2 Jawaban2026-03-14 13:10:40
แฟนเพลงหลายคนคงรู้ว่าผมมองว่าเดอะวีกเอนด์ไม่ได้หยุดเพียงแค่การเป็นนักดนตรี — เขาขยายตัวเป็นแบรนด์และเครือข่ายธุรกิจที่ค่อนข้างชัดเจน
ผมติดตามเส้นทางของเขามานานและสิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือการสร้างรากฐานผ่าน 'XO' ซึ่งเริ่มจากชื่อวงการและกลายเป็นสังกัด/แบรนด์ที่ใช้ประกอบการทำงานทั้งด้านดนตรีและสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า และเมอร์ช ส่วนใหญ่จะเห็นว่ามีการปล่อยเสื้อผ้าและของที่ระลึกที่สอดคล้องกับอิเมจของเขาออกมาเป็นช่วง ๆ บางครั้งเป็นดรอปลิมิเต็ด บางครั้งเป็นป๊อปอัพสโตร์ที่เน้นบรรยากาศมืด ๆ ลึกลับแบบเดียวกับอัลบั้มของเขา
นอกจากแบรนด์และเมอร์ช เขายังมีบทบาทในโลกแฟชั่นผ่านการร่วมงานกับดีไซเนอร์และแบรนด์ต่าง ๆ ในรูปแบบของการสวมใส่พิเศษสำหรับทัวร์ งานพรมแดง และแคมเปญบางรายการ การออกแบบสเตจชุดและลุคเวทีของเขามักถูกคุยกันมากเพราะมันเชื่อมกับคอนเซ็ปต์อัลบั้ม เช่น ลุคของยุค 'Starboy' เปลี่ยนโทนและสร้างการรับรู้ว่าเขาเป็นใครทางสายตา ไม่ใช่แค่เสียงเพลง ซึ่งช่วยให้แบรนด์แฟชั่นอยากร่วมงานด้วย
ในเชิงธุรกิจ เขามีภาพลักษณ์ที่เอื้อต่อการเป็นพาร์ตเนอร์ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านป๊อปอัพ การวางขายสินค้าแบรนด์ร่วม และการใช้สังกัด 'XO' เป็นฐานปล่อยงานของศิลปินและโปรเจกต์อื่น ๆ ผมชอบความที่เขาทำงานอย่างครบวงจร — จากเนื้อหาเพลง ขยายสู่ไลฟ์สไตล์ และนำเสนอสินค้าให้แฟน ๆ เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนั้น เหล่านี้ทำให้เขาไม่ใช่แค่นักร้อง แต่เป็นผู้เล่นที่พยายามสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ด้วยตัวเอง
1 Jawaban2026-03-14 14:21:09
แฟนๆ หลายน่าจะอยากรู้คำตอบตรงๆ กันอยู่แล้ว: อัลบั้มสตูดิโอล่าสุดที่เดอะวีกเอนด์ปล่อยออกมาคือ 'Dawn FM' ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2022 โดยก่อนหน้าการปล่อยอัลบั้มจริงก็มีซิงเกิลนำอย่าง 'Take My Breath' ที่ปล่อยในปี 2021 ทำให้ความคาดหวังของแฟนๆ พุ่งสูงมาพอสมควร อัลบั้มนี้โดดเด่นทั้งแนวคิดและบรรยากาศที่พาไปสัมผัสความรู้สึกเหมือนกำลังฟังสถานีวิทยุยามรุ่งสาง มีการเล่าเรื่องแนวหลังความตายและการสะท้อนตัวตน ซึ่งการที่มีนักแสดงชื่อดังมาร่วมให้เสียงประกอบก็ยิ่งเพิ่มมิติให้กับผลงานโดยรวม
ความน่าสนใจของ 'Dawn FM' อยู่ที่การผสมผสานซาวด์ป๊อป อิเล็กทรอนิกส์ และบรรยากาศเรโทร-ซินธ์ ทำให้ทั้งอัลบั้มฟังได้ทั้งแบบตั้งใจฟังเนื้อหาและแบบเปิดวนซ้ำระหว่างขับรถหรือทำงาน มีเพลงที่โดดเด่นหลายเพลงซึ่งแต่ละเพลงเติมเต็มกันเป็นเรื่องราวของอัลบั้มมากขึ้น แม้จะเป็นงานที่มีธีมคอนเซ็ปต์ชัดเจน แต่ยังคงมีมุมฮุกหรือท่อนที่แอบติดหู ทำให้กลับไปฟังซ้ำได้ไม่เบื่อ อีกสิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้จำได้ง่ายคือการใส่รายละเอียดเล่าเรื่องผ่านเสียงพากย์และองค์ประกอบซาวด์สเคป แฟนที่ชอบติดตามผลงานของศิลปินคนนี้มักจะชอบที่เขาไม่ยึดติดกับสูตรเดิมๆ แล้วกล้าเปลี่ยนโทนเสียงและการเล่าเรื่อง
โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าแม้จะผ่านมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว 'Dawn FM' ยังคงเป็นงานที่พูดถึงในวงการเพลงและในหมู่แฟนๆ อยู่บ่อยครั้ง เพราะมันมีทั้งความยาก-ง่ายในการเข้าถึง และแฝงด้วยชั้นความหมายให้ขบคิด หากถามว่าเขาปล่อยอัลบั้มใหม่อีกไหม ณ ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศอัลบั้มสตูดิโอใหม่อย่างเป็นทางการหลังจาก 'Dawn FM' แต่แนวโน้มคือเขามักจะปล่อยซิงเกิลหรือร่วมงานกับศิลปินอื่นๆ เป็นระยะ ทำให้ผู้ฟังยังได้เห็นผลงานใหม่ๆ เป็นช่วงๆ ระหว่างที่รออัลบั้มเต็มครั้งต่อไป
สุดท้าย ความตื่นเต้นที่สุดคือการได้เห็นว่าเขาจะต่อยอดธีมและซาวด์แบบไหนในงานหน้า เพราะงานที่ผ่านมามักทำให้รู้สึกว่าเขายังมีอะไรจะเล่าอีกมาก การรอคอยจึงไม่ใช่แค่การรอฟังเพลงใหม่ แต่เป็นการรอชมวิธีเล่าเรื่องและการทดลองทางดนตรีที่ทำให้แฟนๆ ชื่นชอบอยู่เสมอ ผมก็ตั้งตารอแนวทางใหม่ๆ ของเขาเช่นกัน และคิดว่านี่คือเหตุผลว่าทำไมยังคงติดตามผลงานของเขาอยู่
2 Jawaban2026-03-14 22:11:56
รายชื่อศิลปินที่เดอะวีกเอนด์เคยร่วมงานด้วยมีความหลากหลายจนทำให้ฉากดนตรีสมัยนี้รู้สึกเหมือนเป็นแกลเลอรีงานศิลป์ที่แตกแขนงออกไปหลายทาง ฉันชอบมองการร่วมงานเหล่านี้เป็นการผสมสี: บางคนเข้ามาเติมแสง บางคนเข้ามาเติมเงา ซึ่งช่วยให้ซาวด์ของเขาไม่เคยน่าเบื่อ
Daft Punk คือหนึ่งในการร่วมงานที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของเขาไปเลย — งานจากอัลบั้มที่โดดเด่นอย่าง 'Starboy' ทำให้เสียงอิเล็กทรอนิกส์ถูกผสมกับ R&B มืด ๆ ของเขาอย่างลงตัว ขณะที่ความสัมพันธ์กับ Drake ก็เป็นอีกบทที่สำคัญ ทั้งสองแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างแทร็กอย่าง 'Crew Love' และ 'The Zone' ซึ่งแสดงให้เห็นการเดินทางร่วมกันของทั้งสองศิลปินในช่วงต้นอาชีพ
ด้านฮิปฮอปและแร็ปเขาก็ไม่เคยกลัวการร่วมงานกับศิลปินที่หนักแน่นกว่า — เช่นการขึ้นฟีทชัวร์กับ Future ใน 'Low Life' ที่ให้มุมมองเพลิน ๆ แต่ยังคงความหม่นของเนื้อหาไว้ได้อย่างดี อีกมุมที่ฉันชอบคือการร่วมงานกับ Lana Del Rey ในเพลงที่ให้ความรู้สึกภาพยนตร์แบบช้า ๆ ทำให้เสียงของเขาดูสดใสในฉากที่มีสีฟิล์มเก่า ๆ นอกจากนั้นยังมีการร่วมงานกับศิลปินในวงการฮิปฮอป/อาร์แอนด์บีของแคนาดาและอเมริกาเหนืออย่าง Belly ที่ช่วยขยายเครือข่ายและความหลากหลายของการเล่าเรื่องในเพลงของเขา
ภาพรวมแล้ว เดอะวีกเอนด์ไม่ได้ยึดติดกับแนวเดียว—เขาสามารถไปได้ทั้งแนวอิเล็กทรอนิกส์ ป็อป ฮิปฮอป และอินดี้ โดยการร่วมงานแต่ละครั้งมักจะเปิดมุมมองใหม่ให้กับเสียงของเขา และนั่นแหละที่ทำให้ติดตามผลงานต่อไปไม่เบื่อเลย
2 Jawaban2026-03-14 01:34:43
แค่ดูจากแนโน้มการทัวร์ของศิลปินระดับโลกในเอเชีย ผมมองว่าโอกาสที่ 'The Weeknd' จะมาจัดคอนเสิร์ตในไทยมีความเป็นไปได้ไม่น้อย แต่อย่าเพิ่งคาดหวังว่าเดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้จะประกาศเลย เพราะการมาเยือนไทยขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแฟนๆ ฝั่งเดียว
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือเส้นทางการทัวร์ (routing) ของศิลปิน ถ้าเขามีแผนจะเปิดทัวร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอกาสที่ไทยจะถูกใส่ไว้ในลิสต์จะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะถ้าเขามีอัลบั้มใหม่หรือซิงเกิลที่ดังในตลาดเอเชีย โปรโมเตอร์ท้องถิ่นก็จะพิจารณาว่ามีแฟนฐานพอจะคุ้มค่าการนำโปรดักชั่นใหญ่ๆ เข้ามา อีกเรื่องคือความร่วมมือกับผู้จัดงานรายใหญ่และการจัดการโลจิสติกส์ เช่น สถานที่จัด แผนการขนย้ายอุปกรณ์ และค่าลิขสิทธิ์การแสดง ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ศิลปินเลือกเมืองที่สามารถรองรับทั้งค่าตัวและโปรดักชั่นได้ดีกว่า
ในมุมของแฟนเพลงอย่างผม สิ่งที่พอทำได้คือติดตามช่องทางทางการของ 'The Weeknd' และเพจของโปรโมเตอร์คอนเสิร์ตในไทยเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มแฟนคลับที่มักจะรวมพลังเรียกร้องกันในโซเชียลมีเดีย การลงทะเบียนความสนใจในเว็บไซต์ขายบัตรหรือแสดงข้อความเรียกร้องแบบเป็นระบบก็ช่วยให้ผู้จัดเห็นข้อมูลความต้องการ นอกจากนั้น ถ้าอยากเตรียมตัวไว้ก่อน ก็ลองวางแผนงบประมาณและวันว่างไว้ล่วงหน้า เพราะบัตรคอนเสิร์ตระดับนี้มักขายหมดเร็วถ้ามาไทยจริงๆ ส่วนถ้าเกิดไม่มา การหาทางดูไลฟ์สตรีมอย่างเป็นทางการหรือไปรวมตัวดูกับกลุ่มแฟนที่จัดดูพร้อมกันก็เป็นทางเลือกที่ทำให้บรรยากาศยังคงสนุกได้อยู่ดี
2 Jawaban2026-03-14 02:39:47
การเริ่มต้นฟังงานของเดอะวีกเอนด์สำหรับผมเป็นเหมือนการเปิดประตูจากความมืดสู่การค้นพบชั้นต่าง ๆ ของเสียง ถ้าอยากรู้ต้นกำเนิดที่ทำให้เขาโดดเด่น ให้เริ่มจากเพลงที่พาเราลงไปในบรรยากาศเงียบและเยือกเย็นอย่าง 'High for This' ตามด้วย 'Wicked Games' สองเพลงนี้คือหน้าต่างของยุคแรกที่ยังมีความหม่นและเปราะบาง เสียงร้องที่ลากยาวและบีทที่เรียบง่ายช่วยให้จับความเป็นนักเล่าเรื่องที่ซ่อนอยู่ในเพลงได้ชัดเจน ผมมักจะแนะนำให้เปิดฟังด้วยหูที่พร้อมรับอารมณ์ มากกว่าจะมองหาจังหวะหรือฮุกเพียงอย่างเดียว
เมื่อเริ่มคุ้นกับโทนมืดแล้ว ก็สนุกกับการเห็นการเปลี่ยนผ่านของเขาไปสู่ป๊อปและการผลิตที่เปล่งประกายมากขึ้น ฟัง 'The Hills' เพื่อสัมผัสความดุดันที่ยังมีความทันสมัยตามมาด้วย 'Can't Feel My Face' ที่เป็นประตูสู่ความฮิตระดับโลก เพลงพวกนี้แสดงให้เห็นว่าศิลปินคนเดียวกันสามารถเดินระหว่างเงาและสปอร์ตไลต์ได้โดยไม่สูญเสียบุคลิก ผมชอบสังเกตวิธีที่เมโลดีป๊อปผสานกับเนื้อหาที่ไม่เข้าพวก จนทำให้เพลงฮิตฟังแล้วทั้งติดหูและมีมิติเมื่อกลับไปฟังซ้ำ ๆ
สุดท้ายอยากให้ลองฟังเพลงที่โชว์มุมอ่อนโยนและบีบหัวใจ เช่น 'Earned It' ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนหนังสั้นในเสียงเดียว และ 'Party Monster' ที่ยังคงความเซ็กซี่แต่แฝงความเหงา การฟังแบบนี้จะทำให้เห็นสเปกตรัมของงานเขาอย่างครบถ้วน ผมมักจะปิดเซสชันด้วยการเล่นทั้งแทร็กเร็ว-ช้าสลับกัน เพื่อให้เห็นทั้งพลังและความเปราะบางของศิลปินคนนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนได้อ่านนิยายสั้นที่จบลงด้วยภาพหนึ่งรูปมากกว่าจบด้วยข้อความเดียว — น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับใครที่อยากเข้าใจเดอะวีกเอนด์ทั้งในเชิงเสียงและอารมณ์
4 Jawaban2026-03-15 15:30:19
เคยเดินผ่าน 'วีสแควร์' แล้วหยุดมองหลายรอบเพราะการจัดพื้นที่มันทำให้รู้สึกว่ามีชีวิตชีวาและเข้าถึงง่าย, ในมุมมองของคนที่ชอบเดินเล่นตามย่านช้อปปิ้งผมมองว่าโลเคชันมักติดกับถนนสายหลักหรืออยู่ใกล้สถานีขนส่งสาธารณะ ทำให้เดินทางสะดวกไม่ว่าจะมาด้วยรถไฟฟ้า รถเมล์ หรือรถยนต์ส่วนตัว
การไปยัง 'วีสแควร์' มักมีทางเลือกหลักคือขึ้นรถไฟฟ้าแล้วต่อเดินประมาณ 5–15 นาที, นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างถ้าของน้อยและรีบ, หรือเรียกแกร็บ/แท็กซี่ตรงไปยังทางเข้าหลัก ในบางแห่งมีที่จอดรถให้เพียงพอ แต่เวลาช่วงเย็นสุดสัปดาห์อาจหาที่จอดยาก ดังนั้นการวางแผนเวลาออกเดินทางจึงช่วยได้มาก
ปลายทางแนะนำให้มองหาจุดสังเกต เช่นห้างใหญ่อย่าง 'เซ็นทรัลเวิลด์' หรือป้ายร้านชื่อเด่นๆ รอบๆ เพื่อเป็นจุดอ้างอิง และอย่าลืมเช็กเวลาทำการของร้านที่อยากไปก่อนออกจากบ้าน จะได้ไม่เสียเที่ยวและสนุกกับการเดินเล่นมากขึ้น
4 Jawaban2026-03-15 04:02:55
แวบแรกที่ได้ยินชื่อ 'วีสแควร์' ผมรู้สึกเหมือนได้ยินชื่อวงดนตรีหรือค่ายเพลงอินดี้ที่เคยผ่านตาในเพลย์ลิสต์ของเพื่อนๆ บ่อย ๆ
ในมุมมองของคนชอบฟังเพลง ผมมองว่า 'วีสแควร์' เวอร์ชันที่เป็นค่ายหรือเครือข่ายศิลปินเกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มคนรักดนตรีที่อยากสร้างพื้นที่ทดลองเสียงใหม่ๆ ให้กับศิลปินหน้าใหม่ โดยทั่วไปมักเริ่มจากงานเล็กๆ เวทีท้องถิ่นและการอัดเพลงแบบบ้านๆ ก่อนจะขยับเป็นโปรเจกต์ที่มีการจัดคอนเสิร์ตเป็นครั้งคราวและปล่อยซิงเกิลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ประวัติที่ผมติดตามจะเห็นเส้นทางตั้งแต่การเป็นกลุ่มเพื่อนนักดนตรี ไปสู่การมีเพจอย่างเป็นทางการ การออกแผ่นหรือซิงเกิล และการเป็นแพลตฟอร์มให้ศิลปินอิสระได้ทดลองรูปแบบเพลงใหม่ๆ เหมือนที่เห็นในวงการอินดี้ยุคกลางทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่ผมชอบคือความเป็นพื้นที่ทดลองและการสนับสนุนกันเองของชุมชนศิลปินนั่นแหละ
4 Jawaban2026-03-15 04:45:44
เคยสงสัยไหมว่าคำว่า 'วีสแควร์' ปรากฏในเครดิตบ่อยๆ แต่มักไม่ค่อยมีรายการผลงานที่ชัดเจนเป็นไทม์ไลน์เดียวกัน? โดยส่วนตัวแล้วผมชอบตามดูเครดิตท้ายเรื่องเวลาเปิดดูหนังหรือซีรีส์ เพราะมักเจอชื่อบริษัทผลิตเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมผลิตหรือให้บริการงานถ่ายทำ และชื่อ 'วีสแควร์' มักถูกใช้เป็นชื่อบริษัทที่ให้บริการด้านโปรดักชัน สตูดิโอถ่ายทำ หรือตัดต่อมากกว่าจะเป็นผู้สร้างผลงานยาวๆ ด้วยตัวเอง
จากประสบการณ์ในการติดตามผลงานที่มีชื่อคล้ายกัน ผมสรุปได้ว่าถ้าคุณต้องการรู้ว่า 'วีสแควร์' มีภาพยนตร์หรือซีรีส์ชื่อง่ายๆ ที่เป็นของตัวเองจริงๆ น้อยครั้งที่จะเจอ เพราะบ่อยครั้งชื่อจะปรากฏเป็นเครดิตผู้ร่วมผลิต งานสั้น โปรเจ็กต์โฆษณา หรือเว็บซีรีส์ที่ปล่อยบนแพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่ม สิ่งที่ผมทำเมื่ออยากรู้คือดูเครดิตฉบับเต็มบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งหรือสิทธิบัตรภาพยนตร์ของงานนั้นๆ เพื่อแยกแยะว่าเป็นผู้สร้างหลักหรือแค่ผู้ให้บริการงานโปรดักชัน
ท้ายที่สุดถ้ามองจากมุมแฟนผมคิดว่า 'วีสแควร์' เป็นชื่อที่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมเบื้องหลังมากกว่าการเป็นแบรนด์ผู้สร้างที่มีรายการผลงานยาวเป็นชุดเดียว และนั่นเองที่ทำให้เวลาค้นหาผลงานจึงต้องอ่านเครดิตให้ละเอียดก่อนตัดสินใจว่าควานหาเรื่องไหนต่อ
3 Jawaban2026-04-08 08:21:10
เราเคยติดตามผลงานของคนที่ใช้ชื่อว่า 'วีเคไทย' มาพักใหญ่และมองว่าเขาเป็นคนทำคอนเทนต์ด้านดนตรีที่มีเสน่ห์แบบเรียบๆ แต่เข้าถึงง่าย เราสังเกตว่าแนวทางของโปรเจกต์มักเน้นไปที่การทำคัฟเวอร์เพลงด้วยเวอร์ชันที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น เอาเพลงป๊อปหรืออินดี้มาตีความใหม่ด้วยกีตาร์อะคูสติกหรือดนตรีเรียบง่าย ผสมกับเสียงร้องที่ถ่ายทอดอารมณ์แบบตรงไปตรงมา ทำให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดเหมือนไปนั่งฟังในห้องเล็กๆ
นอกจากคัฟเวอร์แล้ว ผลงานต้นฉบับของเขาก็เริ่มปรากฏบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งบ้างเป็นบางชิ้น—ไม่ใช่ฮิตติดชาร์ต แต่มีคนฟังวนและแชร์ต่อเพราะเนื้อเพลงซื่อๆ ตรงประเด็น รวมถึงมีไลฟ์สตรีมที่ชวนคุยกับคนดู ทำให้ชุมชนแฟนค่อนข้างอบอุ่นและสื่อสารกันได้ดี งานโปรดักชันมิวสิกวิดีโอบางชิ้นก็เน้นภาพถ่ายและบรรยากาศมากกว่าการโชว์สเปเชียลเอฟเฟกต์ ทำให้ภาพรวมของแบรนด์งานดูเรียบแต่มีสไตล์
มุมมองส่วนตัวคือเขาเป็นตัวอย่างของครีเอเตอร์ที่รู้จักจุดแข็งตัวเองและไม่พยายามเป็นทุกอย่างพร้อมกัน ผลงานจึงเหมือนเพื่อนที่ชวนมาร้องเพลงเบาๆ เสร็จแล้วก็ทิ้งความอบอุ่นไว้ให้ผู้ฟัง ไม่ได้หวือหวาแต่สร้างความคุ้นเคยได้ดี
4 Jawaban2026-03-15 14:23:46
แฟนคลับของ 'วีสแควร์' กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งออนไลน์และออฟไลน์จนแปลกใจบ่อยครั้ง
ผมมีโอกาสเห็นชุมชนหลักๆ ที่คอยเคลื่อนไหวกันตลอด เช่น กลุ่ม Facebook อย่าง 'V-Square Thailand' ที่มักมีโพสต์อัปเดตข่าวสาร งานอีเวนต์ และภาพถ่ายจากแฟนๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยหลายคนรู้จักกัน
นอกจากนี้ยังมีช่อง YouTube ของแฟนๆ ที่ทำรีแอค รีวิว และรวบรวมคอนเทนต์เก่า ๆ ของ 'วีสแควร์' ไว้เป็นเพลย์ลิสต์ รวมถึงเพจ Instagram ที่เน้นภาพ Fanart และไฮไลต์ช่วงเวลาประทับใจ ฉันเองมักจะตามทั้งคอนเทนต์วิดีโอและโพสต์ภาพเพื่อเก็บคลิปที่ชอบไว้ดูซ้ำ
สุดท้ายอย่าลืมว่า Pantip และกลุ่มแลกเปลี่ยนใน LINE มักเป็นที่รวมข่าวลือเล็ก ๆ และรายละเอียดเจาะลึกของกิจกรรมแฟนเมด บางครั้งแฟนโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ก็เริ่มจากที่นี่ ทำให้ความรู้สึกเป็นชุมชนแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ