ฉันชอบเริ่มจากบรรดาอวาตาร์ในเกม: Dwayne Johnson รับบทเป็น Dr. Smolder Bravestone (ฮีโร่กล้ามโต ใจใหญ่), Jack Black เป็น Professor Sheldon 'Shelly' Oberon (นักสำรวจแบบเก๋าแต่กวน), Kevin Hart เป็น Franklin 'Mouse' Finbar (นักชีววิทยา/ผู้เชี่ยวชาญข้อมูลที่มักกลัวแต่ใจดี), และ Karen Gillan เป็น Ruby Roundhouse (นักเต้น-นักสู้สุดเท่) นี่คือสี่คนที่กลายเป็นศูนย์กลางของเกม
อีกส่วนที่ทำให้หนังมีมิติคือนักแสดงฝ่ายโลกจริงและตัวละครคนอื่น ๆ: Nick Jonas มารับบท Alex Vreeke (คนใหม่ในกลุ่ม), Awkwafina เป็น Ming Fleetfoot (อวาตาร์ขโมยความสามารถว่องไว), Danny DeVito กับ Danny Glover ปรากฏตัวเป็น Eddie Gilpin และ Milo Walker สองผู้ใหญ่ที่เข้ามาพัวพันกับเกม และนักแสดงวัยรุ่นอย่าง Alex Wolff (Spencer), Ser'Darius Blain (Fridge), Madison Iseman (Bethany) และ Morgan Turner (Martha) ก็กลับมาเติมสีสันให้เรื่องราว ฉันคิดว่านักแสดงกลุ่มนี้บาลานซ์กันได้ดี ระหว่างความจี๊ดของอวาตาร์และความเปราะบางของตัวละครในโลกจริง ซึ่งทำให้ทั้งตลกและมีหัวใจในเวลาเดียวกัน
ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือวิธีที่เกมถูกนำเสนอ — จากกระดานวิเศษใน 'Jumanji' กลายเป็นตลับวิดีโอเกมใน 'Jumanji: Welcome to the Jungle' ซึ่งส่งผลกับทั้งโทนเรื่องและโครงเรื่องทั้งหมด, และผมคิดว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งสองภาครู้สึกเป็นหนังคนละประเภท
ในฉบับปี 1995 เกมเป็นสิ่งที่โผล่ออกมาสู่โลกจริง: สัตว์ป่าและสิ่งแปลกประหลาดบุกเมือง งานเลี้ยงของความสยองกับแฟนตาซีถูกถ่ายทอดผ่านการปะทะกันระหว่างโลกจริงกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ฉากที่ Alan ต้องเผชิญหน้ากับ Van Pelt เป็นตัวอย่างของการเล่าเรื่องที่เน้นผลกระทบต่อชีวิตคนจริง ๆ ส่วนในภาคปี 2017 ผู้เล่นถูกดึงเข้าไปในโลกเกมแบบดิจิทัลแทน ทำให้เรื่องเล่าหันมาโฟกัสที่การเป็นตัวละครในเกม: สกิล คะแนนชีวิต ภารกิจ และการเติบโตแบบมุกกายภาพ/คอมเมดี้
มุมของตัวละครก็เปลี่ยนไปด้วย — ภาคแรกให้พื้นที่กับการไถ่บาปและการกลับมาของ Alan ส่วนภาคต่อเน้นความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นและตัวตนที่เขาอยากเป็น งานนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า 'Jumanji: Welcome to the Jungle' เป็นการรีอินเทอร์พรีตเกมคลาสสิกให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากกว่าเป็นภาคต่อที่เดินตามรอยแบบเดิมจ๋า