3 คำตอบ2026-01-10 13:02:16
ภาพยมทูตในจินตนาการอังกฤษมักเป็นภาพที่หนักแน่นและมืดมน แต่การก่อรูปนั้นเกิดจากชั้นซ้อนของประวัติศาสตร์และศิลปะมากกว่าการคิดขึ้นมาจากศูนย์ ฉันมักจะนึกถึงช่วงหลังโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุคกลางเมื่อภาพของความตายกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว: หลายเมืองมีผลงานจิตรกรรมและฉากละครที่เรียกว่า Danse Macabre ซึ่งฉายภาพคนทุกชั้นชนเต้นรำกับความตายอย่างไม่เลือกหน้า ฉากแบบนี้ปลูกฝังแนวคิดว่าความตายเป็นตัวตนเดียวที่มาเท่าเทียมกันกับทุกคน
ฉันชอบเชื่อมภาพจากศิลปะเข้ากับวรรณกรรมภาษาอังกฤษอย่าง 'Everyman' ที่ให้ความตายเป็นผู้ส่งสารมาชี้ให้เห็นถึงความชั่วดีของชีวิต บทละครประเภทนี้ช่วยทำให้การ personification ของความตายจับต้องได้มากขึ้นและสอดคล้องกับสัญลักษณ์ที่คนคุ้นเคย เช่นชุดคลุมมืดและเคียว ซึ่งไม่ได้มาจากนิทานพื้นบ้านอังกฤษเพียงอย่างเดียว แต่มีรากร่วมกับสัญลักษณ์เกษตรกรรม—เคียวคือเครื่องมือเก็บเกี่ยวที่เปรียบเปรยกับการเก็บเกี่ยววิญญาณ
สิ่งที่น่าสนใจคืออิทธิพลจากตำนานนอกอังกฤษ เช่นนอร์สโบราณที่มีเทพเจ้าอย่าง Odin (ในฉายา Grimr) ที่เชื่อมโยงกับขบวนวิญญาณหรือ 'Wild Hunt' ทำให้ตัวตนของยมทูตในภูมิภาคเหล่านี้มีความดุดันและล่องหนไปพร้อม ๆ กัน ยิ่งรวมกับประสบการณ์จริงของการสูญเสียเป็นจำนวนมากในยุคกลาง ภาพยมทูตแบบสวมฮู้ดถือเคียวจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังและคงอยู่จนกลายเป็นภาพจำของอังกฤษในยุคต่อมา
3 คำตอบ2026-01-10 21:38:10
แปลกดีที่การถ่ายทอด 'ยมทูต' จากเวอร์ชันญี่ปุ่นไปยังเวอร์ชันอังกฤษมักให้ความรู้สึกต่างกันอย่างชัดเจน — ไม่ใช่แค่เสียงพากย์เท่านั้นแต่เป็นจังหวะอารมณ์และรายละเอียดเชิงวัฒนธรรมที่หายไปหรือถูกเปลี่ยนแปลง
เมื่อฉันดูฉากที่ 'ยมทูต' มีบทบาทชัดเจน เช่นฉากที่ตัวละครหัวเราะหรือกินอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ความแตกต่างของน้ำเสียงระหว่างพากย์ญี่ปุ่นกับพากย์อังกฤษจะเด่นชัดมากขึ้น เวอร์ชันญี่ปุ่นมักให้สำเนียงที่เล่นกับน้ำเสียงสูง-ต่ำและการหยอกล้อซึ่งสะท้อนความเยือกเย็นผสมขำขัน ในขณะที่เวอร์ชันอังกฤษมักปรับจังหวะให้ชัดเจนขึ้นเพื่อความเข้าใจของผู้ชมที่กว้างกว่า ส่งผลให้มุกบางมุกหรือความเย็นชาบางครั้งกลายเป็นตรงไปตรงมามากขึ้น
ในฐานะคนที่ดูทั้งสองเวอร์ชันบ่อย ๆ ฉันมักชอบเวอร์ชันญี่ปุ่นเมื่ออยากได้ความเฉียดชั้นของตัวละคร แต่ก็ยอมรับว่าเวอร์ชันอังกฤษมีเสน่ห์ในแง่การตีความใหม่และการเข้าถึงผู้ชม ข้อดีคือการได้ชมสองมุมมองต่างกัน ทำให้เห็นมิติของตัวละคร 'ยมทูต' ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความเป็นตลกโหดหรือความเงียบขรึมที่ซ่อนอยู่
3 คำตอบ2026-01-10 13:34:32
ฉันมักนึกถึงภาพยมทูตที่มีอารมณ์ขันแบบอังกฤษเมื่อได้ยินคำถามนี้ เพราะฉบับที่ติดตรึงใจที่สุดสำหรับฉันคือภาพยมทูตจากโลกของ 'Discworld' ของ Terry Pratchett ตัวละคร 'Death' ในงานชุดนี้ถูกปั้นให้เป็นตัวแทนเชิงวรรณกรรมที่มีความเป็นมนุษย์แปลกประหลาด—เขาพูดด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ในต้นฉบับภาษาอังกฤษ มีพฤติกรรมชวนให้คิดว่าความตายเองก็มีมุมมองและตรรกะของมัน และยังถูกเล่าเรื่องจนมีทั้งมิติตลกและสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน
การอ่าน 'Mort' หรือฉากที่ Death ปรากฏพร้อมหลานสาวอย่าง Susan ทำให้ฉันเห็นว่ายมทูตในนิยายอังกฤษบางครั้งไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความน่ากลัว แต่กลายเป็นเครื่องมือสะท้อนคุณค่ามนุษย์และมุมมองปรัชญา การตีความแบบนี้ต่างจากยมทูตในนิยายสยองขวัญตรงที่ Pratchett เล่นกับภาษาถ้อยคำและมุกแห้งๆ แบบอังกฤษ ทำให้ภาพยมทูตออกมาอบอุ่นและน่าขบคิดมากกว่าแค่สิ่งที่มาหยุดชีวิตคนหนึ่งเท่านั้น
3 คำตอบ2026-01-10 21:23:09
ถึงแม้หลายคนจะพูดถึงเวอร์ชันภาษาอังกฤษของเรื่องนี้อย่างคึกคัก แต่งานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดนั้นมีรากมาจากมังงะต้นฉบับ 'Death Note' ของ Tsugumi Ohba กับ Takeshi Obata จริงๆ ฉันเป็นคนหนึ่งที่ตามอ่านมังงะตั้งแต่ต้น เลยรู้สึกชัดว่าแก่นของเรื่อง—การเผชิญหน้าระหว่างความยุติธรรมกับอำนาจล้นเกิน—มาจากหน้ากระดาษของมังงะก่อนเสมอ งานภาษาอังกฤษที่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้างเปลี่ยนรายละเอียดหลายอย่าง ทั้งชื่อ ตัวละครหลัก และบริบททางสังคม ทำให้โทนของเรื่องต่างออกไปจนบางครั้งรู้สึกเหมือนเป็นงานที่ “เอาแนวคิดมาดัดแปลง” มากกว่าจะเป็นการเล่าเรื่องเดียวกันแบบตรงไปตรงมา
ฉันไม่ได้คาดหวังว่าการดัดแปลงจะเหมือนเป๊ะ แต่สิ่งที่สะดุดตาคือการย่อ/ตัดฉากสำคัญและการเปลี่ยนแปลงแรงจูงใจของตัวละครบางคน ซึ่งทำให้ธีมบางส่วนอ่อนลงไปสำหรับคนที่ชอบการขับเคลื่อนแบบจิตวิเคราะห์ของต้นฉบับ ในมุมมองของฉัน งานดัดแปลงภาษาอังกฤษนั้นแม้จะอ้างอิงมังงะเป็นพื้นฐาน แต่ควรถือว่าเป็นการตีความใหม่มากกว่าการถ่ายทอดแบบเดียวกันทุกประการ สุดท้ายแล้ว ถ้าใครกำลังตามหา “ต้นฉบับ” จริงๆ มังงะยังคงเป็นแหล่งที่ให้มิติและความซับซ้อนครบถ้วนกว่าเวอร์ชันที่ถูกปรับให้เข้ากับรสนิยมของผู้ชมในตลาดต่างประเทศ
3 คำตอบ2026-01-10 08:56:55
เพลงที่ติดหูและยังคงยืนหนึ่งในความคิดตอนนึกถึงยมทูตสไตล์อังกฤษคือ 'Monochrome no Kiss' — เพลงเปิดของ 'Kuroshitsuji' ที่พาอารมณ์ของเรื่องพุ่งทะยานตั้งแต่วินาทีแรก ฉันชอบวิธีที่เสียงกีตาร์กับเมโลดี้ร้องผสมกับท่อนฮุก ทำให้ภาพวิคตอเรียนที่เยือกเย็นกลับมีความร้อนแรงแบบมืดมน เพลงนี้ทำให้ฉากเปิดตอนแรกจดจำได้ง่ายและย้ำความเป็นดาร์กแฟนตาซีของซีรีส์ได้สุดยอด
มุมมองของฉันในฐานะแฟนที่ชอบเล่าเรื่องด้วยภาพ: การเลือกเพลงเปิดแบบนี้ช่วยตั้งโทนทั้งเรื่องได้ดีมาก เสียงร้องมีทั้งความเศร้าและเสน่ห์ในตัวเดียวกัน เหมาะกับตัวละครที่มีเสน่ห์ลึกลับเหมือนยมทูตอังกฤษ ทั้งยังทำให้คนที่ไม่เคยดูอยากคลิกเข้าไปดูต่อทันที แถมพอฟังเต็มๆ ในอัลบั้ม OST จะเจอชิ้นดนตรีบรรเลงที่ต่อยอดธีมนี้ เช่นท่อนสตริงที่โค้งสร้างความหลอน ยิ่งฟังยิ่งเห็นภาพฉากกลางคืนในกรุงลอนดอนสมัยโบราณ
ถ้ามีเพลงเดียวต้องเลือกเพื่อเริ่มต้นคอลเลคชันของคนที่อยากรู้จักบรรยากาศแบบนี้ เพลงนี้คือจุดเริ่มที่ดีที่สุดเพราะมันครอบคลุมทั้งอารมณ์ของตัวละคร ภาพ และสุนทรียะของเรื่องได้ครบ ฟังแล้วรู้สึกว่ากลิ่นหมอกควันและแสงเทียนลอยเข้ามาในหัวแบบชัดเจน — เป็นเพลงเปิดที่ยังคงคุ้มค่าทุกครั้งที่กดเล่น
4 คำตอบ2026-01-25 21:53:55
กลิ่นของวัตถุมงคลเก่า ๆ มักเรียกความคิดเกี่ยวกับยมทูตขึ้นมาในหัวเสมอ
ในมุมมองของคนที่เติบโตมากับเรื่องเล่าพื้นบ้าน เครื่องรางยมทูตไม่ใช่แค่ของประหลาด แต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและการเตือนใจ เครื่องรางพวกนี้มักมีภาพหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงยมทูต—ใบหน้าดุร้าย อาวุธ หรือเชือกที่ล่ามชีวิต—ซึ่งคนโบราณใช้ทั้งเพื่อป้องกันตัวและข่มขู่ศัตรู บางชุมชนถือว่ามันช่วยให้ยมทูตเห็นใจ ตัดสินชะตาให้นุ่มนวลขึ้น ในขณะที่บางคนพกไว้เพื่อเตือนตัวเองให้ระมัดระวังการกระทำ
ประวัติศาสตร์ของเครื่องรางประเภทนี้ชัดเจนในแง่การผสมผสานความเชื่อ: ยมทูตในพุทธคติและยมราชจากอินเดียถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลป์และพิธีกรรม พิธีปลุกเสกโดยพระสงฆ์หรือผู้นับถือมีบทบาททำให้วัตถุนั้นกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ความนิยมขึ้นลงตามยุคสมัย — ในบางยุคมีการล่าเครื่องรางและเชื่อว่าเป็นยารักษาโชคร้าย แต่ในยุคปัจจุบันหลายคนมองมันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมากกว่าคาถาเฉพาะตัว
เมื่อฉันเห็นเครื่องรางยมทูตแต่ละครั้ง มันเตือนถึงความละเอียดอ่อนของความเชื่อ: ระหว่างความหวังที่จะหลีกเลี่ยงความตายกับความเคารพต่อกฎของกรรม วัตถุพวกนี้จึงเป็นทั้งเครื่องเตือนและบทสนทนาทางวัฒนธรรมที่ยังคงพูดกับเราได้เสมอ
5 คำตอบ2026-01-02 02:59:58
ฉันเคยตื่นกลางดึกหลังจากฝันว่าเห็นร่างคล้าย 'ยมทูต' เดินผ่านมาในบ้าน และตั้งคำถามว่าแปลกอย่างไรที่ความฝันแบบนี้ทำให้คนรอบตัวต่างตีความกันไปคนละทาง
ในมุมของผู้เฒ่าในหมู่บ้าน ความฝันเห็นยมทูตมักถูกมองเป็นลางเกี่ยวกับการจากไปของญาติสนิทหรือคนใกล้ชิด พวกเขาจะชวนกันทำบุญตักบาตรใหญ่ เชิญพระมาสวดที่บ้าน เทน้ำมนต์รดหัวผู้ที่ฝันและพยายามส่งบุญให้อีกฝ่าย รายละเอียดพิธีอาจต่างกันไปตามท้องถิ่น แต่แก่นคือการเตรียมรับมือและสร้างความสบายใจให้ครอบครัว
ในขณะเดียวกัน ฉันก็เข้าใจว่าบางคนตีความว่ามันเป็นสัญญาณเตือนให้รีบปรับปรุงชีวิต เช่น ทำความดีหรือคืนดีกับคนที่ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเชื่อแบบไหน สิ่งที่คนมักทำร่วมกันคือการกระทำที่เป็นรูปธรรมเพื่อบรรเทาความหวั่นใจ — นั่นแหละทำให้ความเชื่อที่ดูน่ากลัวกลายเป็นข้ออ้างให้ทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและความสัมพันธ์ของเราเบาลง
1 คำตอบ2026-02-11 12:16:19
ในโลกของ 'ทูตสวรรค์ ทัณฑ์ อำมหิต' ตัวเอกมีบทบาทที่คมชัดและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง: เขาเป็นทูตสวรรค์ผู้ได้รับมอบหมายให้ลงโทษมนุษย์ที่หลงผิด แต่กลับต้องแบกรับบาดแผลทางใจและคำถามเกี่ยวกับความยุติธรรม ชื่อของเขาคือเอลิอาห์ ผู้อดีตเป็นหนึ่งในเหล่าทูตชั้นสูงที่เชื่อมั่นในคำสั่งสวรรค์จนวันหนึ่งเหตุการณ์บางอย่างทำให้เขาต้องหลุดจากกรอบเดิม เอลิอาห์ไม่ใช่ตัวละครแนวฮีโร่แบบดั้งเดิม เขาปรากฏตัวด้วยความเย็นชาและประสิทธิภาพในการลงทัณฑ์ แต่ข้างในมีร่องรอยของความสงสัยและความอ่อนแอที่ค่อย ๆ เผยออกเมื่อเรื่องราวดำเนินไป
บทบาทหลักของเอลิอาห์ในเรื่องคือการเป็นเครื่องมือของระบบยุติธรรมสวรรค์ที่โหดร้าย แต่ในหลายฉากเขากลับทำหน้าที่มากกว่าแค่ผู้ลงโทษ เขาเป็นนักสืบ เป็นผู้ตัดสินที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างบาปกับมนุษยธรรม บทเล่าจะพาเราผ่านภารกิจต่าง ๆ ที่เอลิอาห์ต้องเข้ามาขัดขวางหรือทำลายคนบาป ทั้งการสังหารผู้บงการที่ลับหลังสังคมและการตัดสินชะตากรรมของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหา จุดเด่นคือวิธีเล่าให้ผู้อ่านเห็นมุมมองของผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นบาปและมุมมองของผู้ลงทัณฑ์ที่ต้องรับผิดชอบต่อคำสั่ง ในฉากหนึ่งที่จำได้ยากยิ่ง เอลิอาห์ต้องตัดสินใจว่าจะลงโทษแม่ที่ฆ่าลูกเพื่อยุติความทุกข์หรือจะปล่อยให้ระบบมนุษย์จัดการ เรื่องพวกนี้ทำให้ตัวเอกไม่เพียงแต่เป็นผู้กระทำ แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนความยากลำบากของการตัดสินใจเชิงศีลธรรม
เส้นเรื่องของเอลิอาห์เดินจากความเชื่อแบบไม่ไตร่ตรองไปสู่การตั้งคำถามอย่างลึกซึ้ง เมื่อความจริงเกี่ยวกับองค์กรสวรรค์ถูกเปิดเผย เขาต้องเผชิญหน้ากับเจ้านายเก่าและเลือกระหว่างความจงรักภักดีต่อหน้าที่กับความยุติธรรมที่แท้จริง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่การกลับตัวแบบรวดเร็ว แต่เป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดและมีผลสะเทือนต่อโลกทั้งใบ ความสัมพันธ์กับตัวละครรอง เช่นนักบวชผู้สงสัยและเด็กสาวผู้รอดชีวิต ทำให้เอลิอาห์เผยด้านมนุษย์มากขึ้น และในท้ายที่สุดตัวเขากลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้อื่นตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอด
การเล่าเรื่องในมุมมองของเอลิอาห์ทำให้ฉันรู้สึกผูกพันกับความยากลำบากของตัวละครนี้ แม้เขาจะทำสิ่งโหดร้าย แต่การได้เห็นเหตุผลและความรู้สึกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทำให้การตัดสินใจของเขามีน้ำหนักและน่าติดตามกว่าแค่การเป็นคนชั่วร้ายเพียงฝ่ายเดียว เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่บทลงทัณฑ์ แต่เป็นการสำรวจคำถามเรื่องความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และสิ่งที่ถือว่าเป็นความเมตตาในโลกที่ซับซ้อน ซึ่งยังคงทำให้ฉันคิดถึงตัวเอกคนนี้นานหลังจากปิดเล่ม
1 คำตอบ2025-12-17 06:12:28
สัญลักษณ์รูปยมทูตในวรรณกรรมเป็นเหมือนหน้ากากที่ผู้เขียนใช้ซ่อนหรือเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับความตายและความเป็นมนุษย์
ฉันมองยมทูตในฐานะ 'ตัวละครเชิงสัญลักษณ์' ที่มีชั้นความหมายหลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของความตายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน หรือกระทั่งกระจกสะท้อนค่านิยมของสังคม ยกตัวอย่างงานอย่าง 'The Sandman' ที่ทำให้ยมทูตกลายเป็นบุคคลที่อบอุ่นและตั้งคำถามกับบทบาทของความตายในชีวิตคนอ่าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแต่งตัวของความตาย—สีดำ ผ้าคลุม เคียว—สามารถถูกพลิกให้กลายเป็นเรื่องของความเป็นมิตร หรือความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับน้ำเสียงของผู้เขียน
ในฐานะนักวิจารณ์ ฉันชอบแยกการอ่านออกเป็นชั้น ๆ: ประการแรกดูที่สัญลักษณ์เชิงรูปธรรม—รูปลักษณ์ การกระทำ บทบาทในพล็อต—เพื่อบอกได้ว่ายมทูตนั้นทำหน้าที่เป็นพยาน ผู้ลงโทษ หรือเพื่อนร่วมทาง ประการที่สองสำรวจที่มาทางวัฒนธรรมและตำนาน เช่น แทนที่คำว่า 'ยมทูต' จะมีรากในชาวกรีก ชินิงามิญี่ปุ่น หรือทูตวิญญาณพื้นบ้าน ซึ่งช่วยให้เข้าใจว่าภาพหนึ่งอาจมีความหมายต่างกันในบริบทต่างถิ่น สุดท้ายจึงเชื่อมโยงกับอารมณ์ของผู้อ่าน—วรรณกรรมบางเรื่องใช้ยมทูตเป็นตราสัญลักษณ์ของการยอมรับ ในขณะที่บางเรื่องใช้เป็นข้อโต้แย้งเชิงศีลธรรม
วิธีการเขียนวิจารณ์ที่ผมคิดว่ามีประสิทธิภาพคือไม่ยึดติดกับการอ่านเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้ทั้งการอ่านเชิงสัญลักษณ์และการอ่านเชิงสังคม ชี้ให้เห็นว่าทำไมการเลือกภาพยมทูตแบบหนึ่งๆ จึงขับเน้นธีม เช่น การใช้เคียวอาจสื่อถึงการเก็บเกี่ยวชีวิต ในขณะที่การทำให้ยมทูตเป็นคนธรรมดาอาจเน้นความใกล้ชิดกับความตาย จากนั้นสอดแทรกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านเห็นความหลากหลายของการสื่อความหมาย การวิจารณ์ประเภทนี้จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าไม่ได้ถูกบังคับให้ยอมรับคำตอบเดียว แต่ได้รับแว่นตาหลายคู่เพื่อมองสัญลักษณ์นั้นอย่างรอบด้าน ซึ่งมักทำให้การอ่านลึกขึ้นและคงอยู่ในความทรงจำมากกว่าเดิม
3 คำตอบ2026-05-05 14:27:48
ชื่อเรื่อง 'ยมทูตล้างนรก' ฟังดูคุ้นๆ แต่ก็ไม่ตรงกับชื่อต้นฉบับที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ดังนั้นถ้าคุณเจอชื่อนี้บนเว็บฟิค เว็บตูน หรือหน้าปกหนังสือไทย เป็นไปได้สูงว่ามันเป็นชื่องานแปลไม่เป็นทางการหรือผลงานอิสระที่ไม่ได้ลงทะเบียนกับสำนักพิมพ์ใหญ่
ฉันเลยมักมองว่าวิธีคิดแบบแฟนๆ คือให้มองจากคอนเท็กซ์รอบข้าง — เช่น ถ้างานนั้นมีสไตล์สายสมุดมรณะ คนจะนึกถึง 'Death Note' ซึ่งผู้แต่งคือ Tsugumi Ohba ส่วนภาพประกอบโดย Takeshi Obata แต่ถ้าผลงานเป็นแนวดาร์กแฟนตาซีเกี่ยวกับยมทูตจริงๆ ก็มีงานอื่นๆ ที่ใช้ธีมคล้ายกันมากมาย ทำให้ชื่อไทยบางครั้งถูกตั้งแตกต่างจากชื่อดั้งเดิมได้
โดยสรุปในฐานะแฟนที่อ่านและตามงานแปลต่างๆ บอกได้เลยว่าไม่มีข้อมูลชัดเจนว่ามีผู้เขียนที่เป็นที่ยอมรับสากลใช้ชื่อนี้เป็นชื่อหลัก ถ้าคุณอยากทราบแบบชัวร์ที่สุด ให้ดูเครดิตบนปกหรือหน้าสุดท้ายของเล่ม—ตรงนั้นมักจะบอกชื่อผู้แต่งหรือกลุ่มคนทำไว้ชัดเจน — แต่ถ้าชื่อที่เจอเป็นชื่อเล่นของแฟนด้อม งานนั้นก็อาจเป็นงานที่เขียนโดยผู้ใช้หรือกลุ่มคนในคอมมูนิตี้เฉพาะก็ได้