2 Jawaban2026-02-13 11:56:32
แผนการเตรียมตัวสอบคณิต A-Level ที่ผมยึดคือการแยกเนื้อหาเป็นกลุ่มเล็กๆ แล้วลงลึกทีละหัวข้อจนมั่นใจ
กลุ่มแกนหลักต้องครอบคลุมเรื่องในหัวข้อ 'Pure Mathematics' อย่างเช่น พีชคณิตเชิงเส้น ฟังก์ชัน แคลคูลัส (ทั้งอนุพันธ์และอินทิกรัล) และแผนภาพตรีโกณมิติ รวมถึงเรื่องเวกเตอร์และสมการเชิงอนุพันธ์สั้นๆ ที่มักโผล่มาในข้อสอบ ส่วน 'Mechanics' จะเน้นการเคลื่อนที่ กฎของนิวตัน งาน พลังงาน และโมเมนตัม ซึ่งการวาดฟรีบอดี้ไดอะแกรมให้ชินเป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก ในขณะที่ส่วน 'Statistics' คือการแจกแจง ความคาดหวัง ความแปรปรวน การทดสอบสมมติฐาน และการถอดความจากตาราง/กราฟ ทักษะการคำนวณแบบมีเหตุผลและการเลือกสมการที่เหมาะสมจะทำให้ทำคะแนนได้เร็วขึ้น
ในการฝึก ผมเน้นความต่อเนื่องมากกว่าการท่องจำแบบฉาบฉวย วิธีที่ได้ผลคืออ่านทบทวนคำนิยามและสูตรให้เข้าใจความหมาย จากนั้นแยกโจทย์ตามหัวข้อเพื่อฝึกลักษณะคำถามซ้ำๆ ประกอบด้วยการทำข้อสอบย้อนหลังภายใต้เงื่อนไขจับเวลา และอ่านเฉลยอย่างละเอียดเพื่อดูเทคนิคการคิดของคนออกข้อสอบ การจด 'ข้อผิดพลาดซ้ำ' ไว้เป็นบันทึกช่วยเตือนทำให้ไม่พลาดแบบเดิมอีก นอกจากนั้น การฝึกพิมพ์หรือเขียนสรุปสั้น ๆ ของแต่ละหัวข้อช่วยให้เวลาทบทวนก่อนสอบเร็วขึ้น เทคนิคการพิจารณาคะแนนย่อยในแต่ละข้อและการแสดงขั้นตอนให้ชัดเจนมีผลต่อการได้คะแนนเต็มบางส่วนด้วย
ช่วงเวลา 2–3 เดือนสุดท้ายควรเพิ่มความเข้มข้นเรื่องข้อสอบจริงและการทำ mock under timed conditions ผมมักจะแบ่งเวลาเป็นรอบ: วันหนึ่งโฟกัสหัวข้อเดียว วันถัดมาเป็นการผสมหัวข้อ และสัปดาห์ละครั้งเป็นการทำข้อสอบทั้งกระดาษเพื่อตรวจจังหวะการบริหารเวลา ในวันสอบควรอ่านทั้งกระดาษก่อนเริ่ม ทำข้อที่มั่นใจก่อนแล้วค่อยกลับมาเก็บข้อยาก การนอนให้พอและเตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อยช่วยลดความตื่นเต้น สุดท้ายวิธีการที่เป็นระบบและความสม่ำเสมอในการฝึกทำโจทย์ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจขึ้นเมื่อถึงวันสอบ
2 Jawaban2026-02-13 09:38:22
เริ่มจากพื้นฐานที่มั่นคงเลยดีกว่า เพราะถ้ารากแข็ง เรื่องยาก ๆ จะไม่ก้าวทับเราได้ง่ายๆ
แนะนำให้เริ่มที่การจัดการตัวเลขและพีชคณิตขั้นพื้นฐานก่อน: การยกกำลัง กฎของเศษส่วน รากที่ซับซ้อน (surds) และการทำให้พจน์อยู่ในรูปมาตรฐาน การแยกตัวประกอบพหุนาม การแก้สมการกำลังสองและระบบสมการ — เหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ตลอดทั้ง A-level ถัดมามองเรื่องฟังก์ชันและกราฟ เพราะการเข้าใจพฤติกรรมของฟังก์ชัน (เช่น การเลื่อนกราฟ จุดตัดแกน และการหาจำแนกประเภทของราก) จะทำให้เรื่องย่อยอย่างลิมิตหรืออนุพันธ์เข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิม ฉันมองว่านักเรียนที่พยายามกระโดดเข้าไปที่แคลคูลัสโดยยังไม่แข็งแรงด้านพีชคณิตมักติดขัดกับการเรียงลำดับความคิดเมื่อต้องตีโจทย์
จากนั้นค่อยขยับไปยังตรีโกณมิติ อนุกรม และเลขยกกำลังเชิงลอการิทึม ซึ่งสำคัญทั้งในแคลคูลัสและฟิสิกส์เบื้องต้น ทำความคุ้นเคยกับสูตรตรีโกณมิติ การพิสูจน์เอกลักษณ์ และการใช้งานกราฟสามเหลี่ยม ต่อด้วยการปูพื้นแคลคูลัสทีละขั้น: เริ่มจากลิมิต ความชันของกราฟ ความหมายของอนุพันธ์ แล้วค่อยเรียนกฎการหาอนุพันธ์ (ผลต่าง ผลคูณ ผลประกอบ) และการอินทิเกรชันแบบพื้นฐาน ผมมักแนะนำให้รวมการเรียนเชิงทฤษฎีกับการทำโจทย์จาก 'Cambridge International AS & A Level Mathematics' เพราะโครงสร้างเนื้อหาชัดเจนและโยงถึงข้อสอบจริงได้ดี
เทคนิคการเตรียมตัวสำคัญพอ ๆ กับลำดับเนื้อหา: ทำแผนที่แนวคิด (concept map) ของหัวข้อหลัก จดข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ ไว้ในสมุดบันทึก และฝึกทำข้อสอบเก่าแบบจับเวลา สลับระหว่างชุดปัญหาแบบฝึกหัดและโจทย์สอบจริง เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบ การทบทวนแบบเว้นช่วง (spaced repetition) ช่วยให้จำสูตรและวิธีคิดได้ยาวนานขึ้น ถ้าเริ่มจากจุดที่บอกไว้และทำซ้ำอย่างเป็นระบบ ความก้าวหน้าจะค่อย ๆ เกิดขึ้น และคุณจะรู้สึกว่าข้อสอบไม่ไกลเกินเอื้อม
4 Jawaban2026-03-20 00:15:44
การเตรียมตัวสำหรับข้อสอบ A-Level คณิตศาสตร์ต้องมีทั้งแผนการเรียนและการฝึกทำข้อสอบแบบเป็นระบบ
ฉันชอบเริ่มจากการแยกหัวข้อหลัก ๆ ออกมา เช่น แคลคูลัส พีชคณิต เวกเตอร์ และสถิติ แล้วจัดตารางสัปดาห์ละหัวข้อให้ลึกพอที่จะฟื้นความเข้าใจพื้นฐาน และต่อด้วยการฝึกโจทย์ระดับยากขึ้นเรื่อย ๆ การทำแผ่นสรุปสูตรอย่างกระชับช่วยให้เวลาทบทวนท้ายสัปดาห์ไม่เสียเวลา
วิธีที่ได้ผลสำหรับฉันคือผสมระหว่างอ่านทฤษฎีสั้น ๆ แล้วลงมือทำข้อสอบจริง ตั้งเป้าว่าต้องทำข้อสอบย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งชุดต่อสัปดาห์ในช่วงสองเดือนสุดท้าย พร้อมจับเวลาและตรวจคำตอบตามคำอธิบายของกระดาษคำตอบ การจดข้อผิดพลาดเป็นบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้เห็นจุดอ่อนและกลับมาแก้ไขแบบมีเป้าหมาย สุดท้ายอย่าลืมซ้อมการเขียนคำตอบให้ชัดเจน — คำอธิบายการทำงานที่อ่านง่ายมักได้คะแนนมากขึ้น
1 Jawaban2026-02-12 09:41:31
การวางแผนการอ่านอย่างเป็นระบบช่วยได้มาก, เริ่มจากการทำความเข้าใจโครงสร้างข้อสอบและน้ำหนักหัวข้อที่ออกข้อสอบแต่ละปีเพื่อจัดลำดับความสำคัญของการเตรียมตัว ผมมักแบ่งเนื้อหาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เช่น พีชคณิตพื้นฐาน แคลคูลัส เรขาคณิตเชิงเวกเตอร์ สถิติและความน่าจะเป็น รวมถึงกลุ่มวิชาเชิงประยุกต์ถ้ามี เช่น กลศาสตร์หรือสถิติประยุกต์ จากนั้นจัดตารางรายสัปดาห์ที่มีทั้งเวลาอ่านทฤษฎีและเวลาเผาข้อสอบจริงโดยยึดสัดส่วน 30:70 (ทฤษฎี:ฝึกทำ) ในช่วงท้ายของการเตรียมสอบจะเพิ่มสัดส่วนการฝึกทำตามเวลาจริงจนใกล้เคียงกับวันสอบจริง เพื่อให้ร่างกายและสมองคุ้นกับแรงกดดันและการจัดการเวลา
การฝึกทำข้อสอบเก่าและการอ่านเฉลยเป็นหัวใจสำคัญ, โดยควรฝึกทั้งแบบทำทีละข้อแบบละเอียดและแบบจำกัดเวลาเต็มกระดาษ สร้างสมุดบันทึกข้อผิดพลาดเพื่อจดรูปแบบคำถามที่ทำพลาดบ่อยๆ และสาเหตุเช่น ไม่เข้าใจหลักการ ลืมสูตร หรือเขียนคำตอบไม่ชัดเจน การฝึกแยกส่วนนี้ช่วยให้รู้ว่าควรทบทวนส่วนใดเป็นพิเศษ นอกจากนี้การอ่านเฉลยแบบละเอียดให้ความสำคัญกับการอธิบายขั้นตอนการทำเพื่อฝึกวิธีคิดตามเกณฑ์ให้ได้มาร์ค เช่น การขอคะแนนขั้นตอน การใช้สัญลักษณ์ที่ถูกต้อง และการเขียนหน่วยหรือค่าประมาณให้ชัดเจน ผมมักทำข้อสอบด้วยนาฬิกาจับเวลาและปิดโทรศัพท์ เพื่อจำลองสภาพสอบจริงและวัดความเร็วความแม่นยำ
เทคนิคการเรียนจำแนกออกเป็นสองแนวคือการทำความเข้าใจเชิงลึกและการท่องจำเชิงมีประสิทธิภาพ, โดยการทำความเข้าใจเชิงลึกมาจากการพิสูจน์สูตรด้วยมือเองหรือทำแบบฝึกหัดที่ต้องลงรายละเอียด ส่วนการท่องจำควรใช้การทบทวนแบบเน้นช่วงเวลาห่าง ๆ (spaced repetition) และโน้ตสั้นๆ ที่หยิบอ่านได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ผมชอบเขียนสรุปสูตรขนาด A4 หนึ่งแผ่นสำหรับแต่ละบทเพื่อทบทวนก่อนนอนและก่อนสอบย่อย ฝึกสอนเพื่อนหรืออธิบายลำดับการทำโจทย์ให้คนอื่นฟังก็เป็นวิธีที่ช่วยจับจุดผิดพลาดของตัวเองได้ดี
การจัดการเวลาระหว่างสอบและทัศนคติสำคัญไม่แพ้กัน, แบ่งเวลาตามจำนวนคะแนนของแต่ละคำถาม เริ่มทำคำถามที่มั่นใจก่อนเพื่อเก็บคะแนนเร็ว ๆ แล้วค่อยขยับไปคำถามยาก ระวังอย่าใช้เวลานานกับข้อที่ติด นอกจากนี้การเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เช่น เครื่องคิดเลขที่คุ้นมือ แบตเตอรี่สำรอง ปากกาหมึกดำ และการฝึกเขียนคำตอบให้ชัดเจนตามรูปแบบข้อสอบช่วยให้ค่าคะแนนไม่หายไปเพราะรูปแบบการตอบ ผมเห็นผลได้ชัดว่าคนที่ซ้อมจัดเวลาและตรวจทานคำตอบอย่างมีระบบมักได้คะแนนสูงกว่าเสมอ ท้ายที่สุดสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจที่สุดคือความสม่ำเสมอในการฝึกและการทบทวนที่ชัดเจน ซึ่งทำให้ความเครียดลดลงและมีสมาธิในวันสอบจริง
4 Jawaban2026-02-17 08:41:07
การเตรียมตัวสำหรับ 'A-Level คณิต 1' ที่จริงต้องลงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่าการท่องสูตรอย่างเดียว
ฉันเริ่มจากการวางตารางแบบเรียบง่าย: แบ่งหัวข้อใหญ่ตามน้ำหนักข้อสอบแล้วกำหนดเวลาให้แต่ละหัวข้อ ส่วนที่รู้สึกว่าอ่อนต้องให้เวลาซ้ำมากกว่า ส่วนที่มั่นใจแล้วให้ทำแบบฝึกหัดแบบจับเวลาแทนการท่องซ้ำเปล่า ๆ การทำความเข้าใจพื้นฐานเชิงเหตุผลสำคัญมาก เพราะสเต็ปการแก้โจทย์มักพังเพราะช่องว่างความเข้าใจเล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่าการลืมสูตร
นอกเหนือจากตาราง ฉันทำ 'สมุดข้อผิดพลาด' บันทึกข้อผิดที่พบบ่อย ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเพราะอะไรถึงผิด แล้วกลับมาทบทวนแนวคิดนั้นเป็นพิเศษ นอกจากนี้การทำข้อสอบเก่าและอ่าน 'mark scheme' ให้เข้าใจเหตุผลของการให้คะแนนช่วยให้รู้ว่าจะเขียนขั้นตอนอย่างไรให้ได้คะแนนเต็มในคำตอบเชิงแสดงวิธี ปิดท้ายทุกสัปดาห์ฉันจะซ้อมสอบเต็มรูปแบบภายใต้เวลาจริง เพื่อฝึกการจัดเวลาและลดความตื่นเต้นในวันจริง
ถ้าจะให้เคล็ดลับสั้น ๆ: เรียนให้เป็นระบบ เน้นความเข้าใจ แยกเวลาฝึกแบบไม่จับเวลาและจับเวลาจริง และทบทวนจากความผิดของตัวเองมากกว่าทำข้อใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว ทำแบบนี้สม่ำเสมอแล้วความมั่นใจกับคะแนนจะค่อย ๆ ดีขึ้นแน่นอน
4 Jawaban2026-03-20 00:07:45
ระบบการสอบ A-level คณิตศาสตร์โดยทั่วไปจะถูกจัดเป็นชุดของข้อสอบเชิงวิชาการที่เน้นทั้งทฤษฎีและการประยุกต์ โดยบอร์ดหนึ่งๆ เช่น Edexcel มักแบ่งสัดส่วนเป็นบทบริสุทธิ์ (pure) หลัก และบทประยุกต์อย่างกลศาสตร์หรือสถิติแยกเป็นชุดข้อสอบต่างหาก ผู้เข้าสอบจะต้องทำข้อสอบทั้งชุดในช่วงเวลาที่กำหนด (ส่วนใหญ่แต่ละกระดาษกินเวลาระหว่าง 1.5–2 ชั่วโมง) และคะแนนรวมจากทุกกระดาษจะนำไปคำนวณเป็นผลรวมเพื่อกำหนดเกรดสุดท้าย
ฉันเคยรู้สึกว่าความต่างของบอร์ดสะท้อนอยู่ที่โครงสร้างข้อสอบ: บางบอร์ดให้ความสำคัญกับข้อยาวที่ต้องมีการพิสูจน์และอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด ในขณะที่บางบอร์ดจะมีชุดคำถามสั้นต่อเนื่องที่เน้นความคล่องตัวในการคำนวณ การให้คะแนนเองก็ไม่ได้ดูแค่คำตอบสุดท้ายเท่านั้น แต่กรรมการมักแจก 'method marks' สำหรับขั้นตอนที่ถูกต้อง แม้คำตอบจะผิดพลาดที่ขั้นตอนสุดท้ายก็ตาม
ในเชิงการให้คะแนน มักมีการแจกมาร์คเป็นชิ้นๆ ให้ตามขั้นตอน การทำเครื่องหมายจะมีแนวทางชัดเจน (mark scheme) ที่บอกว่าขั้นตอนไหนได้กี่แต้ม ดังนั้นการเขียนที่เห็นขั้นตอนชัดเจนและระบุเหตุผลจึงช่วยเพิ่มโอกาสได้แต้ม แม้ว่าระดับคะแนนที่ได้จะแปรผันตามเกณฑ์ปีนั้นๆ แต่หลักการพื้นฐานคือเข้าใจเนื้อหา แสดงวิธีทำ และตอบตรงคำถาม — นั่นคือสิ่งที่กรรมการมองหา
4 Jawaban2026-02-17 19:45:48
เริ่มจากสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนเลย: สูตรที่กลับมาใช้บ่อยจนติดนิสัยคือพวกการแก้สมการกำลังสองและการแปลงรูปพาราโบลา ฉันมักจะจดจำแบบนี้เพื่อให้ทำโจทย์เร็วขึ้น ทั้งการแยกตัวประกอบ, สูตรกำลังสอง (ax^2+bx+c=0 → x = [-b ± √(b^2-4ac)]/(2a)) และการทำ Completing the square ที่ช่วยหาจุดยอดพาราโบลาได้ทันที
ต่อมาอยากให้จำกลุ่มตรีโกณมิติเบื้องต้นให้แน่น เช่น sin^2θ + cos^2θ = 1, สูตรมุมผลต่าง/ผลบวก sin(a±b) และ cos(a±b), สูตรมุมครึ่งและมุมคู่ (double-angle) ซึ่งจะช่วยตอนแก้าตัวตัดหรือแปลงสมการตรีโกณมิติ การรู้ค่ามุมพิเศษ (0°,30°,45°,60°,90°) เป็นสิ่งที่ฉันใช้บ่อยในข้อสอบสั้นๆ
สุดท้ายคือชุดสูตรแคลคูลัสพื้นฐาน: กฎกำลัง (d/dx x^n = n x^(n-1)), กฎผลคูณ กฎผลหาร และกฎโซ่สำหรับฟังก์ชันประกอบ รวมถึงปฏิรูปปริพันธ์พื้นฐาน (∫ x^n dx = x^(n+1)/(n+1) ) สูตรอนุกรมพื้นฐานก็มีประโยชน์ เช่น ผลรวมเลขคณิต Sn = n/2(2a+(n-1)d) และผลรวมเรขาคณิต Sn = a(1-r^n)/(1-r)
สรุปสั้นๆ คือพวกสูตรกำลังสอง-การแปลงพาราโบลา, ตรีโกณมิติพื้นฐาน, กฎอนุพันธ์และปริพันธ์ รวมถึงผลรวมของอนุกรมคือหัวใจของการทำคะแนนในวิชานี้ — ถ้าจำชุดนี้แน่น การแก้โจทย์จะไวขึ้นมากและลดความสับสนในห้องสอบ
2 Jawaban2026-02-13 16:38:04
เวลาที่ฉันเตรียมตัวสอบระดับ A-Level คณิต ความชัดเจนของตัวบทและแบบฝึกหัดที่มีเฉลยละเอียดคือสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด
หนังสือที่ฉันมักแนะนำเป็นชุดที่เน้นอธิบายขั้นตอนชัดเจน ไม่กระโดดข้ามตรรกะ เช่น 'Cambridge International AS & A Level Mathematics Coursebook' เพราะเนื้อหาแบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่พาเดินจากพื้นฐานไปสู่โจทย์ยากอย่างเป็นระบบ แต่ละหัวข้อมีตัวอย่างการทำละเอียด ทั้งสมมติฐาน วิธีคิด และการลงสัญลักษณ์ ซึ่งทำให้เวลาเจอข้อสอบจริงจะไม่ตื่น ตัวหนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่อยากเข้าใจภาพรวมของหลักสูตรและลำดับเนื้อหา
ถ้าต้องการเล่มที่อ่านแล้วจับจุดข้อสอบได้ไว ให้พก 'Cambridge International AS & A Level Mathematics Revision Guide' ควบคู่ไปด้วย เพราะมันสรุปสูตรสำคัญ จุดที่มักออกสอบ และให้เทคนิคการแก้โจทย์แบบสั้น ๆ ใช้เล่มนี้ช่วยทบทวนก่อนสอบได้ดี ส่วนอีกเล่มที่ไม่ควรมองข้ามคือชุด 'Cambridge Past Papers' — ทำข้อสอบเก่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรู้จังหวะข้อสอบ และฝึกเวลา ความรู้สึกพอทำซ้ำ ๆ จะเริ่มเห็นรูปแบบข้อที่ออกบ่อย เช่น ประเภทการพิสูจน์ การจัดรูปสมการ หรือการแก้ระบบสมการเชิงอนุพันธ์ขั้นพื้นฐาน
เทคนิคการใช้หนังสือเหล่านี้ที่ฉันใช้แล้วเวิร์กคือ แบ่งเวลาทำความเข้าใจทฤษฎีจาก Coursebook สลับกับการจับเวลาแก้ข้อจาก Past Papers แล้วใช้ Revision Guide ตรวจจุดบกพร่อง ถ้ามีโจทย์ที่ยังไม่เข้าใจ จะคัดออกมาเป็นหัวข้อแล้วหาตัวอย่างที่คล้ายกัน ทำวนจนจับแพตเทิร์นได้ การจดโน้ตสั้น ๆ เป็นข้อ ๆ ว่าจุดไหนแปลกหรือสูตรไหนมักใช้งานบ่อย จะช่วยเวลารีวิวสุดท้ายได้มาก เรียนแบบนี้ทำให้การอ่านไม่รู้สึกหนักและมีความก้าวหน้าชัดเจน เหลือเพียงต้องปรับให้เข้าจังหวะการฝึกของตัวเองเท่านั้น
4 Jawaban2026-03-20 09:24:13
เราเริ่มจากการทำความเข้าใจโครงสร้างข้อสอบก่อนเสมอ และนั่นช่วยให้ทั้งหมดดูเป็นระบบไม่ใช่แค่กองโจทย์ที่น่ากลัว
วิธีที่ใช้ได้ผลคือแยกหัวข้อออกเป็นชุดเล็ก ๆ — พีชคณิต เบื้องต้น แคลคูลัส ตรีโกณมิติ เวกเตอร์และสถิติ — แล้วทำลิสต์สกิลที่ต้องมีสำหรับแต่ละหัวข้อ เช่น การยุบสมการ การแยกตัวประกอบ การหาอนุพันธ์ และการตั้งสมการเชิงเส้น เมื่อแบ่งแบบนี้แล้วก็จะเห็นว่าควรฝึกแบบไหนบ้าง และใช้เวลาเท่าไรต่อหัวข้อ
ต่อจากนั้นผมจะจับคู่การเรียนกับการทำข้อสอบผ่านมาแล้ว: อ่านคำอธิบายในตำราเป็นเรื่องสั้น ๆ แล้วลองทำข้อสอบเก่าทันทีเพื่อเช็คว่าเข้าใจจริงหรือเปล่า อ่านคำตอบที่เป็นเฉลยของผู้ตรวจ (mark scheme) เพื่อเรียนรู้ว่าต้องเขียนเหตุผลยังไงจึงจะได้คะแนนเต็ม เทคนิคเล็ก ๆ ที่ช่วยได้มากคือเขียนขั้นตอนให้ชัดเจนและใช้คำสั่งในโจทย์เป็นหลัก เช่นคำว่า 'prove' กับ 'show' มักต้องเริ่มจากสมมติฐานและไล่แสดงทีละขั้น
แหล่งที่ผมมักอ้างอิงตอนเตรียมตัวคือหนังสือแบบฝึกหัดจาก 'Cambridge International AS & A Level Mathematics' ซึ่งจัดหัวข้อและระดับความยากไว้ชัดเจน ทำให้เวลาซ้อมเราโฟกัสได้ว่าอยากพัฒนาเรื่องไหนมากที่สุด