Masukภูผา มาเฟียหนุ่มเจ้าของธุรกิจนำเข้าและส่งออกอาวุธ และรถยนต์ อายุ 27 ปี เย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ มือขวา : ชาล มือซ้าย : ชาลี มินิน เจ้าของร้านคาเฟ่ อายุ 25 ปี แฝดน้องคนสวยของตริติณ จากเรื่อง "โฟกัสเพียงเธอ" ลูกสาวของป๊าติวเตอร์ และมามี๊มินนี่ จากเรื่อง"(ห้าม)รักเพื่อนสนิท" เพราะเหตุการณ์ที่เธอช่วยชีวิตเขาไว้ในวันนั้น ทำให้มาเฟียที่แสนจะเย็นชาและน่าเกรงขามอย่างเขากลายมาเป็นไรเดอร์ส่งขนมประจำร้านของเธอในฐานะเจ้านายกับลูกน้อง และใช่! เจ้านายคือเธอ ส่วนมาเฟียที่ใครๆ ต่างก็เกรงกลัวอย่างเขาต้องกลายมาเป็นลูกน้องตัวเล็กๆ รับค่าจ้างรายวันจากเธอผู้แสนดี...จะเรียกว่าตกหลุมรักตั้งแต่แรกเจอ ก็อาจจะใช่ และถ้าวันนึง...เธอรู้ความลับที่เขาปิดบังเอาไว้มาตลอด เขาไม่ใช่แค่ผู้ชายธรรมดาและตกอับอย่างที่เธอเข้าใจ เธอจะเกลียดเขาหรือเปล่า แน่นอนว่า เขาไม่มีวันยอมให้เป็นอย่างนั้นแน่!
Lihat lebih banyakค่ำคืนที่มืดสนิท เวลาที่ใครๆ ต่างก็หลับใหลไปสู่ห้วงแห่งความฝัน แต่ใครจะรู้ว่าเวลานี้ เพิ่งเป็นเวลาเริ่มต้นทำงานของคนอีกกลุ่มหนึ่งในตลาดมืด และหนึ่งในนั้นคือผม... ภูผา
"เช็คของให้เรียบร้อย" "ครับนาย" ใครจะเรียกธุรกิจส่งออกอาวุธของผมที่กำลังไปได้ดีตอนนี้ว่าเป็นธุรกิจสีเทา ผมไม่สน เพราะสิ่งที่ผมสนใจมีเพียงผลตอบแทนที่ได้กลับมาเท่านั้น แม้บางครั้งอาจต้องแลกกับอะไรบางอย่าง หรืออาจสร้างศัตรูที่มีรอบกายให้เพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่มีมูลค่ามหาศาลแล้ว ผมถือว่าคุ้มที่จะเสี่ยง "เรียบร้อยครับนาย" "พรุ่งนี้มึงไปกับกู" "ครับนาย" ผมหันไปสั่งให้ไอ้ชาลมือขวาคนสนิทรับหน้าที่เป็นคนไปส่งสินค้าล็อตใหญ่กับผมในคืนวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่ว่าผมไม่ไว้ใจให้ลูกน้องไปทำงานแทน แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ผมจึงเลือกไปด้วยตัวเองทุกครั้ง และด้วยเหตุนี้ ทำให้ผมโดนฝ่ายตรงข้ามลอบทำร้ายอยู่บ่อยครั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง เอี๊ยด...ด "รถมีปัญหาครับนาย" "บอกไอ้ชาลีเอารถมาเปลี่ยน" "ครับนาย" เหมือนกับครั้งนี้...ที่มือขวาคนสนิทของผมพยายามบังคับพวงมาลัยพารถราคาแพงที่โดนลอบยิงยางรถยนต์จากฝีมือม้าเร็วที่ขับตามมาทางด้านหลังหวังจัดฉากให้ทุกอย่างเหมือนเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งผมเรียกการกระทำของไอ้คนพวกนี้ว่า 'หมาลอบกัด' "ชาลีจอดรอที่คาเฟ่ ในอีก 500 เมตรข้างหน้าครับ" "อืม" ไม่ถึงสองนาที ไอ้ชาลก็พาผมมาถึงลานจอดรถของคาเฟ่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นทางผ่านกลับเพนท์เฮ้าส์ของผมในทุกวัน ทันทีที่รถจอดสนิท ขายาวรีบก้าวลงจากรถหรูเพื่อตรงไปยังมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ที่มือซ้ายขับมาเตรียมไว้ให้อย่างรู้ใจ ปล่อยให้คู่แฝดช่วยกันเปลี่ยนยางและตรวจเช็คความเรียบร้อยของรถ ก่อนขับตามกลับไป ปั้ง "นาย ระวัง" แต่เป็นผมเองที่ชะล่าใจเกินไป ไม่ทันระวังตัวด้วยเพราะไม่คิดว่าไอ้พวกหมาลอบกัดจะกล้าตามเข้ามาในพื้นที่ที่มีกล้องวงจรปิดแบบนี้ โชคดีที่ชาลียิงสะกัดไว้ได้เลยทำให้กระสุนแค่เฉียดต้นแขนพอให้มีเลือดไหลซึมออกมาและรู้สึกเจ็บ ก่อนที่สองพี่น้องจะช่วยกันยิงสะกัดกระสุนในนัดที่สองที่สามเปิดทางให้ผมวิ่งไปที่รถได้สะดวก "นาย นาย มาหลบในนี้เร็ว" "เร็วสิ" จนกระทั่งเสียงหวานตะโกนเรียกเหมือนมนต์สะกดให้ผมหันไปสนใจ มาพร้อมกับเสียงสัญญาณของรถตำรวจดังให้ได้ยิน คงไม่ใช่ฝีมือเธอโทรเรียกมาหรอกใช่ไหม? ถึงอย่างนั้น ผมก็รีบพาตัวเองวิ่งไปทางประตูกระจกที่มีคนตัวเล็กเปิดรอไว้ เพราะขืนขับออกไปตอนนี้คงไม่เป็นผลดีต่อผู้คนบนท้องถนนเท่าไหร่และไอ้พวกหมาลอบกัดอาจจะไม่ปล่อยให้ผมกลับไปนอนโดยสวัสดิภาพแน่ เมื่อประตูปิดลง เสียงรถตำรวจก็เงียบสนิททันทีจนผมอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ หันไปมองใบหน้าสวยที่ยืนยิ้มหวานอย่างภูมิใจไม่มีทีท่าตื่นกลัวคนแปลกหน้าอย่างผมแต่อย่างใด ก่อนที่มือเล็กจะชูโทรศัพท์มือถือให้ดูที่มาของเสียงรถตำรวจจากแอพลิเคชั่นที่เปิดค้างไว้ในหน้าจอสี่เหลี่ยม ตัวก็เท่านี้ ฉลาดจังวะ! "นาย เลือดออกนี่" ตาคู่คมมองตามสายตากลมโตที่กำลังเบิกกว้างจ้องตรงตำแหน่งรอยกระสุนไม่วางตาด้วยท่าทางตกใจ "เจ็บมากมั้ย" "อืม" ก่อนจะตอบพร้อมกับนิ่วหน้าเหมือนว่าเจ็บมากจริงๆ ตามที่เธอคิด แต่แผลเท่านี้จะทำอะไรคนอย่างผมได้ "เหรอ งั้นไป ไปโรงพยาบาลกัน" "ไม่" "ทำไมหล่ะ นายต้องทำแผลนะ" "เธอทำ" ผมพาตัวเองเดินไปนั่งตรงโซฟาของร้าน ราวกับว่าคุ้นเคยกับที่นี่ ทั้งๆ ที่เป็นครั้งแรกกับการเข้าร้านคาเฟ่แบบนี้ โดยไม่ลืมที่จะใช้มือกดบริเวณแผลเพื่อห้ามเลือดให้หยุดไหลเร็วขึ้น เผลอกวาดตามองไปรอบๆ ร้านสำรวจให้แน่ใจว่าไม่มีคนอื่นนอกจากเธออยู่ที่นี่ โดยเฉพาะผู้ชาย! "ทำไม?" ก่อนจะกลับมาหยุดสายตามองคนยืนทำหน้างงอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน จนต้องเอ่ยปากถาม ขนาดทำหน้างง ยังสวยมาก... "หมายความว่ายังไง" "ฉัน ฉันกลัวเข็ม" โคตรจะเสียฟอร์ม! แต่ก็ทำให้เธอพยักหน้าคล้อยตามในข้ออ้างของผมได้ "งั้นรอตรงนี้นะ" "อืม" รอคนตัวเล็กเดินเข้าไปหลังร้านจนรับตา ผมก็หยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูข้อความที่ไอ้ชาลส่งมาบอกว่าเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว และพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ว่า 'พักผ่อน' หมายความว่าให้พวกมันสองคนกลับไปพัก โดยไม่ต้องเป็นห่วงผม ก่อนจะเก็บลงใส่กระเป๋าที่เดิม รอใครบางคนเดินออกมาพร้อมกับกล่องอุปกรณ์ทำแผลในมือกล่องใหญ่ "ทำไมถึงโดนไล่ยิงแบบนี้ละ?" "เจ้าหนี้เหรอ?" "..." หน้าตาผมเหมือนคนหนีหนี้เหรอวะ? "ไม่ต้องอายหรอก ฉันเข้าใจ" มือเล็กค่อยๆ ทำแผลให้อย่างใส่ใจในทุกขั้นตอนราวกับเธอเป็นพยาบาลอย่างไรอย่างนั้น พาให้ผมมองทุกการกระทำของเธออย่างเพลินตา ยิ่งเวลานี้ปลายจมูกของผมอยู่ใกล้กลุ่มผมหนามากจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมละมุนชวนให้สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ฟังเสียงเจื้อยแจ้วที่เอาแต่เฝ้าถามเองตอบเองในข้อสงสัยที่เธอตั้งขึ้น โดยไม่รู้สึกรำคาญเลยสักนิด "ไม่กลัว?" "กลัวนายหน่ะเหรอ?" "อืม" "นายไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นนะ" "น่าสงสารมากด้วยซ้ำ" มาเฟียที่เพิ่งไปตรวจอาวุธมาเมื่อชั่วโมงก่อน มีลูกน้องมากมายที่ต้องดูแล แต่กลับดูน่าสงสารในสายตาผู้หญิงตัวเล็กๆ เพียงเพราะโดนไล่ยิงในพื้นที่ของเธอ ถ้าไอ้คู่แฝดได้ยินคงได้พากันแอบหัวเราะแน่ "แล้วนี่จะทำยังไงต่อเหรอ" "ยังไม่ได้คิด" ที่ยังไม่ได้คิด คือเรื่องของเธอคนนี้ คนที่ช่วยเปิดประตูให้ผมได้เข้ามาหลบกระสุน ได้นั่งพักตากแอร์เย็นๆ แถมยังทำแผลให้อย่างดี เพราะสงสารที่ผมโดนเจ้าหนี้ตามทวงหนี้ด้วยวิธีไม่สมเหตุสมผลอย่างนี้ "ชื่ออะไร" "ฉันเหรอ" "อืม" "มินิน เจ้าของร้านนี้" #ฝากน้องมินินคนสวยและเฮียภูผาคนโหดไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ"เป็นอะไรวะ หน้าซีด""มึนหัวหว่ะ""ข้าวปลาไม่กิน มัวแต่กินเด็ก สมควร""ปากดี""และกูกินข้าว"หลายวันมานี้ร่างกายของผมอ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องถือยาดมสมุนไพรที่คุณยายของอินทำให้ไว้ในมือตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นอาการหน้ามืดมึนศีรษะจะถาโถมเข้ามาหาคนที่เคยแข็งแรงและออกกำลังกายทุกวันอย่างผม โดนยิงมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่ล้มทั้งยืนเหมือนอย่างตอนนี้มาก่อน"เมียมึงเรียนจบยัง""สอบเสร็จเมื่อวาน""พาเมียมึงไปตรวจ""อินสบายดี มีแต่กูนี่""เบื่อหว่ะ มีแฝดโง่ๆ อย่างมึง""..."ผมก็เบื่อตัวเองเหมือนกันที่ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะยกขาถีบไอ้ชาลีเหมือนเมื่อก่อน ทนนั่งฟังมันพูดสมเพชดูเวทนาผมมากจนผมอยากจะลุกจากโซฟาแล้วเดินหนีมันไปนั่งตรงอื่น ติดตรงที่โต๊ะทำงานของเราสองคนอยู่ในห้องเดียวกันและงานของผมยังเคลียร์ไม่เสร็จเลยต้องจำยอมนั่งทนแฝดนรกบ่นอยู่อย่างนี้ "กินซะ กูไปขอน้องฝ่ายขายมาให้""เออ ขอบใจ""ไม่เปรี้ยวเหรอวะ""ไม่ มันๆ อร่อยดี""ลองดิ""โคตรเปรี้ยว มึงกินเข้าไปได้ยังไงวะ""กูว่าอร่อย กูชอบ"มะม่วงเนื้อสีขาวจานใหญ่พร้อมน้ำปลาหวานหนึ่งกระปุกดูน่าอร่อยถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้า ทำผมน้ำลายสออยากลองกินสักชิ
ฟอด"อินกำลังทำรายงานอยู่นะ" "ก็ทำสิ" จุ๊บ"ก็อย่ามากวนสิ""ไม่ได้กวน"ผมนั่งอยู่บนโซฟาตัวเล็กของผมอยู่ดีดี มีเธอนั่งอยู่ที่พื้นตรงหว่างขาตั้งหน้าตั้งตาทำรายงานไม่สนใจคนที่อุตส่าห์รีบเคลียร์งานแล้วขับรถมาหาเธอถึงบ้าน ทำงานมาเหนื่อยๆ ผมก็อยากจะหากลิ่นหอมๆ มาผ่อนคลายให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นสักหน่อย และแก้มกลมนุ่มๆ ซอกคอหอมอ่อนๆ ของคนตรงหน้าตอบโจทย์ผมมากที่สุดแน่นอนว่าหลานชายอย่างผมได้รับอนุญาตให้เข้าออกบ้านหลังนี้ได้ตามสบายจากคุณยายแล้ว แต่กว่ายัยตัวจิ๋วจะยอมเป็นเด็กดีและเข้าใจกันทำเอาผมปวดหัวจนต้องกินยาแก้ปวด ทั้งเรื่องที่ผมหายไปทำงานกับนายโดยไม่บอก เพราะผมไม่อยากให้เธอรับรู้ถึงมุมมืดอีกด้านโลกอันตรายที่อาจทำให้เธอกลัวและสถานะของนายตอนนั้นยังคงเป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครรู้ได้ แต่เรื่องที่ทำเธองอแงยกใหญ่ เห็นจะเป็นลูกสาวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่วันนั้นเกิดอุบัติเหตุที่ต่างฝ่ายต่างไม่ทันระวัง เป็นผมที่ถอยรถไปชนเธอที่กำลังเดินก้มหน้าก้มตาหาของในกระเป๋าตรงลานจอดรถของบริษัท ผมจึงจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและออกค่าใช้จ่ายให้เพื่อไม่ให้นายได้รับผลก
ชีวิตของฉันกลับมาเป็นอินคนเดิม คนที่ไม่เคยมีใครนอกจากคุณยาย และแต่ละวันของฉันก็ผ่านไปอย่างช้าๆ ตื่นเช้ามาใส่บาตรกับคุณยาย แล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์คันเก่าไปทำงานที่คาเฟ่ของพี่มินินอย่างเต็มกำลังความสามารถอย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยให้สมกับที่พี่มินินเอ็นดูฉัน เลิกงานก็กลับมากินข้าวเย็นที่คุณยายทำเมนูง่ายๆ รอไว้ทุกวัน พอตกค่ำก็นั่งเรียนผ่านระบบออนไลน์ที่อาจารย์บันทึกไว้ให้ตามหลังเพื่อนๆ ตัดเรื่องที่คอยทำให้ว้าวุ่นใจออกไปพยายามไม่นึกถึงอีก ไม่แม้แต่จะเปิดห้องแชทของเขาคนนั้น ทำเหมือนว่าฉันไม่เคยมีห้องแชทห้องนั้นมาก่อน เหมือนกับที่เขาทำนั่นแหละ... "น้องอิน พาคุณยายมาหาคุณหมอเหรอจ๊ะ" "ค่ะพี่ฟ้า วันนี้คุณหมอนัดติดตามอาการค่ะ" "ดูคุณยายแข็งแรงขึ้นนะ" "กลับมาทำขนมได้นิดหน่อยแล้วค่ะ" คุณยายกับมาทำขนม ก็เพราะอยากฝากไปให้พี่มิมินและคุณมามี๊ของพี่มินินนั่นแหละ จนพี่มินินเริ่มบ่นว่าน้ำหนักตัวเองขึ้นทั้งที่หุ่นยังดีและไม่มีไขมันส่วนเกินให้เห็นเลยสักนิด แต่จะทำยังไงได้ก็คุณยายรักของเขานี่นา และแน่นอนว่าวันนี้ฉันกับคุณยายไม่ลืมที่จะถือถุงขนมไทยสองกล่องใหญ่มาฝากพี่ๆ พยาบาลและคุณหมอแทนคำขอบคุณที่ช่ว
"พี่ฟ้าคะ คุณยายของอินหายไปไหนคะ"เป็นเหมือนทุกวันหลังจากทำงานที่คาเฟ่เสร็จฉันก็รีบมาหายายที่โรงพยาบาลจนสนิทกับพี่พยาบาลทุกคนที่ช่วยดูแลคุณยายมานานหลายเดือน แต่แล้วหัวใจฉันแทบหล่นตกไปอยู่ตรงตาตุ่ม เมื่อเตียงคนไข้ที่คุณยายเคยนอนรอฉันทุกวันกลับว่างเปล่า แก้วน้ำและกระบอกน้ำที่ฉันเตรียมไว้ให้ก็หายตามไปด้วย ทำฉันร้อนใจจนต้องรีบวิ่งมาถามพี่ฟ้าที่นั่งเข้าเวรอยู่ตรงเคาน์เตอร์"น้องอิน คุณยายย้ายไปห้องวีไอพีแล้วนะ""ห้องวีไอพีเหรอคะ""ใช่จ๊ะ ก็คุณชาลแฟนของน้องอินมาทำเรื่องให้ตั้งแต่เช้า" "คุณชาลเหรอ"เสียงแผ่วเบาเรียกชื่อคนคุ้นเคยออกมาด้วยความแปลกใจ ทั้งที่เมื่อคืนก็อยู่ด้วยกันแต่เขาไม่ปริปากเล่าเรื่องนี้หรือถามอะไรกับฉันเลยสักคำ แถมยังมาจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ จนฉันต้องหาโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดูแชทเผื่อว่าเขาจะส่งข้อความมาแล้วเป็นฉันที่ไม่ได้เปิดอ่าน แต่กลับมีแต่ความว่างเปล่าไม่มีเลยสักข้อความ สงสัยงานคงจะเยอะละมั้ง..."ถ้าน้องอินเข้าไปหาคุณยายแล้ว แวะไปคุยกับคุณหมอด้วยนะ คุณหมอรอคุยเรื่องการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดวันมะรืนหน่ะจ่ะ""ผ่าตัดเหรอคะ คุณยายได้คิวแล้วเหรอคะ""ใช่จ๊ะ วันมะรืน"พ
"น้องอิน พี่มาช่วยแล้วจ๊ะ""ยุ่งมั้ย"พอลงมาข้างล่างได้ ฉันก็รีบตรงไปหาน้องอินที่ยืนประจำอยู่ตรงเคาน์เตอร์ด้วยความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้น้องวุ่นอยู่คนเดียวนานสองนาน แต่ถึงอย่างนั้นน้องก็ไม่แสดงสีหน้าเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น ยังตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยิ้มจนตากลมโตเป็นเส้นโค้งสระอิ น่าเอ็นดูมาก ถ้าฉัน
"พี่มินิน สวัสดีค่ะ""จ๊ะ น้องอิน""ทำไมอยู่คนเดียวหล่ะ เฮียภูผาไปส่งของเหรอ""ตั้งแต่มา อินยังไม่เห็นเลยค่ะ" "อ้าวเหรอ แล้วใครเปิดร้าน""อินเองค่ะ" แปลก ทุกวันจะเป็นเขาที่ลงมาเปิดร้านตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อรอฉันมารับออเดอร์แรกของร้าน ต่างจากวันนี้ที่ฉันเองก็เข้ามาสายเพราะแวะไปทำธุระให้มามี๊
"น้องอิน กลับก่อนมั้ย เดี๋ยวคุณยายรอ" "แต่อินยังไม่ได้กวาดร้านเลยค่ะ" "ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ให้เฮียภูผาทำ" นี่คือบทลงโทษของคนหน้ามึนที่กล้าเข้ามาจู่โจมหอมแก้มเจ้านายอย่างฉัน เพราะงั้นฉันเลยใจดีให้น้องอินเลิกงานเร็วหน่อย จะได้รีบไปหาคุณยายที่โรงพยาบาลเหมือนทุกวันส่วนงานทำความสะอาดร้านกวาดถูพื้น ปล
"น้องมินิน" "หืม" "ขับรถดีดี""อื้ม" เหมือนปกติทุกวันที่ผมมายืนรอส่งเธอขึ้นรถขับออกไปจนลับตา ทั้งที่ใจอยากจะอุ้มขึ้นไปนอนกอดเสียมากกว่า แต่ทำได้แค่คิดก่อนจะหันหลังกลับไปล็อคประตูร้าน แล้วเดินตรงไปขึ้นรถที่ไอ้ชาลจอดรอตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน เพื่อตรงไปยังจุดนัดส่งสินค้าล็อตใหม่ปลายทางของค่ำคืนนี





