเลือดเย็นยิ่งนัก”ซ่งหยางเฟยแผดเสียงหัวเราะอย่างคนเสียสติ ก่อนจะเริ่มอาละวาดขว้างปาแจกัน ตลอดจนโต๊ะเก้าอี้ไม้เนื้อดีภายในห้องจนล้มคว่ำเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าด้วยความหวาดกลัวชายหนุ่มทั้งเสียใจและแค้นใจที่ตนเองทุ่มเททำทุกอย่างโกงกินแผ่นดินเพื่อตำหนักคุนหนิง ทว่ายามพ่ายแพ้ กลับถูกมารดาแท้ๆ และพี่ชายร่วมอุทรถีบหัวส่งให้เป็นแพะรับบาปอย่างไร้เยื่อใย“พี่ใหญ่... เจ้าช่างเหี้ยมโหดนัก วางแผนสลัดเบี้ยหลุดพ้นมลทินก้าวสู่บัลลังก์อย่างสง่างาม บนหยาดเหงื่อและรอยเลือดของข้า” ซ่งหยางเฟยกดเสียงต่ำ ทรุดกายลงนั่งกุมขมับแต่ก็ไม่แปลกใจนัก เพราะก่อนหน้านี้เขามีผลงานโดดเด่นกว่าพี่ใหญ่ มารดาก็ดูเหมือนจะเอนเอียงมาทางเขามากกว่า บัดนี้เมื่อถูกน้องชายเปิดโปงกลางท้องพระโรง หากนางจะเลือกข้างใหม่ก็คงไม่ผิด เพราะไม่ว่าใครระหว่างตนกับพี่ชาย หากได้เป็นรัชทายาท นางก็ล้วนได้ประโยชน์ทั้งสิ้นแม้ในใจจะเดือดดาลจวนเจียนจะระเบิด ทว่าเขาล่วงรู้ดีว่ายามนี้ตนเองไร้ซึ่ง
พระสนมจ้าวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ขณะที่มององค์ชายหกของตน“ในเมื่อองค์ชายสี่เก่งกาจและมีสิทธิ์ชิงบัลลังก์มังกรได้ เหตุใดองค์ชายหกของข้าจะไม่มีสิทธิ์เล่า” จ้าวผินเค้นเสียงต่ำ แววตาฉายประกายละโมบ“สายเลือดมังกรเหมือนกัน อายุอานามก็ไล่เลี่ยกัน หากองค์ชายสี่ทำได้ เล่อเทียนของข้าก็ต้องทำได้เช่นกัน ก่อนจะถึงวันประกาศแต่งตั้งรัชทายาทอย่างเป็นทางการ ข้าในฐานะมารดา จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อผลักดันดันเขาให้โดดเด่นเหนือกว่าผู้ใดให้จงได้”เสี่ยวซูได้ฟังก็ตาโต รีบกราบทูลถามด้วยความกระตือรือร้น “พระสนมทรงวางแผนการอันใดไว้แล้วหรือเพคะ พวกเราจะใช้กลยุทธ์ใดผลักดันองค์ชายหกให้โดดเด่นดีเพคะ”จ้าวผินไม่ได้เอ่ยวาจาตอบกลับในทันที นางเพียงแต่ยกถ้วยชาขึ้นแตะริมฝีปากอิ่ม คลี่ยิ้มลึกล้ำลึกลับดั่งนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แววตาคู่สวยฉายประกายแผดเผาแฝงไปด้วยเล่ห์กลอุบายอันร้ายกาจที่ยังมิอาจเปิดเผยให้ผู้ใดล่วงรู้ในยามนี้“หึๆ เรื่องนั้นเจ้ามิต้องร้อนใจไปเสี่ยวซู หมากกระดานนี้ข้าขอมองดูหวงกุ้ยเฟยและฮองเฮาฟัดเหวี่ยงกันให้หนำใจเสียก่อน ส่วนแผนการของข้า
ครู่ต่อมา หลังจากหมอหลวงถวายการฝังเข็มจนเสร็จสิ้น เสวียนฮองเฮาก็ลืมพระเนตรฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าครานี้นางสิ้นฤทธิ์เดช ไม่หลงเหลือคราบหงส์ผู้หยิ่งผยองอีกต่อไป พระนางซบพระพักตร์ลงกับหมอนอิง ร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจดั่งคนที่สิ้นหวังในชีวิตทั้งปวง“เทียนหรง หมดสิ้นแล้ว เงินทองไม่มี ผลงานก็พังพินาศ ต่อไปนี้พวกเราจะเอาสิ่งใดไปสู้กับหวงกุ้ยเฟยและลูกๆ ของมันได้อีก” เสวียนเฟิงเหยาเอ่ยเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มซ่งเทียนหรงเห็นพระมารดาฟื้น จึงรีบโบกมือไล่หมอหลวงและนางกำนัลให้ออกไปนอกห้องจนหมดสิ้น เมื่ออยู่กันตามลำพังสองคนแม่ลูก ชายหนุ่มก็ขยับเข้าไปทรุดกายลงนั่งข้างเตียง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเด็ดขาดอย่างน่ากลัว“เสด็จแม่ ทรงฟังลูกให้ดีพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อยามนี้สถานการณ์บีบคั้น พวกเราจำเป็นต้องเลือกสลัดหมากบางตัวเพื่อรักษาหมากสำคัญไว้พ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่กระซิบเสียงต่ำฮองเฮาชะงัก ขมวดคิ้วมองโอรสองค์โตด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”“เสด็จแม่ทรงคิดดูเถิดพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้อย่างไรเสียหยางเ











