พล็อตหลักของ 'The Conjuring: The Devil Made Me Do It' เลือกขยับจากบ้านผีสิงแบบเดิม ๆ ไปเป็นการไต่สวนคดีความที่อ้างว่ามีการครอบงำปีศาจ ผมรู้สึกว่าจุดเชื่อมโยงที่ชัดที่สุดคือการกลับมาของคู่สามีภรรยา 'วอเรน' — พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้บรรยายเหตุการณ์ แต่ยังเป็นเส้นตั้งที่เชื่อมโยงเหตุการณ์เดียวกันกับภาคก่อน ๆ เข้าด้วยกัน ในมุมหนึ่ง ภาคนี้ยังคงย้ำภาพของพิพิธภัณฑ์วัตถุแปลกประหลาดซึ่งเคยโผล่ในเรื่องอื่น ๆ ของซีรีส์ และฉากที่แสดงให้เห็นว่าวัตถุเหล่านั้นมีบทบาทต่อเหตุการณ์ปัจจุบันสร้างสะพานเชื่อมให้คนดูรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นจักรวาลเดียวกัน
ลองมองแบบนี้ก่อน: 'The Conjuring 3' หรือชื่อเต็มทางการคือ 'The Conjuring: The Devil Made Me Do It' มีความยาวโดยรวมประมาณ 112 นาที ซึ่งเป็นความยาวที่ผมมองว่าอยู่ในช่วงพอดีสำหรับหนังสยองขวัญแนวไล่จังหวะ ไม่สั้นจนขาดเนื้อหา แต่ก็ไม่ยืดยาวเกินไปจนเสียจังหวะความน่ากลัว
ถ้าหากต้องการดู 'The Conjuring: The Devil Made Me Do It' แบบถูกลิขสิทธิ์ในไทย ทางเลือกหลักจะเป็นสองแบบคือสตรีมมิ่งตามแพลตฟอร์มที่จ่ายค่าสมาชิก หรือการเช่า/ซื้อดิจิทัลบนร้านหนังออนไลน์ เช่น แอปที่ขายภาพยนตร์แบบเช่า/ซื้อ (Apple TV, Google Play หรือ Amazon) ซึ่งจะได้ความคมชัดและบันทึกไว้ดูซ้ำได้หากซื้อจริง อีกทางคือแผ่นดีวีดี/บลูเรย์สำหรับคนชอบของสะสม เพราะมักมีเบื้องหลังหรือคอมเมนทารีให้ดู
ฉากเปิดของ 'The Conjuring 3' รีดเส้นประสาทขึ้นมาได้ทันทีและทำให้คิดว่าเรื่องนี้จะยึดโยงกับคดีความจริงมากแค่ไหน.
ภาพยนตร์เรื่องนี้ยกเอาเคสที่คนมักพูดถึงกันว่าเป็นคดี 'Devil Made Me Do It' ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีของ Arne Cheyenne Johnson ในต้นยุค 1980 มาขยายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติเต็มรูปแบบ โดยมีการอ้างถึงการเข้ามาช่วยของคู่สามีภรรยานักปราบผีที่มีชื่อเสียงในเรื่องเล่า แม้ว่าชื่อบุคคล บริบทบางอย่าง และเหตุการณ์หลักจะมีรากมาจากเรื่องจริง แต่รายละเอียดเชิงภาพยนตร์ถูกปะติดปะต่อ ดัดแปลง และยืดออกเพื่อให้เกิดความตึงเครียดและฉากสยองแบบหนังฮอลลีวู้ด