5 Réponses2026-03-04 16:38:25
ลองเอา 'กล่องทรูไอดี' มาต่อกับทีวีรุ่นเก่าแล้วพบว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด แต่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ต้องรู้ก่อนลงมือ
ผมเคยเอากล่องมาต่อกับทีวีที่มีแต่พอร์ต AV (RCA สีเหลือง/ขาว/แดง) โดยตรงไม่ได้เพราะกล่องสมัยใหม่ส่งสัญญาณออกเป็น HDMI เท่านั้น วิธีแก้ง่าย ๆ คือหาตัวแปลงสัญญาณจาก HDMI เป็น AV ที่มีแหล่งจ่ายไฟภายนอก (active converter) เพราะสายเปล่าแบบ passive จะใช้ไม่ได้ ตรงนี้สำคัญมากเพราะต้องแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอนาล็อก
อีกกรณีคือทีวีเก่าที่มีแค่ช่องเสาอากาศ (coax) ถ้าต้องการเสียบแบบนั้นต้องหา 'RF modulator' เพื่อแปลงสัญญาณ AV เป็นสัญญาณช่องทีวี แต่ภาพกับเสียงจะด้อยกว่าการต่อแบบ AV ปรับค่าคอนทราสต์และความสว่างในทีวีเก่าไว้ให้พอดี และตั้งค่าความละเอียดที่กล่องเป็น 480i/576i จะได้ภาพนิ่งสบายตามากกว่าพยายามบังคับ 720p ลงจอ CRT
ท้ายสุดเรื่องอินเทอร์เน็ต ถ้ากล่องรองรับแลนก็เดินสายจะเสถียรกว่า Wi‑Fi บนกล่องเก่าที่รับสัญญาณได้ไม่ดี และถ้าทีวีไม่มีลำโพงดีพอ ลองใช้ช่องแยกเสียง (RCA) ต่อไปยังลำโพงภายนอกหรือซาวด์บาร์ เท่านี้ทีวีรุ่นเก่าก็กลายเป็นหน้าจอดูสตรีมได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่เลย
6 Réponses2026-03-04 22:48:26
นี่คือแอปที่ผมมองว่าแทบขาดไม่ได้บนกล่อง 'TrueID' เวลานั่งลงหน้าทีวีแล้วอยากเปิดคอนเทนต์ได้ทันทีผมมักเริ่มจากสามตัวนี้
'YouTube' เป็นแหล่งเนื้อหาฟรีที่ครอบคลุม ทั้งคลิปสั้น วิดีโอสอน และคอนเทนต์ท้องถิ่นที่หายใจร่วมกับชีวิตประจำวันได้ง่ายที่สุด เหมาะเวลาที่ไม่อยากผูกกับแพลตฟอร์มจ่ายรายเดือน
'Netflix' ให้ประสบการณ์ดูแบบสตรีมคุณภาพสูง ซีรีส์และหนังเวิร์ลคลาสที่หาได้ยากในที่อื่น ส่วน 'Spotify' ช่วยเปลี่ยนกล่องทีวีให้กลายเป็นลำโพงสตรีมมิงสำหรับปาร์ตี้เล็กๆ หรือเล่นเพลงขณะท่องเมนู ในมุมของผม การมีทั้งวิดีโอแบบเปิดหนังยาวและแพลตฟอร์มเพลงคือสูตรที่ลงตัวสำหรับการใช้งานทุกวัน
5 Réponses2026-03-24 15:41:09
เบอร์กลางที่คนมักจะเริ่มโทรคือ 1242 — นี่คือหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ของทรูที่ให้บริการลูกค้ารวมทั้งเรื่องกล่องทรูไอดีโดยตรง
เวลาผมมีปัญหากับกล่อง TruеID ผมโทร 1242 ก่อนเสมอ เพราะเจ้าหน้าที่จะสามารถเช็กสถานะบัญชีและอุปกรณ์ให้ได้ทันที และมักจะขอรหัสเครื่องหรือหมายเลขสมาชิกเพื่อรีโมทช่วยเหลือให้ลองเช็กสัญญาณหรือรีบูตผ่านระบบ
ถ้าต้องการช่องทางเสริม บางครั้งเบอร์สำนักงานใหญ่ของทรูหรือเบอร์ติดต่อบริการอินเทอร์เน็ตของทรูจะช่วยได้ เช่นหมายเลขศูนย์บริการภูมิภาค แต่ 1242 เป็นจุดเริ่มต้นที่สะดวกที่สุด — ผมมักจะเตรียมหมายเลขเครื่องและสลิปการสมัครไว้ก่อนโทร จะได้ไม่เสียเวลา
5 Réponses2026-03-03 05:41:52
การสมัครทรูไอดีง่ายกว่าที่คิดและเหมาะกับคนชอบดูหนัง-ซีรีส์โดยไม่ซับซ้อนเลย
ฉันเริ่มจากการติดตั้งแอป TrueID บนมือถือ ซึ่งใช้เวลาน้อยนิด และกรอกข้อมูลพื้นฐานอย่างอีเมลหรือเบอร์มือถือเพื่อรับรหัสยืนยัน จากนั้นระบบจะให้เลือกรูปแบบการเข้าใช้งานทั้งแบบฟรีและแบบมีสมาชิกพรีเมียม ถ้าอยากดูคอนเทนต์ใหม่ๆ แบบไม่สะดุด ให้เลือกแพ็กเกจรายเดือนหรือรายปีตามงบประมาณ
สิ่งที่ฉันชอบคือสามารถผูกบัญชีกับบัญชีทรูมูฟเอชหรือบัตรเครดิตได้เลย ทำให้การชำระเงินสะดวกและมีโปรโมชันบ่อยๆ หลังสมัครเสร็จ ฉันเชื่อมต่อกับทีวีผ่านแอปบน Smart TV หรือใช้ Chromecast เพื่อดูหนังอย่าง 'Stranger Things' จอใหญ่เต็มอารมณ์ สุดท้ายอย่าลืมตรวจสอบการตั้งค่าคุณภาพสตรีมและการล็อกอินอุปกรณ์เพื่อไม่ให้บัญชีนำไปใช้เกินจำนวนที่อนุญาต ทั้งหมดนี้ทำให้การเริ่มต้นดูคอนเทนต์โปรดเป็นเรื่องง่ายและเพลิดเพลิน
2 Réponses2026-03-03 12:20:34
บนสมาร์ททีวีของฉัน การติดตั้งแอป 'TrueID' เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลยถ้าเตรียมของให้พร้อมก่อน โดยเริ่มจากการเชื่อมต่อทีวีกับอินเทอร์เน็ตแบบสเถียร—Wi‑Fi หรือสาย LAN ก็ได้ แล้วตรวจสอบเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ของทีวีให้เป็นปัจจุบัน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องความเข้ากันได้ของแอป
หลังจากนั้นให้เข้าไปที่ร้านแอปของทีวี (บน Android TV หาได้จาก Google Play, บนทีวีซัมซุงใช้ Samsung Apps หรือที่เรียกว่า Smart Hub) ค้นหาคำว่า 'TrueID' แล้วกดติดตั้ง เมื่อลงเสร็จเปิดแอปขึ้นมา ขั้นตอนต่อมาคือการลงชื่อเข้าใช้ ซึ่งบางครั้งจะให้เลือกล็อกอินด้วยเบอร์โทรศัพท์และยืนยันด้วยรหัส OTP หรือจะใช้บัญชีอีเมลก็ได้ ผมมักจะพิมพ์ข้อมูลผ่านแอปบนมือถือแล้วใช้ฟีเจอร์เชื่อมต่อเพื่อยืนยันจะเร็วกว่าใช้รีโมททีวี
หากแอปแสดงเนื้อหาแบบเชิงสด ให้มองหาเมนู 'Live' หรือแถบช่องรายการ แล้วเลือกช่องทรูไอดีที่ต้องการ ถ้ามีคอนเทนต์ที่ล็อกไว้จะต้องสมัครแพ็กเกจหรือยืนยันสิทธิ์ก่อน บางครั้งระบบจะถามสิทธิ์การเข้าถึงตำแหน่งหรือการแจ้งเตือน ให้อนุญาตเฉพาะที่จำเป็น ส่วนปัญหาทั่วไปที่เคยเจอคือแอปหาไม่เจอในสโตร์ของทีวี ซึ่งแก้ง่าย ๆ ด้วยการใช้กล่อง Android TV ที่มี Play Store, ใช้ Chromecast เพื่อฉายจากมือถือมาที่ทีวี หรือเสียบสาย HDMI จากโน้ตบุ๊กแล้วเล่นผ่านเว็บของ 'TrueID' วิธีเหล่านี้ช่วยให้ไม่พลาดช่องหรือรายการโปรดแม้ทีวีรุ่นเก่าจะไม่มีแอปให้ดาวน์โหลด
สรุปแบบไม่เป็นทางการว่า คีย์สำคัญคือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อัปเดตทีวี ติดตั้งแอป และล็อกอินด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว การสลับช่องและค้นหาคอนเทนต์ก็เป็นเรื่องสนุกที่ทำได้ทันที เป็นแนวทางที่ผมใช้มาแล้วได้ผลบ่อย ๆ และมักจบลงด้วยการนั่งดูรายการโปรดบนหน้าจอใหญ่จนเพลินเลย
2 Réponses2026-03-03 02:14:54
การดู 'ทรูไอดี' บนมือถือให้ลื่นไหลเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญเยอะ เพราะชอบดูซีรีส์ตอนเดินทางหรือระหว่างพักเที่ยง การเริ่มต้นที่เครือข่ายเป็นสิ่งที่เห็นผลทันที: ถ้าเชื่อมต่อ Wi‑Fi ให้ลองเปลี่ยนไปใช้คลื่น 5GHz แทน 2.4GHz เพราะสัญญาณนิ่งกว่าในพื้นที่ที่มีคนใช้เยอะ แต่ถ้าต้องพึ่งมือถือ ให้เลือกสัญญาณ 4G/5G ที่แรงสุดในบริเวณนั้นและปิดการเชื่อมต่ออื่นๆ ที่กินแบนด์วิดท์ เช่น การอัปโหลดรูปหรือการสำรองข้อมูลภาพยนตร์อัตโนมัติ
นอกจากนี้การปรับแอปและเครื่องก็สำคัญ: ปิดแอปพื้นหลังที่ใช้เน็ตมาก เคลียร์แคชของแอป 'ทรูไอดี' บ่อย ๆ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้เวอร์ชันล่าสุด เพราะบั๊กบางอย่างถูกแก้แล้วในอัปเดต การลดความละเอียดของสตรีมลงนิดหน่อยก็ช่วยได้มากเวลาสัญญาณไม่แน่น — ความละเอียด 720p มักพอเพียงสำหรับหน้าจอมือถือและลดโอกาสกระตุกได้มาก
สุดท้ายผมมองเรื่องเวลารับชมและสภาพเครื่องด้วย: ช่วงเวลาแออัด เช่น ตอนค่ำหลังเลิกงาน บริการสตรีมมักมีผู้ใช้หนาแน่น ทำให้เกิดบัฟเฟอร์ได้บ่อย หากเป็นไปได้ก็หลีกเลี่ยงชมตอนเร่งด่วนหรือโหลดไว้ล่วงหน้าเมื่อมีฟีเจอร์ดาวน์โหลด ใช้สายชาร์จขณะชมเพื่อป้องกันการร้อนและลดภาระของซีพียู ซึ่งมักทำให้วิดีโอสะดุดได้อย่างที่ไม่คาดคิด ทั้งหมดนี้ลองปรับผสมกันดูแล้วจะพบวิธีที่เข้ากับสไตล์การดูของตัวเองมากที่สุด
1 Réponses2026-03-04 23:37:06
พูดตามตรงเลยว่า การตัดสินว่าแพ็กเกจกล่องทรูไอดีแพ็กไหนคุ้มที่สุดสำหรับดูหนังขึ้นกับนิสัยการดูของแต่ละคนมาก, ผมมักเริ่มจากถามตัวเองก่อนว่าดูบ่อยแค่ไหนและอยากได้หนังใหม่ระดับไหนเป็นหลัก การเปรียบเทียบแบบคร่าวๆ คือ ถ้าดูเป็นงานอดิเรกสัปดาห์ละสองสามเรื่อง แพ็กเกจพรีเมียมที่ให้การเข้าถึงคลังหนังและซีรีส์จำนวนมากจะคุ้มค่าเพราะค่ารายเดือนถูกกว่าการเช่าหนังบ่อยๆ แต่ถ้าชอบดูหนังใหม่ๆ วันแรกที่ฉายหรือหนังที่ต้องจ่ายเงินพิเศษบ่อยๆ อาจจะต้องคิดรวมค่าเช่าพิเศษหรือแพ็กเสริมที่รวมหนังลิขสิทธิ์ใหม่ๆ ด้วย ในมุมมองของผม ความคุ้มเกิดขึ้นเมื่อได้รับทั้งคอนเทนต์ที่ชอบ คุณภาพภาพระดับ HD/4K ที่ต้องการ และฟีเจอร์อย่างดาวน์โหลดเก็บไว้ดูแบบออฟไลน์หรือความสามารถสตรีมพร้อมกันหลายจอ
เกณฑ์สำคัญที่ช่วยตัดสินใจคือ 1) ขนาดคลังหนังและแนวที่ชอบ — บางแพ็กจะเน้นหนังเอเชีย บางแพ็กเน้นฮอลลีวูด ถ้าชอบหนังอินดี้หรือคลาสสิกก็ต้องเช็กไลบรารี 2) คุณภาพสตรีม (ถ้าชอบดูบนทีวีจอใหญ่ ควรเลือกแพ็กที่รองรับ 4K) 3) ฟีเจอร์การใช้งาน เช่น การดาวน์โหลด, สตรีมพร้อมกันกี่อุปกรณ์, การเชื่อมต่อกับสมาร์ททีวี 4) โปรโมชั่นบันเดิลกับอินเทอร์เน็ตหรือมือถือ — หลายครั้งการรวมแพ็กกับ TrueMove หรือ TrueOnline ทำให้ราคาต่อเดือนถูกลงมาก ตัวอย่างการใช้งานจริงคือ การดูหนังครอบครัวในวันหยุด ต้องการใช้งานพร้อมกันหลายเครื่องและภาพชัดจัดเต็ม ผมเลยมองหาแพ็กที่รองรับความละเอียดสูงและมีไลบรารีที่หลากหลาย ส่วนคนที่อยากดูหนังฮอลลีวูดบล็อกบัสเตอร์อย่าง 'Avengers: Endgame' หรือภาพยนตร์รางวัลอย่าง 'Parasite' ก็ควรเช็กว่าชื่อเรื่องโปรดอยู่ในแพ็กหรือจะต้องเสียเงินแยก
เมื่อพิจารณารวมๆ แล้ว แพ็กแบบพรีเมียมรายเดือน/รายปีที่รวมคอนเทนต์ดูไม่อั้นมักเป็นตัวเลือกที่คุ้มสำหรับคนดูหนังเป็นประจำ โดยเฉพาะถ้ามีแถมการดูแบบความละเอียดสูงและส่วนลดจากการบันเดิลกับบริการอินเทอร์เน็ต แต่สำหรับคนที่ดูน้อยหรือเน้นดูหนังใหม่วันแรก การใช้แผนพื้นฐานแล้วค่อยจ่ายเงินเช่าสำหรับหนังที่อยากดูจริงๆ อาจถูกกว่าและยืดหยุ่นกว่า อีกมุมคือคนชอบซีรีส์เอเชียกับรายการทีวีก็ควรดูว่าพรีเมียมของทรูไอดีมีคอนเทนต์แนวนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะจะเพิ่มมูลค่าของแพ็กในการใช้งานจริง สำหรับคนที่ต้องการภาพฟิล์มจัดเต็มและเสียงถึงใจ อาจลงทุนในกล่องที่รองรับ 4K และระบบเสียงที่ดีแล้วเลือกแพ็กที่ให้คุณภาพสตรีมสูงสุด
สรุปความเห็นแบบตรงไปตรงมาคือ ถาต้องชี้ว่าคุ้มที่สุดแบบทั่วไป ผมมักเลือกแพ็กพรีเมียมที่บันเดิลกับอินเทอร์เน็ตหรือมือถือเพราะได้ส่วนลดและความสะดวกในการใช้งาน ส่วนคนที่อยากเซฟงบและดูเป็นครั้งคราว ให้เลือกแพ็กพื้นฐานแล้วเสียเงินเช่าเฉพาะเรื่องที่อยากดูจริงๆ ทั้งนี้การทดลองใช้งานบางเดือนเพื่อเช็กไลบรารีและคุณภาพบนหน้าจอของตัวเองยังช่วยให้ตัดสินใจได้ดีกว่า แต่โดยส่วนตัวแล้วการได้นอนดูหนังโปรดบนจอใหญ่ มีเสียงดีๆ และเลือกเรื่องได้ไม่จำกัด มันทำให้ค่าบริการที่จ่ายรู้สึกคุ้มขึ้นมากจริงๆ
3 Réponses2026-03-03 18:42:01
นี่คือภาพรวมค่าบริการของ 'TrueID' ที่ฉันคิดว่าน่าจะตอบคำถามได้ตรงประเด็น ก่อนอื่นต้องแยกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือเนื้อหาฟรีกับเนื้อหาแบบเสียเงิน
เนื้อหาฟรีใน 'TrueID' มักเป็นรายการทีวีบางช่อง รายการคลิปสั้น และโฆษณาแทรก เมื่ออยากได้คอนเทนต์แบบเต็มเรื่องหรือไม่มีโฆษณาก็ต้องสมัครแพ็กเกจพรีเมียม ซึ่งรูปแบบที่เจอกันบ่อยมีดังนี้: แพ็กแบบรายวัน/รายสัปดาห์ (ราคาประมาณหลักสิบบาทต่อวันหรือสัปดาห์ เหมาะกับคนดูชั่วคราว) แพ็กแบบรายเดือน (มักอยู่ในช่วงประมาณหลักร้อยบาทต่อเดือน ขึ้นกับโปรโมชั่นและประเภทคอนเทนต์) และแพ็กแบบรายปี (ส่วนลดเมื่อเทียบกับจ่ายรายเดือน)
นอกจากแพ็กสมัครสมาชิกทั่วไป ยังมีรายการจ่ายแยกเป็นครั้ง ๆ เช่น เช่าหนังหรือซื้อดูแบบเฉพาะเรื่อง (ราคาตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยบาทต่อเรื่อง) และแพ็กกีฬาหรืออีเวนต์พิเศษซึ่งมักจะคิดราคาแยกต่างหากสำหรับฤดูกาลหรือทัวร์นาเมนต์นั้น ๆ บริการชำระเงินทำได้หลายช่องทาง ทั้งบัตรเครดิต, TrueMoney Wallet, และตัดผ่านเบอร์โทรศัพท์สำหรับลูกค้าเครือข่ายที่ร่วมรายการ บางครั้งลูกค้าที่ใช้เครือข่ายเดียวกันหรือแพ็กเน็ตของผู้ให้บริการก็จะได้สิทธิ์ดูฟรีเป็นระยะเวลาหนึ่งด้วย
ถ้าจะให้แนะนำแบบสั้น ๆ: ถ้าดูเป็นครั้งคราว เลือกเช่าหรือซื้อเรื่องเดียวได้คุ้มกว่า ส่วนคนดูบ่อยสมัครแบบรายเดือนหรือปีจะคุ้มกว่า และถ้าเป็นแฟนกีฬาต้องเช็กแพ็กกีฬาว่าแยกคิดหรือรวมอยู่ในแพ็กพรีเมียมไหม แนะนำเปิดแอป 'TrueID' ดูหน้าแพ็กเกจจริง ๆ อีกทีเพราะมีโปรโมชันบ่อย ๆ และราคาที่เห็นอาจเปลี่ยนตามแคมเปญต่าง ๆ
1 Réponses2026-03-04 02:57:27
ตรงไปตรงมา การจะบอกว่า 'กล่องทรูไอดี' ต้องการความเร็วอินเทอร์เน็ตเท่าไร ขึ้นกับว่าคุณต้องการภาพความละเอียดแบบไหนและมีอุปกรณ์อื่นใช้เน็ตพร้อมกันกี่เครื่อง ในการใช้งานทั่วไปสำหรับสตรีมมิ่งวิดีโอ ค่าประมาณมาตรฐานที่ใช้กันคือประมาณ 3-4 Mbps สำหรับความละเอียดมาตรฐาน (SD), ประมาณ 5-8 Mbps สำหรับความละเอียด HD (720p–1080p) และถ้าต้องการภาพคมชัดแบบ 4K ควรมีความเร็วตั้งแต่ 15–25 Mbps ขึ้นไป โดยเฉพาะคอนเทนต์ 4K HDR มักมีบิทเรตสูงกว่าปกติ ดังนั้นถ้าอยากได้ประสบการณ์ไร้สะดุดจริงๆ แนะนำเผื่อไว้สัก 25–40 Mbps สำหรับการสตรีมเพียงเครื่องเดียวในระดับ 4K
โดยส่วนตัวแล้วฉันมองเรื่องความเสถียรเป็นเรื่องสำคัญกว่าแค่ตัวเลขความเร็วล้วนๆ สัญญาณ Wi‑Fi ที่อ่อนหรือเราเตอร์เก่าอาจทำให้วิดีโอกระตุกแม้ว่าค่าเน็ตจากผู้ให้บริการจะสูงพอ การเชื่อมต่อแบบสาย LAN กับ 'TrueID Box' จะเสถียรกว่าและลดปัญหาหน่วงหรือแพ็กเก็ตหล่นได้มาก หากใช้ Wi‑Fi ให้เลือกช่องสัญญาณ 5 GHz และมาตรฐานที่ใหม่หน่อยเช่น 802.11ac หรือ 802.11ax (Wi‑Fi 5/6) เพื่อได้แบนด์วิธและความเสถียรที่ดีขึ้น นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงอุปกรณ์อื่นๆ ในบ้าน ถ้ามีคนดูวิดีโอพร้อมกันหลายจอ หรือมีการดาวน์โหลด/เล่นเกมหนักๆ พร้อมกัน ก็ควรบวกแบนด์วิธขึ้นตามจำนวนสตรีม เช่น สองเครื่องดู 4K ก็เผื่อไว้ประมาณ 40–50 Mbps ขึ้นไป หรือหากบ้านมีผู้ใช้หลายคนพร้อมกัน แพ็กเกจ 100 Mbps จะให้ความสบายใจมากขึ้น
อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือความหน่วง (latency) และความคงที่ของสปีดจริงเมื่อเทียบกับค่าที่ผู้ให้บริการโฆษณา การทดสอบความเร็วตรงเวลาที่ใช้งานจริงช่วยให้รู้ว่าระบบใช้งานได้ดีแค่ไหน และฟีเจอร์ของเราเตอร์อย่าง QoS (Quality of Service) จะช่วยจัดลำดับความสำคัญของการสตรีมได้ หากมีการบันทึกสดหรือส่งสัญญาณขึ้นอินเทอร์เน็ต ความเร็วอัพโหลดก็มีผล แม้ว่าสตรีมจาก 'TrueID Box' ส่วนใหญ่จะพึ่งพาโหลดดาวน์โหลดเป็นหลัก แต่การอัปโหลดที่ต่ำมากอาจทำให้ฟีเจอร์บางอย่างไม่ราบรื่น ฉันมักจะแนะนำให้ผู้ใช้เลือกแพ็กเกจที่มีทั้งดาวน์โหลดและอัพโหลดสมดุลกัน และอัปเดตเฟิร์มแวร์ของเราเตอร์เสมอเพื่อแก้บั๊กและปรับประสิทธิภาพ
พูดสรุปแบบเป็นมิตร หากเป้าหมายแค่ดูรายการทั่วไป HD ควรมี 8–15 Mbps ต่อเครื่องก็ใช้งานได้ดี แต่ถ้าจะดู 4K แบบมั่นใจควรเผื่อ 25 Mbps ขึ้นไปต่อสตรีม และถ้าครอบครัวมีหลายคนพร้อมกัน แพ็กเกจ 100 Mbps หรือสูงกว่าจะช่วยให้สบายใจมากกว่า สำหรับฉัน ความรู้สึกดีที่สุดคือเวลาที่สัญญาณนิ่งแล้วภาพไหลลื่น ไม่มีบัฟเฟอร์มาคั้นตอนเข้มข้นของซีรีส์เรื่องโปรดเลย