ใน 'Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull' นักแสดงนำคือ Harrison Ford ซึ่งกลับมารับบทเป็นอินเดียนา โจนส์ ตัวละครไอคอนิกที่เราคุ้นเคย กับความเก๋า ความเจ็บแสบ และหมวกที่ไม่เคยเปลี่ยน หน้าใหม่ที่เข้ามาเติมพลังให้เรื่องนี้คือ Shia LaBeouf ในบท Mutt Williams หนุ่มซนที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับอินดี้ และ Cate Blanchett ในบท Irina Spalko เจ้าหน้าที่โซเวียตที่เย็นชามีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งสามคนนี้คือแกนหลักของภาพยนตร์ที่ผสมความผจญภัยกับการปะทะยุคสงครามเย็น
ในฐานะแฟนตัวยงของแฟรนไชส์นี้ ผมมองว่าการดู 'Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull' ควรเป็นบทสุดท้ายหลังจากชมสามภาคแรกแล้ว เพราะภาคสี่อาศัยความผูกพัน ความทรงจำ และมุกอ้างอิงจากเหตุการณ์เดิมๆ ที่เกิดขึ้นใน 'Raiders of the Lost Ark', 'Indiana Jones and the Temple of Doom' และ 'Indiana Jones and the Last Crusade' มากพอสมควร ทำให้การได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ความสัมพันธ์ระหว่างอินดี้กับผู้คนรอบตัว รวมถึงน้ำเสียงของหนังที่เปลี่ยนไปในยุค 1950s ให้ความรู้สึกครบถ้วนกว่า การชมตามลำดับฉาย (release order) จะทำให้ช็อตเรียกความทรงจำและอารมณ์ตอบสนองได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นมู้ดแอนด์โทนของหนังผจญภัยในยุคเก่า เทคนิคการถ่ายทำ การใช้ดนตรีประกอบ ไปจนถึงการหวนคืนของตัวละครบางคนที่มีความหมายเชิงอารมณ์ต่อผู้ชมเก่า
ทางเลือกในการจัดลำดับมีอยู่สองแบบที่คนนิยมพูดถึงกัน คือการดูตามลำดับฉาย (คือ 'Raiders of the Lost Ark' -> 'Indiana Jones and the Temple of Doom' -> 'Indiana Jones and the Last Crusade' -> 'Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull') กับการดูตามลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง (ซึ่งจะวาง 'Temple of Doom' ก่อน 'Raiders' เพราะเหตุการณ์เกิดในช่วงปี 1935 แล้วจึงเป็น 'Raiders' ใน 1936, ต่อด้วย 'Last Crusade' แล้วจบที่ 'Kingdom' ในยุค 1950s) แต่โดยส่วนตัวชอบตามลำดับฉายมากกว่า เพราะจะได้สัมผัสกับวิวัฒนาการทั้งด้านเทคนิคและการเล่าเรื่องของผู้สร้าง รวมถึงเซอร์ไพรส์และไทม์มิ่งของมุกหยอดต่างๆ ที่ออกแบบมาสำหรับคนดูในยุคนั้น
ท้ายสุดแล้ว ความสนุกของการดูหนังชุดนี้มาจากทั้งการผจญภัยและความอบอุ่นเชิงความทรงจำ ซึ่งการเก็บ 'Kingdom of the Crystal Skull' ไว้เป็นบทสรุปจะให้ความรู้สึกปิดตอนไม่ขาดตอนและเต็มไปด้วยกรูฟของแฟรนไชส์ แม้ว่าภาคสี่จะมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ แต่การดูครบทั้งสี่ภาคต่อเนื่องกันคือวิธีที่ทำให้ได้รสชาติครบที่สุด และนั่นทำให้ผมรู้สึกพอใจทุกครั้งที่ได้กลับไปนั่งดูอีกครั้ง
บอกเลยว่าการจะดู 'Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull' แบบถูกลิขสิทธิ์ในไทยไม่ใช่เรื่องยากและมีหลายทางเลือกให้เลือกตามความสะดวกของแต่ละคน
อีกทางเลือกที่ฉันชอบคือการซื้อ/เช่าแบบดิจิทัลผ่านร้านอย่าง Apple TV, Google Play หรือ YouTube Movies เมื่อต้องการดูเป็นครั้งคราว นอกจากนั้นคนรักสะสมอาจอยากหาแผ่นบลูเรย์ของภาพยนตร์เช่นเดียวกับที่เคยเก็บชุด 'Raiders of the Lost Ark' เพื่อคุณภาพเสียง-ภาพที่ดีที่สุดและภาพปกสะสม สรุปว่าเลือกวิธีที่ถูกลิขสิทธิ์ตามความสะดวกได้เลย—จะได้ดูสนุกโดยไม่เสี่ยงกับของเถื่อน
คำแนะนำของฉันสำหรับเวลาที่จะดู 'Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull' คือให้ตัดสินจากอารมณ์ที่อยากได้ในวันนั้น—อยากสนุกแบบไม่ต้องคิดเยอะหรืออยากฟังน้ำเสียงต้นฉบับกันแน่
แนะนำให้เริ่มที่ 'Raiders of the Lost Ark' เพราะหนังภาคแรกมันเป็นคอร์สปูพื้นของตัวละครและบรรยากาศที่ดีที่สุดสำหรับคนเพิ่งจะเข้ามาในโลกของอินเดียน่า โจนส์ หนังเปิดตัวด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่เร็ว ตลกแบบกวนๆ และฉากผจญภัยที่ชวนลุ้นตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งทำให้รู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่หนังผจญภัยธรรมดา แต่เป็นการผสมระหว่างฮีโร่สไตล์คลาสสิกกับความขบขันและความเป็นมนุษย์ ถ้าต้องบอกเหตุผล 3 ข้อที่ผมชอบให้เริ่มที่นี่ก็คงได้แก่: การสร้างคาแรกเตอร์ของอินดี้ที่ชัดเจน ฉากแอ็กชันที่ยังคงคลาสสิก และโทนที่บาลานซ์ระหว่างตึงเครียดและขำขันได้ลงตัว
เนื้อหาใน 'Raiders of the Lost Ark' ยังทำหน้าที่เป็นแผนที่ให้เข้าใจธีมพื้นฐานของชุดนี้ได้ง่ายกว่า ภาพจำอย่างฉากม้วนกระดาษในสุสานหรือการปะทะกับบอสใหญ่เป็นฉากที่ช่วยตั้งค่าสิ่งที่คาดหวังได้ในภาคถัดๆ ไป และเมื่อมองย้อนกลับ ภาคนี้ก็ให้ความรู้สึกของการผจญภัยแบบหนังไคล์สิกที่ยังคงดูสนุกแม้เวลาจะผ่านไปนาน ผมมักจะแนะนำให้คนที่อยากรู้จักอินดี้ครั้งแรกดูภาคนี้แบบไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก เพื่อให้ได้สัมผัสแก่นของแฟรนไชส์ก่อนจะย้ายไปสำรวจมิติอื่นๆ ของเรื่อง
หลังจากนั้นค่อยไล่ตามลำดับฉายจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะภาคต่อแต่ละภาคมีโทนและความเข้มข้นต่างกัน บางภาคเข้มกว่า บางภาคเล่นหนักที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ดูจบภาคแรกแล้วค่อยลองต่อด้วยภาคที่มืดกว่า หรือภาคที่ให้ความรู้สึกครอบครัวขึ้นตามลำดับก็ได้ แบบนี้จะทำให้การเดินทางของคนดูมีทั้งความคุ้นเคยและเซอร์ไพรส์สลับกันไป สรุปก็คือเริ่มที่ 'Raiders of the Lost Ark' แล้วค่อยขยายไปยังภาคอื่นตามรสนิยม — นี่เป็นวิธีที่ทำให้ผมยังคงหลงใหลในความสนุกแบบย้อนยุคของแฟรนไชส์นี้อยู่เสมอ
ฉากเปิดของ 'Indiana Jones and the Last Crusade' เป็นสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่าเรื่องราวต้นกำเนิดของอินเดียน่าโจนส์ถูกหยิบยกขึ้นมาชัดเจนที่สุดในบรรดาภาพยนตร์ชุดนี้