Lahat ng Kabanata ng จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์: Kabanata 1 - Kabanata 10

10 Kabanata

บทที่ 1

สิ้นเสียงกู้อวี่หลาน ทั่วทั้งท้องพระโรงอันกว้างใหญ่พลันเงียบสงัดลงทันทีรอยยิ้มของเสด็จพ่อแข็งค้างอยู่บนพระพักตร์ จากนั้นสุรเสียงที่อัดแน่นด้วยโทสะก็ดังก้องสะท้อนไปทั่วท้องพระโรง“เจ้าเห็นองค์หญิงของเราเป็นตัวอันใด? เป็นหญิงคณิกาในสำนักสังคีตหลวงหรืออย่างไร!”กู้อวี่หลานคล้ายคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงคุกเข่าหมอบราบลงไปอย่างนิ่งสนิท“กระหม่อมรักใคร่ผูกพันต่อองค์หญิงอวิ๋นเหยามาหลายปี ศึกซีอวี้ครานั้นเสี่ยงภัยอันตรายแสนสาหัส กระหม่อมมิอาจทำใจให้องค์หญิงอวิ๋นเหยาต้องมาตกระกำลำบากร่วมกับกระหม่อมได้”“ยามนี้กระหม่อมโชคดีรอดชีวิตกลับมาได้ จึงหลงเหลือเพียงความปรารถนาอันแรงกล้าข้อนี้ข้อเดียวพ่ะย่ะค่ะ”“บำเหน็จรางวัลทั้งหมดกระหม่อมล้วนไม่ต้องการ ขอเพียงฝ่าบาททรงเติมเต็มความปรารถนาของกระหม่อมให้สมหวังด้วยเถิด”ท่าทีของกู้อวี่หลานแทบไม่ต่างจากการบีบฮ่องเต้ให้สละบัลลังก์ เสด็จพ่อที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมีสีพระพักตร์บึ้งตึงจนน่าขวัญผวาทว่าข้ารู้กระจ่างแจ้งยิ่งนัก พระองค์มิได้ทรงกริ้วเพราะเห็นแก่พระธิดาอย่างข้าหรอก เพียงแต่เห็นแก่หน้าตาของราชวงศ์และพระราชอำนาจของพระองค์เองเท่านั้นเอง
Magbasa pa

บทที่ 2

ข้าจ้องมองมงกุฎหงส์ ในใจพลันรู้สึกขื่นขมขึ้นมาเล็กน้อย ขอถามหน่อยเถิดว่าสตรีนางใดบ้างไม่ปรารถนางานวิวาห์อันยิ่งใหญ่อลังการเพียงแต่ช่างน่าเสียดาย ชั่วชีวิตนี้ของข้าคงหมดปัญญาที่จะได้ครอบครองมันอีกแล้วไม่นานนัก ข้าก็ดึงสติกลับคืนมาได้อีกครา“ข้าจะตรวจนับให้เสร็จสิ้นในคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าตรู่จะรีบจัดส่งเข้าไปในวัง”ข้าย่อกายลงคำนับ ก่อนจะก้มหน้าจัดการเรื่องราวตรงหน้าต่อไปทว่ากู้อวี่หลานกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความไม่พอใจอยู่บ้าง“เจ้าทราบได้อย่างไรว่า สิ่งของเหล่านี้จะต้องจัดส่งเข้าไปในวัง?”“มันจะเป็นของที่ข้าตั้งใจมอบให้แก่เจ้ามิได้เชียวหรือ?”ข้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขาคราหนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลงตามเดิม“ข้าเจียมเนื้อเจียมตัวและรู้สถานะของตนเองดี”“ท่านอ๋องโปรดอย่าได้หยอกเย้าข้าเล่นเลย ระยะเวลาสามวันกระชั้นชิดยิ่งนัก เรื่องราวที่ต้องทำยังมีอีกมากมายนัก”กู้อวี่หลานกลับยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม ดูท่าคล้ายกำลังขัดเคืองใจอยู่บ้าง“ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งนี้ก็ต้องรบกวนพระชายาช่วยจัดส่งสิ่งของเข้าไปในวังด้วยแล้วกัน”สิ้นคำเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปพร้อมแค่นเสียงเย็นชาหนหนึ่ง
Magbasa pa

บทที่ 3

“หากท่านสามารถหว่านล้อมให้กู้อวี่หลานหย่าขาดจากข้าได้ ข้าคงจะซาบซึ้งใจจนหาที่สุดมิได้เลยทีเดียว”ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่า คำพูดประโยคนี้จะราวกับทิ่มแทงเข้าตรงจุดเจ็บปวดของอวิ๋นเหยา จนทำให้ดวงหน้าของนางบิดเบี้ยวผิดรูปไปเล็กน้อย“ไม่รู้ว่านังโง่เช่นเจ้าแอบวางยาเสน่ห์อันใดให้พี่อวี่หลานกันแน่”“ไม่ว่าเมื่อวานข้าจะเพียรหว่านล้อมอย่างไร เขาก็ไม่ยินยอมหย่าขาดจากเจ้าเสียที”เมื่อได้ยินเช่นนั้น ข้าก็พลันชะงักงันไปเล็กน้อย เหตุใดกู้อวี่หลานจึงไม่ยินยอมหย่าขาดจากข้ากันเล่า?ยังไม่ทันที่ข้าจะได้คิดจนกระจ่างแจ้ง รอยยิ้มของอวิ๋นเหยาก็กลับกลายเป็นการเย้ยหยันอวดดีอีกครา“แต่เจ้าอย่าได้ทะนงตนไปว่าตำแหน่งของตัวเองจะมั่นคงปลอดภัย ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ขืนยังไม่ยอมไสหัวไปให้พ้นจากพี่อวี่หลานอีกล่ะก็ ข้าขอรับรองว่าจะทำให้เจ้าต้องอยู่มิสู้ตาย”พริบตาถัดมา สีหน้าของอวิ๋นเหยากลับแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกตกใจสุดขีด ร่างทั้งร่างล้มคว่ำลงไปทางผืนสระในเวลาเดียวกันนั้นเอง ข้าก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่านางคิดจะทำสิ่งใดอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด คล้อยหลังเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกยามร่วงลงสู่ผืนน้ำของอว
Magbasa pa

บทที่ 4

ข้าก้าวเดินซวนเซเข้าไปในตำหนักบรรทม อวิ๋นเหยาที่กำลังใช้เสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกตัวหนาเตอะห่อหุ้มร่างกาย สองมือประคองถ้วยยาพลางยกขึ้นจิบทีละนิด พลางปรายมองมาที่ข้าประหนึ่งผู้ชนะ“คุกเข่าลงเสีย แล้วโขกศีรษะขอขมาเหยาเอ๋อร์ซะ เรื่องราวในวันนี้จะถือว่าให้แล้วกันไป”“หากยังมีครั้งหน้าอีก ก็อย่าโทษที่ข้าใช้กฎบ้านก็แล้วกัน”กู้อวี่หลานเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าข้ากลับไม่ลังเลแม้แต่น้อย“เรื่องที่ข้ามิได้ก่อ เหตุใดข้าต้องขอโทษด้วยเล่า”กู้อวี่หลานหันหลังกลับมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง ราวกับคาดไม่ถึงว่าข้าที่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามเขามาโดยตลอดจะกล้าโต้กลับ“อวิ๋นซี เจ้าจะเรียกร้องความสนใจไปถึงไหน? เรื่องที่เจ้าคอยอิจฉาริษยาเหยาเอ๋อร์ตั้งแต่เล็กจนโต ก็แล้วกันไปเถอะ”“ในภายภาคหน้าพวกเจ้าต่างก็ต้องแต่งเข้ามาเป็นภรรยาของข้า เจ้ายังมีสิ่งใดให้น่าริษยาอีก? หรือจะต้องให้ข้าลดขั้นเจ้ากลายเป็นเพียงอนุ เจ้าถึงจะพอใจกระมัง!”น้ำเสียงของเขาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แรงโทสะยิ่งมาก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆข้าแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา“ถ้าเช่นนั้นก็ยังคงต้องขอรบกวนให้ท่านอ๋องช่วยลงนามในห
Magbasa pa

บทที่ 5

เสียงร้องไห้ตะโกนอันโหยหวนของบ่าวรับใช้ประหนึ่งเข็มอาบน้ำแข็ง ที่ปักลงไปในห้องหออันอบอวลไปด้วยผ้าไหมสีแดงอย่างเหี้ยมโหดข้านอนอยู่บนเตียงนอนในเรือนปีกอันห่างไกลที่สุดของจวนอ๋อง ยากุยซีกำลังค่อยๆ ออกฤทธิ์ ชีพจรหยุดลงแล้ว ลมหายใจถูกเก็บงำ ทั่วทั้งร่างกายเย็นเยียบ ราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้วจริง ๆส่วนในห้องหอที่ห่างออกไปเพียงกำแพงกั้นไม่กี่ชั้นนั้น คาดว่าคงตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้าแล้วเป็นแน่มือของกู้อวี่หลานยังคงค้างอยู่ที่ผ้าคลุมหน้าของอวิ๋นเหยา ผ้าแดงที่ปักลายนกยวนยางคู่รักชิ้นนั้นเพิ่งถูกเปิดออกเพียงมุมเดียว เผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งซีกของอวิ๋นเหยาที่วาดคิ้วไว้อย่างประณีตบรรจงเขาเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ แสงเทียนสลักทองสะท้อนบนใบหน้า สว่างสลับมืดมิดอวิ๋นเหยาชะงักไปวูบหนึ่งก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เดือดดาลขึ้นมาทันควัน นางปัดมือของกู้อวี่หลานออกอย่างแรง หันหน้าไปตวาดใส่บ่าวรับใช้ที่อยู่ตรงประตูด้วยน้ำเสียงดุดันเกรี้ยวกราด“บังอาจ! ข้าต่างหากที่เป็นนายหญิงเพียงหนึ่งเดียวของจวนอ๋องเจิ้นเป่ย!”“ก็แค่เศษสวะที่ยึดครองตำแหน่งพระชายาเอาไว้ ตายไปก็ตายไปสิ มีค่าให้ต้องตื่นตูมถึงเ
Magbasa pa

บทที่ 6

ปลายนิ้วเพิ่งจะแตะถูกผิวของข้า ความเย็นยะเยือกเสียดกระดูกนั้นก็ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง“อวิ๋นซี…”เขาเรียกชื่อของข้าด้วยเสียงต่ำ น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นภาษามนุษย์“เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจเลยได้หรือไม่?”เขายื่นมือออกไปอังลมหายใจของข้า แล้วคลำชีพจรของข้าอีกครั้งไม่มีเลย สิ่งใดก็ล้วนไม่มีเลยณ วินาทีนั้น กู้อวี่หลานแตกสลายแล้วโดยสิ้นเชิงเขาคุกเข่าล้มลงตรงหน้าเตียงอย่างแรง สองมือกุมแขนเสื้อของข้าไว้แน่น ข้อนิ้วซีดขาวเนื่องจากออกแรงกดเรื่องราวทีละเล็กทีละน้อยยามเฝ้าชายแดนตลอดเจ็ดปี ประหนึ่งกระแสน้ำหลั่งไหลทะลักเข้ามา ท่วมท้นตัวเขาจนมิดเขานึกถึงยามที่ข้าติดตามกองทัพเป็นครั้งแรก เผชิญหน้ากับฝุ่นทรายเต็มท้องฟ้า ทั้งที่กลัวจนริมฝีปากสั่นระริก ทว่ายังฝืนทนช่วยเหล่าทหารเย็บปะเสื้อผ้านึกถึงยามค่ายทหารโดนลอบโจมตี ข้ารับธนูแทนเขาดอกหนึ่ง บาดแผลเลือดไหลไม่หยุด ทว่ายังคงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร ท่านอ๋องรักษาตัวด้วย”นึกถึงยามเขาบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ หลังจากฟื้นขึ้นมาได้รับรู้ว่าเพื่อตามหาดีงู ข้าบุกเข้าถ้ำเบญจพิษเพียงลำพัง เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวดถึงนำยากลับมาได้ ยามนั้นในใจเ
Magbasa pa

บทที่ 7

ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปเกลี้ยกล่อมเขายามค่ำคืนดึกสงัดผู้คนเงียบงัน ในโถงตั้งศพเหลือเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นเขายื่นมือออกไป พลางลูบไล้โลงศพอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังลูบไล้สิ่งล้ำค่าที่รักถนอมที่สุด“อวิ๋นซี ขอโทษด้วย…”เขาพึมพำเสียงต่ำ“รอให้ข้าจัดการเรื่องราวที่นี่เสร็จสิ้น ก็จะไปหาเจ้า...”ทว่าเขาไม่รับรู้เลยว่า ในยามที่ตนเองจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความสำนึกเสียใจภายหลังนั้น คนที่ฮองเฮาส่งมาได้ลอบเข้าไปในสุสานอย่างเงียบเชียบแล้วเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเขาอาศัยความมืดของราตรี ขุดเปิดหลุมศพของข้าออก แล้วยกตัวข้าออกมาจากโลงศพผู้นำขบวนคือหลี่มามาคนสนิทของฮองเฮา นางมองดูข้าที่ “ตายแล้วฟื้นคืนชีพกลับมา” บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เพียงแค่กล่าวอย่างเย็นชาว่า“องค์หญิง ฮองเฮาตรัสแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ท่านมิใช่องค์หญิงอีกต่อไป และห้ามกลับมายังเมืองหลวงอีกเด็ดขาด นี่เป็นค่าเดินทาง ท่านดูแลตัวเองให้ดีเถิด”ข้าพยักหน้า มิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดความอดกลั้นเจ็ดปี การเสียสละทุ่มเทเจ็ดปี การเฝ้ารอคอยเจ็ดปี ในที่สุดก็ปิดฉากลง ณ วินาทีนี้ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระแล้วคนของหลี่มามาส่งข
Magbasa pa

บทที่ 8

“เสิ่นเยี่ยน ไม่ว่าท่านจะตกอยู่ในสภาพใด ข้าล้วนไม่ใส่ใจเลย เวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”เสิ่นเยี่ยนมองดูข้า แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน“ได้”วันนั้นแสงแดดกำลังดี สายลมโชยแผ่วไม่แห้งแล้งอึดอัดระคายเคือง พวกเราเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายในเรือนหลังเล็กๆ แห่งนี้ปราศจากการแก่งแย่งชิงดีของราชสำนัก ปราศจากการหักเหลี่ยมเฉือนคมในจวนอ๋อง ปราศจากประกายดาบเงากระบี่ ณ ด่านชายแดนมีเพียงความสงบเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน และความอบอุ่นใจที่ได้ประคับประคองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเสิ่นเยี่ยนเปิดสำนักศึกษาแห่งหนึ่งในเมือง คอยสอนเด็กๆ อ่านตำราและคัดอักษรส่วนข้าก็จัดการงานบ้านงานเรือน บางครั้งบางคราวก็ช่วยเขาคัดลอกตำรายามว่างเว้นจากงาน พวกเราจะพากันไปเดินเล่นริมแม่น้ำด้วยกัน ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินด้วยกัน เสวนาเรื่องบทกวีคำกลอนด้วยกัน และวาดฝันถึงอนาคตเบื้องหน้าร่วมกันวันเวลาแม้จะยากจนข้นแค้น ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขหนึ่งปีให้หลัง พวกเรามีบุตรชายที่น่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าเนี่ยนอัน มีความหมายสื่อถึงความคิดถึงคำนึงหาและความสงบสุขปลอดภัยแต่ทางฝั่งเมืองหลวงกลับเป็น
Magbasa pa

บทที่ 9

“ส่วนเจ้า” เขาจ้องมองอวิ๋นเหยา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความขยะแขยง “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเจ้ากับข้าถือว่าตัดขาดสิ้นเยื่อใย!”พูดไม่ทันขาดคำ เขาพลันเงื้อมือขึ้น ฟาดฝ่ามือฉาดใหญ่ลงบนใบหน้าของอวิ๋นเหยาอย่างรุนแรงเสียง “เพียะ” ดังสนั่นชัดเจน อวิ๋นเหยาถูกตบจนใบหน้าหันไปอีกทาง โลหิตสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากนางจ้องมองกู้อวี่หลานอย่างยากที่จะยอมรับได้“ท่านถึงกับกล้าลงมือตบตีข้าเชียวรึ?”กู้อวี่หลานมิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด เพียงแค่ใช้สายตาอันเย็นเยียบเฝ้ามองนางอวิ๋นเหยาทั้งโกรธเคืองระคนเคียดแค้น พลางหมุนตัววิ่งตรงไปยังวังหลวงทันทีเรื่องราวนี้แพร่สะพัดไปเข้าถึงพระกรรณของฮ่องเต้อวิ๋นถิงอย่างรวดเร็วยิ่งเดิมทีอวิ๋นถิงก็ระแวดระวังเพราะกู้อวี่หลานมีผลงานความดีความชอบสูงส่งจนข่มบารมีโอรสสวรรค์อยู่แล้ว ยามนี้กู้อวี่หลานถึงกับบังอาจลงไม้ลงมือทุบตีองค์หญิง และดูหมิ่นเกียรติยศของราชวงศ์ เรื่องนี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหลืออดเหลือทนพระองค์ทรงออกราชโองการ ณ เวลานั้นทันที ให้จับกู้อวี่หลานโยนเข้าคุกหลวง เพื่อรอการลงทัณฑ์ข่าวคราวเรื่องกู้อวี่หลานถูกจองจำในคุกหลวงส่งไปถึงด่านชายแดน พลันก่อ
Magbasa pa

บทที่ 10

และข้าก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้ง เนื่องจากผลงานของเสิ่นเยี่ยนเช่นกันชีวิตราบรื่นไร้เรื่องทุกข์ร้อน วันเวลาผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัวผ่านไปอีกห้าปี เนี่ยนอันบุตรชายของพวกเราเติบโตเป็นเด็กชายที่ร่าเริงน่ารักคนหนึ่งแล้วเสิ่นเยี่ยนยังคงเป็นอัครเสนาบดีผู้มีใจห่วงใยใต้หล้า ส่วนข้าก็ยังคงเป็นภรรยาที่เฝ้าอยู่เคียงข้างเขาวันนี้ข้าพาเนี่ยนอันไปซื้อขนมที่ถนนเมื่อเดินไปถึงมุมถนน ขอทานที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ารุงรังหน้าตาเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งได้ขวางพวกเราไว้บนตัวเขาส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ ผมยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่งยื่นมือที่ผอมแห้งออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า“ฮูหยิน ทำทานหน่อยเถิด ขออาหารให้กินสักหน่อย”เนี่ยนอันตกใจจนหลบไปอยู่ข้างหลังข้าข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ให้สาวใช้หยิบเงินเศษจำนวนหนึ่งยื่นให้เขาทว่าเขามิได้มารับ แต่กลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้านั้นเป็นกู้อวี่หลานไม่ได้เจอกันห้าปี เขาเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้แล้วความสง่าผ่าเผยในอดีตอันตรธานไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงความทุกข์ยากและร่องรอยแห่งความเสียใจเต็มใบหน้าดวง
Magbasa pa
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status