تسجيل الدخول“แม่คงรับปากคินตอนนี้ไม่ได้ คงต้องถามน้องดูก่อน”
“แพทกลับกันเถอะ ดึกมากแล้ว พี่เป็นห่วงยัยหนูด้วย ไม่รู้กลับมาหรือยัง”
“ค่ะพี่ธี แม่กลับก่อนนะตาคิน เรื่องน้องเดี๋ยวแม่จะบอกให้” แพทชยาหันไปบอกชายหนุ่มก่อนกลับ
“น้ากลับก่อนนะตาคิน” อนาคินเดินไปส่งว่าที่พ่อตาแม่ยายเขาในอนาคตที่รถ ก่อนจะกลับเข้าในบ้าน ยืนลังเลอยู่สักพัก ก่อนตัดสินใจโทรหาเพียงตะวัน อยากรู้ว่าเธอไปไหนกันแน่ ถึงได้กล้าหนีออกจากงานเลี้ยง โดยไม่บอกเขาสักคำ น่าจะจับมาลงโทษเสียให้เข็ด ชายหนุ่มรอสายเพียงไม่นาน
“ตะวันอยู่ไหน” เสียงเข้มกรอกลงตามสายทันที ก่อนที่ปลายสายจะพูดอะไรออกมา
“แกเป็นใครวะ โทรมาหานางฟ้าของฉันทำไมฮะ” เมื่อได้ยินว่าผู้ชายรับสายแทนหญิงสาว อนาคินถึงกับโกรธจนหูอื้อ ตาลายไปหมด มันเป็นใคร กล้าดีอย่างไง มาเรียกน้องน้อยของเขาว่านางฟ้า ชายหนุ่มคิดแล้วขบเคี้ยวขบฟันด้วยความโมโห
“แกเป็นใครวะ กล้าดียังไงมารับสายแทนเพียงตะวัน” อนาคินเค้นเสียงถาม ขบกรามเป็นสันนูน นัยน์ตาแทบลุกเป็นไฟ ความหึงหวงเริ่มเข้าครอบงำจิตใจจนระงับไว้ไม่อยู่
“ฉันเป็นใคร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแกด้วยวะ” น้ำเสียงยียวนตอบกลับมา ทำให้อนาคินควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ กำมือทั้งสองข้างไว้แน่น ยืนสั่นเทิ้มไปทั้งร่างใหญ่ โกรธที่หญิงสาวไปกับผู้ชายคนอื่น โกรธที่ไม่รักษาสัญญาที่เธอเคยให้ไว้กับเขา ชายหนุ่มถึงกับเหวี่ยงโทรศัพท์มือถือไปกระแทกฝาผนังห้องรับแขกสุดแรง หล่นลงกับพื้น แตกละเอียดแทบไม่มีชิ้นดี
“ทำไมตะวัน? ทำไมทำกับพี่แบบนี้! พี่ไม่ยอม” อนาคินแผดเสียงตะโกนลั่นห้องรับแขกด้วยความคับแค้นใจ แทบจะระเบิดออกมาเป็นจุณ ใจร้อนรุ่มเหมือนโดนไฟเผาผลาญ
“ตาคินเป็นอะไรลูก” กานต์ธิดาวิ่งหน้าตาตื่นลงมาดูบุตรชายด้วยความเป็นห่วง ภาคีก็ตกใจไม่แพ้กัน
“คุณพ่อผมขอกุญแจรถหน่อย” อนาคินไม่สนใจที่จะตอบคำถามมารดา เพราะอารมณ์ของเขาตอนนี้กำลังเดือดพล่านจนไม่พร้อมที่จะตอบคำถามใคร
“แกจะไปไหนตาคิน พ่อไม่ให้แกไปไหนทั้งนั้น อารมณ์แบบนี้ จะออกไปข้างนอกได้ยังไง” ภาคีพูดเสียงเครียดใส่บุตรชาย
“ผมจะไปจัดการคนผิดสัญญา” ตอนนี้อนาคินไม่คิดจะฟังเสียงใครทั้งนั้น ถ้าเขาไม่ได้จัดการกับคนผิดสัญญาคืนนี้ เขาคงนอนไม่หลับเป็นแน่
“ลุงสมชายอยู่ไหน ลุงชาย!” อนาคินตะโกนเรียกลูกน้องคู่ใจของบิดาเสียงดังลั่นบ้าน ทำให้บรรดาสาวใช้ที่กำลังเก็บของที่อยู่สนามถึงกับตกใจ แตกตื่นกันเป็นแถว
“มีอะไรครับคุณหนู” สมชายพึ่งอาบน้ำเสร็จ วิ่งหน้าตาตื่นออกมา
“ลุงสมชายกุญแจรถอยู่ไหน” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น มีสีหน้าที่บึ้งตึง ราวกับว่ากำลังจะไปฆ่าใคร ช่างถอดแบบเจ้านายของเขาออกมาไม่มีผิดเพี้ยน
“เอ่อ...กุญแจรถแขวนไว้ที่ห้องครัวครับคุณหนู” อนาคินรีบวิ่งตรงไปที่ห้องครัวทันที โดยไม่สนใจเสียงห้ามปรามของบิดามารดา
“ตาคินบอกพ่อสิ ว่าเกิดอะไรขึ้น” ภาคีเดินเข้าไปขวางบุตรชายที่หน้าประตูรถ
“พ่อหลีกทางให้ผม ผมจะรีบไป” อนาคินกล่าวเสียงเครียดใส่บิดา ที่ท่านมายืนขวางทางเขา
“ไม่! ถ้าแกไม่ยอมบอกพ่อ ว่าจะไปไหน พ่อจะยืนขวางแกอยู่แบบนี้แหละ” ภาคียืนประจัญหน้ากับบุตรชาย จนอนาคินทนไม่ไหวจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงออกไปที่ประตูหน้าบ้านทันที เมื่อเอารถออกจากบ้านไม่ได้ เขาจึงเรียกใช้บริการรถแท็กซี่แทน จะขอร้องบิดาก็ดูจะเปล่าประโยชน์ อย่างไรท่านก็คงขวางทางเขาถึงที่สุด แต่ในใจเขาตอนนี้ร้อนรุ่มไปหมด ต้องการถามเพียงตะวันให้รู้เรื่อง ทำไมเธอถึงกล้าขัดคำสั่งเขา คำพูดของเขาไม่มีความหมายกับเธอหรือว่าอย่างไร
“พี่คีย์คะ ตาคินเป็นอะไรไปคะ” ภาคีหันไปโอบกอดภรรยาอย่างปลอบใจ ที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ คงตกใจในการกระทำของบุตรชายอยู่ไม่ใช่น้อย
“เดี๋ยวพี่จะรอถามแกเอง ธิดาขึ้นไปพักผ่อนเถอะ” ภาคีกล่าวกับภรรยาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เพราะเขารู้ว่าเธอคงช็อกอยู่
“ธิดาคงนอนไม่หลับหรอกค่ะ ถ้าตาคินยังไม่กลับบ้าน” กานต์ธิดาเข้าไปสวมกอดสามีไว้แน่น กลัวบุตรชายจะเกิดอันตราย
“ขึ้นห้องเถอะธิดา เดี๋ยวพี่พาไป ดูสิหน้าซีดแทบไม่มีสีเลือด วันนี้ธิดาก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว มัวแต่วุ่นๆ กับงานตาคินทั้งวัน ควรจะพักผ่อนได้แล้วรู้มั้ย ไม่ต้องห่วงตาคินหรอก เดี๋ยวแกก็กลับมาเอง” ภาคีประคองภรรยาเดินขึ้นห้องอย่างทนุถนอม
“ไม่รู้แกโกรธใครนะคะพี่คีย์” ภาคีลูบไล้แผ่นหลังบางของภรรยาอย่างปลอบใจ เพียงไม่นานกานต์ธิดาก็ผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย
แต่ภาคีกลับนอนไม่หลับ เพราะเป็นห่วงบุตรชาย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้โกรธดั่งพายุบุแคมแบบนี้ เป็นใครกันที่มีอิทธิพลเหนือจิตใจบุตรชายเขาแบบนี้ ถึงกับควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่ แม้แต่คนเป็นพ่ออย่างเขา ก็ยังไม่สามารถห้ามได้ ภาคีค่อยๆ ยกแขนภรรยาออกจากลำตัวทีละข้าง ก่อนจะลุกออกจากห้องไป เพื่อรอบุตรชายกลับ
“ก็แค่งดกิจกรรม จนกว่าเจ้าตัวเล็ก ของเราจะเกิด ไม่ดีกว่าเหรอคะ” ชายหนุ่มส่ายหน้าหวืดทันที“ไม่! ห้ามแม้แต่จะคิดนะตะวัน แบบนี้พี่ได้ขาดใจตายแน่ๆ ที่ไม่ได้รักตะวัน หรือว่าตะวันไม่สงสารพี่” ชายหนุ่มเอื้อมมือหญิงสาวขึ้นมาจุมพิตเบาๆ“พี่คินก็แบบนี้ตลอดเลย ตะวันไม่คุยด้วยแล้ว เอ่อ...พี่คินขา พาตะวันไปหาคุณปู่คุณย่าที่บ้านสวนหน่อยสิคะ” หญิงสาวยื่นหน้าไปจุมพิตที่แก้มสากๆ อย่างเอาใจ“หึ! ทีแบบนี้มาอ้อนพี่นะเรา แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” คนเจ้าเล่ห์หาข้อต่อรองมาแลกเปลี่ยนทันที เพื่อไม่ให้เสียผลประโยชน์“อะไรคือข้อแลกเปลี่ยนคะ” หญิงสาวเอียงหน้า มองสามีอย่างไม่ค่อยไว้ใจ“คืนนี้ตะวันต้องยอมให้พี่รักตะวันนะ พี่อยากจะเข้าไปทักทายเจ้าตัวเล็กใจจะขาด” เพียงตะวันถึงกับ เข้าไปหยิกเข้าให้ที่สีข้างของเขาอย่างแรง ด้วยความหมั่นไส้ หื่นได้ตลอดเวลา เมื่อมีโอกาส“โอ้ย! พี่เจ็บนะครับ ไม่รู้จะเขียวหรือเปล่า” หญิงสาวทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ จนเขามันเขี้ยว แต่ทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะเขากำลังขับรถอยู
“งั้นตามสัญญา ห้ามเบี้ยว โอเคมีอะไรก็ถามมาได้เลยครับ พี่ยินดีตอบทุกคำถาม” อนาคินมองหน้าภรรยาตาไม่กะพริบ พร้อมกับขยับร่างลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง และรั้งร่างบางเข้ามาโอบกอดไว้แนบกาย“มีอะไรข้องใจครับตะวัน” แขนเรียวสวยโอบกอดร่างหนาไว้ แล้วซบใบหน้าลงบนอกแกร่งอย่างสุขใจ เผลอลูบไล้แผ่นอกแกร่งอย่างเพลิดเพลิน จนทำให้เขาครางเสียงต่ำออกมา“ทำไมเจนสุดาเขาถึงตัดสินใจลาออกจากบริษัทล่ะคะ ก็ตะวันเห็นเขา…” เพียงตะวันหยุดพูดขึ้นมาดื้อๆ จนชายหนุ่มต้องเชยปลายคางมนขึ้นมาสบตา“เห็นเขาทำไมหรือครับตะวัน บอกพี่สิครับ” ดวงตากลมใสหมองเศร้าจนเห็นได้ชัด“ตะวันเห็นเขาส่งสายตาหวานเยิ้ม ให้พี่คินบ่อยๆ แล้วพี่คินก็ยิ้มตอบเขาอีกด้วย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่เง้างอน“เอ่อ...พี่แค่ลองใจ ทำประชดตะวันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก” ชายหนุ่มเลือกคำตอบ ที่ทำให้ภรรยาสาวสบายใจมากที่สุด“แต่นั่นทำให้ตะวันคิดมาก ยิ่งพี่คินออกไปพบลูกค้ากับเขาสองคน รู้มั้ยว่าตะวันไม่ไว้ใจเขา ตะวันกลัวพี่คินจะไปหลงรักผู้หญิง
“ทนหน่อยนะที่รัก เดี๋ยวก็หาย เชื่อโจนะ” ชายหนุ่มก้มกระซิบปลุกปลอบร่างเล็ก ด้วยความสงสาร บดขยี้เรียวปากที่บวมเจ่อ อย่างเร่าร้อน เพื่อให้เธอคลายความเจ็บปวดลงบ้าง เพียงไม่นานก็ทำให้เธอเคลิบเคลิ้มตาม ลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ ส่วนมือหนาเลื่อนไปบีบนวดเฟ้นทรวงอกอิ่มอย่างเมามัน จนหญิงสาวต้องแอ่นกายขึ้นรับสัมผัสเขาอย่างเต็มใจ พร้อมกับครางเสียงกระเส่าออกมาด้วยความเสียวซ่าน สองกายยังแช่ไว้ที่เดิม จนชายหนุ่มแทบทนไม่ไหว ถึงกับครางซี้ดออกมา ด้วยความเสียวซ่านกว่าทุกครั้ง“ขยับสิที่รัก” สองมือหนายกสะโพกสวยขึ้นลง เพื่อสร้างความคุ้นเคย จนหญิงสาวเริ่มขยับตาม พร้อมกับทรวงอกสวย ที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะ ช่างเป็นภาพที่น่ามองที่สุดในสายตาของชายหนุ่ม จนทำให้เขาอดใจไม่ไหว ต้องก้มลงดูดเลียอย่างดูดดื่มและหนักหน่วง“โจ...ปริมไม่ไหว อา ช่วยด้วย” หญิงสาวกรีดเสียงร้อง วอนขอให้ชายหนุ่มช่วยปลดปล่อย พ้นจากความทรมาน สองมือใหญ่ ยกเอวบางขึ้นลงรับจังหวะ พร้อมกับสวนสะโพกแกร่ง ขึ้นรับจังหวะกับหญิงสาว ทั้งหนักหน่วงและรุนแรง จนทะยานไปถึงปลายทางแห่งความสุข พร้อมกับเสียงกรีดร
“อืม...เสียว โจเร็วสิ ช้าจัง” หญิงสาวทนไม่ไหว หยัดสะโพกสวยขึ้นสวนกับเขาอย่างเร่าร้อน ทำให้ชายหนุ่มแทบทนไม่ไหว มือหนาทั้งสองข้างทั้งบีบ ทั้งขยำทรวงอกอิ่มอย่างเร่าร้อน พร้อมกับยกสะโพกแกร่ง โหมกระหน่ำเข้าไปในกายสาว อย่างหนักหน่วงตลอดเวลา“โอว์...สุดยอดสุดที่รักของโจ” ชายหนุ่มครางงม ด้วยความเสียวซ่านสุดฤทธิ์ ขยับให้หญิงสาวนอนตะแคง ยกขาเรียวขึ้นสูง เพื่อเขาจะได้สอดกายแกร่งเข้าไปในกายสาวถนัดยิ่งขึ้น ร่างเล็กถึงกับสั่นเทิ้มไปด้วยเปลวเพลิงพิศวาส ที่ชายคนรักปรนเปรอให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มือหนายังคงบีบคลึงทรวงอกอิ่มอย่างเมามัน ตามอารมณ์รักที่ร้อนแรงเป็นที่สุด จนศีรษะเล็กเริ่มสั่นคลอนตามแรงกระแทก“อา...โจช่วยปริมด้วย ปริมไม่ไหวแล้ว...ที่รัก” หญิงสาวเอี้ยวหน้าขึ้นมารับจูบอันเร่าร้อนของชายหนุ่ม พร้อมกับเสียงครวญคราง ที่หายไปในลำคอของชายหนุ่ม สองกายต่างช่วยประสานกันอย่างต่อเนื่อง และรุนแรง“โอว์ ปริมจ๋า เสียวเหลือเกิน...อืม ทำไมแน่นดีเหลือเกินยอดรัก” ธนพลครางเสียงกระเส่าที่ข้างใบหูเล็ก ก่อนจะใช้ปลายลิ้นโลมเลีย อย่างเร่าร้อน ควา
เมื่อพิธีช่วงเช้าเสร็จสิ้น คู่บ่าวสาวเตรียมตัวฉลองมงคลสมรสในช่วงค่ำที่คฤหาสน์วิศวะโยธิกานนท์ เวลาสิบเก้านาฬิกาแขกเริ่มทยอยเข้ามาในงาน แล้วร่วมถ่ายรูปคู่บ่าวสาวที่หน้างาน ต่างเอ่ยปากชม ว่าทั้งสองเหมาะสมกัน ราวกับกิ่งทองใบหยก ฝ่ายเจ้าบ่าวก็คอยดูแลเทกแคร์เจ้าสาวคนสวยไม่เคยห่างกาย โชว์ความหวานให้แขกในงาน ต่างพากันอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถวๆการปรากฏตัวของเควิน สร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าบ่าวอย่างเห็นได้ชัดเจน จนเจ้าสาวคนสวยสงสัย ในท่าทีที่เปลี่ยนไป จึงรีบหันไปดู พร้อมกับยิ้มละไมให้ชายหนุ่มทันที“สวัสดีค่ะพี่เคน” คนขี้หวงรีบโอบเอวเจ้าสาวคนสวยไว้ จนผู้มาใหม่ถึงกับหน้าเจื่อนๆ มองหญิงสาวตาละห้อย ทั้งที่เขาทำใจอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจเข้ามาในงาน เพื่อแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว“พี่ยินดีด้วยนะครับปริม” เควินยื่นของขวัญให้เจ้าสาวของงาน แต่เจ้าบ่าวกลับชิงกระชากรับแทน“ผมกับปริมขอบคุณ คุณเควินมากที่มาร่วมงาน เชิญข้างในงานดีกว่าครับ คุณคินกับตะวันนั่งอยู่ข้างในงานแล้ว” ธนพลแอบไล่แขกทางอ้อม จนเจ้าสาวเอื้อมมือมาหยิกที่เอวหนาด้วยความหมั่นไส้
“คิน นายพาน้องตะวันขึ้นไปพักผ่อนเถอะ ที่เหลือฉันจัดการเอง” อนาคินประคองภรรยาสาวขึ้นไปที่ห้องนอน“ครับ พี่ไม่ได้นัดเขามานะครับตะวัน” ชายหนุ่มรีบแก้ตัว กลัวหญิงสาวจะเข้าใจผิด โกรธเขายิ่งกว่าเดิม“ตะวันรู้ค่ะ”“ตะวันรู้” อนาคินทรุดตัวนั่งลงข้างๆ หญิงสาว และมองเธอด้วยความแปลกใจ ในท่าทีที่อ่อนลงของเธอ“นี่แสดงว่า ตะวันยอมให้อภัยพี่แล้วใช่มั้ยครับ” ใบหน้าเรียวสวยพยักหน้าเบาๆ สร้างความดีใจ ให้แก่ชายหนุ่มเป็นอย่างมาก ที่ได้ของล้ำค่าที่สุดในชีวิตคืนมา“โอ้! พระเจ้า ในที่สุดลูกก็มีวันนี้ ขอบคุณสวรรค์” ชายหนุ่มดึงหญิงสาวอันเป็นที่รักมาโอบกอดไว้แน่น และพรมจูบไปใบทั่วหน้าอย่างรักใคร่“พอแล้วค่ะพี่คิน ตะวันหายใจไม่ออก” ชายหนุ่มค่อยๆ คลายเธอออกจากอ้อมกอด มองหน้าหญิงสาวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข“ขอบคุณครับตะวัน ที่ยอมยกโทษให้ผู้ชายหน้าโง่อย่างพี่”“พี่คินต้องไปขอบคุณพี่วัฒน์ ถึงจะถูกค่ะ” คิ้วเข้มขมวดเป็นปม ด้วยความสงสัย&l
ณ...บ้านเปรมอนันต์ฤา“ก๊อก ก๊อก ก๊อก คุณหนูตะวันขา คุณคินรอมารับแล้วค่ะ” แม่นมสายเคาะประตูเรียกนายสาวของเธอ“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณนมขา” เพียงตะวันเปิดประตูออกมาด้วยเดรสสั้นสีฟ้า ดูสดใสน่ารักสมวัย นมสายมองคุณหนูของเธอด้วยความชื่นชม&ldquo
“อย่าปฏิเสธเลยปริม เธอก็ต้องการฉัน ไม่ต่างกับที่ฉันต้องการเธอปริม” ชายหนุ่มก้มกระซิบเสียงพร่า ก่อนลากปลายลิ้นไปที่ซอกคอขาว ขบเม้ม และทำคิสมาร์ก แสดงความเป็นเจ้าของเบาๆ หลายต่อหลายจุด“อืม...โจ” หญิงสาวสะดุ้งเฮือก เมื่อมือหนากำลังสอดเข้าไปในกางเกงตัวจิ๋วของเธอ ก่อนจะ
รุ่งเช้าของวันใหม่ ปริมพิตารู้สึกเวียนหัวขั้นรุนแรง เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา เธอนอนร้องไห้คิดถึงผู้ชายใจร้ายแทบทั้งคืนก็ว่าได้ ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน จนแทบไม่มีแรงลุกขึ้นไปทำงาน แต่ก็ต้องฝืนใจ เพราะหัวหน้างานเธอโทรมาเร่ง ให้เธอเข้าประชุมในวันนี้ให้ได้ เพราะว่าที่บริษัทม
หลังจากวันนั้นที่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ธนพลก็หายเงียบไปสามอาทิตย์เต็มๆ ขาดการติดต่อทุกอย่าง ราวกับคนตายจากกันไป แม้แต่งานที่บริษัท ก็ไม่ยอมเข้ามาดูแล ปริมพิตาก็ได้แต่รอชายหนุ่มกลับมาอย่างมีความหวัง แต่ก็สูญเปล่า ชีวิตที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ ก็มีเพียงลมหายใจ แต่ไร้ความรู้สึกเท่านั้น“ปริ







