การเริ่มอ่านนิทานภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ อาจเป็นก้าวแรกที่ทำให้เรารักการอ่านไปตลอดชีวิต เลือก 'The Little Prince' เป็นเล่มแรกเลย มันไม่ใช่แค่เรื่องเด็กๆ แต่เต็มไปด้วยปรัชญาชีวิตที่เข้าใจง่าย แปลกแต่จริงที่หนังสือเล่มบางๆ อย่าง 'Charlotte's Web' ก็ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครมาก แม้คำศัพท์จะไม่ซับซ้อน แต่กลับซ่อนความลึกซึ้งไว้เยอะ
ส่วน 'Winnie-the-Pooh' นี่เหมาะสุดๆ สำหรับมือใหม่ เพราะประโยคสั้นๆ แต่น่ารักและติดหู แถมยังมีภาพประกอบช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ถ้าชอบแนวแฟนตาซี ลอง 'The Lion, the Witch and the Wardrobe' ก็สนุกดี มีการใช้ภาษาที่สวยงามแต่ไม่ยากเกินไป นิทานพวกนี้ช่วยให้เราเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่เลย
ร้านหนังสือ Kinokuniya ที่สยามพารากอนมักมีนิทานภาษาอังกฤษภาพสวยจัดแสดงโซนเด็กอย่างน่าดึงดูด ครั้งหนึ่งไปเจอหนังสือ 'The Wonderful Things You Will Be' ที่ปกแข็งสีพาสเทล ภาพวาดละเอียดทุกหน้า แม้ราคาจะสูงแต่คุ้มค่ากับงานศิลป์
ถ้าชอบสไตล์วินเทจลองดูร้าน Bookmoby บางแสน นี่คือสวรรค์ของคนรักหนังสือหายาก เคยซื้อ 'The Little Prince' ฉบับ Anniversary ที่มีภาพสีน้ำจากต้นฉบับปี 1943 แถมยังเจอเจ้าของร้านที่แนะนำหนังสือแนวเดียวกันได้อย่างเข้าท่า
ตลาดนัดหนังสืออย่างที่สวนจตุจักรก็มีมุมหนังสือเด็กนำเข้า ต้องขยันค้นหน่อย แต่บางทีก็เจอของดีราคาถูกเช่นชุดนิทาน 'Fairy Tales' ของ Andrew Lang ฉบับสมบูรณ์พร้อมภาพ woodcut สวยงาม
ความทรงจำที่ดีที่สุดคือตอนซื้อ 'Where the Wild Things Are' จากร้านเล็กๆ ในเชียงใหม่ ภาพสัตว์ประหลาดสีสันจัดจ้านที่กระตุ้นจินตนาการเด็กได้ดีกว่าหนังสือเรียนภาษาอังกฤษใดๆ
ถ้าพูดถึงนิทานภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ที่นอกจากสนุกยังช่วยฝึกภาษาได้ดี 'The Very Hungry Caterpillar' ของ Eric Carle เป็นหนึ่งในเรื่องที่ชอบที่สุดเลยนะ เนื้อเรื่องง่ายๆ เกี่ยวกับเจ้าหนอนที่กินไม่หยุดจนกลายเป็นผีเสื้อ แถมยังสอนวันในสัปดาห์และเลขด้วย!
อีกเรื่องที่แนะนำคือ 'Where the Wild Things Are' ของ Maurice Sendak ภาพสวยมากและประโยคภาษาอังกฤษก็ไม่ซับซ้อนเกินไป เด็กๆ จะได้เรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับจินตนาการและการผจญภัย สองเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าภาษาอังกฤษไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แค่เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวแบบนี้ก็พอ
หนึ่งในคลาสสิกที่ต้องยกให้ 'The Very Hungry Caterpillar' โดย Eric Carle เรื่องหนอนน้อยกินไม่หยุดที่สอนทั้งวันในสัปดาห์ จำนวนนับ และวงจรชีวิตผีเสื้อผ่านภาพตัดปะสวยงาม ส่วน 'Brown Bear, Brown Bear, What Do You See?' ของ Bill Martin Jr. ก็ใช้คำถามซ้ำๆ ช่วยพัฒนาทักษะการฟัง
สำหรับครอบครัวที่ชอบเรื่องอบอุ่น 'Guess How Much I Love You' โดย Sam McBratney จะสอนการแสดงความรักผ่านภาษาง่ายๆ ขณะที่ 'Where's Spot?' ของ Eric Hill ก็เหมาะมากสำหรับวัยอนุบาลด้วยประโยคง่ายอย่าง 'Is he under the bed?'
เคล็ดลับสำคัญคือเลือกหนังสือที่มีสัมผัสคล้องจองหรือเสียงพยัญชนะซ้ำ เช่น 'Moo, Baa, La La La!' ของ Sandra Boynton ที่เล่นกับเสียงสัตว์ฮาๆ เด็กๆ จะได้ทั้งเสียงภาษาและความสนุกไปพร้อมกัน
การเลือกหนังสือนิทานภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถมเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจทั้งความสนุกและประโยชน์ทางการเรียน ลองเริ่มจาก 'The Cat in the Hat' ของ Dr. Seuss ที่ใช้คำศัพท์ง่ายๆ มีจังหวะภาษาคล้องจอง ช่วยให้เด็กจดจำได้ดี แถมภาพประกอบสีสันสดใสดึงดูดสายตา
อีกเล่มที่แนะนำคือ 'Frog and Toad Are Friends' โดย Arnold Lobel เรื่องราวมิตรภาพระหว่างกบกับคางคกสอนทั้งภาษาอังกฤษและคติชีวิตผ่านบทสนทนาง่ายๆ ถ้าเด็กชอบเรื่องลึกลับ แนะนำ 'Nate the Great' ซีรีส์นักสวนจิ๋วที่ฝึกทักษะการอ่านพร้อมพัฒนาตรรกะ
เด็กวัยอนุบาลชอบเรื่องราวง่ายๆ ที่มีภาพสีสันสดใสช่วยดึงดูดความสนใจ 'The Very Hungry Caterpillar' เป็นตัวอย่างที่ดีมาก เรื่องนี้สอนเกี่ยวกับวงจรชีวิตของผีเสื้อผ่านการเดินทางของเจ้าหนอนที่กินไม่หยุด