ความพิเศษของเพลงนี้คือการสร้างบรรยากาศเฉพาะตัวผ่านภาษาธรรมดาๆ แปลไทยน่าจะเน้นรักษาความเรียบง่ายนั้นไว้ อย่างประโยค 'I left my jumper at your sister's house' ไม่จำเป็นต้องแปลตรงตัวทุกคำ อาจเลือกใช้ 'เสื้อคู่ใจยังค้างอยู่ที่บ้านน้องเธอ' แทนเพื่อสื่อความใกล้ชิดแบบไทยๆ
เพลงนี้ทำให้อยากแปลมันเป็นไทยแบบที่คงความรู้สึกเดิมไว้ให้มากที่สุด ท่อนแรกที่ว่า 'You said you love me in October' น่าจะแปลว่า 'เธอบอกว่ารักฉันในเดือนตุลาคม' แต่เพิ่มความ poetic เข้าไปอีกนิดด้วย 'ใต้ฟ้าสีครามของฤดูใบไม้ผล่วงพลัน' ตัวฉันเชื่อว่าการแปลเพลงควรรักษาจุดเด่นของมันไว้ คือความ straightforward แต่มีชั้นเชิง
ประเด็นที่น่าสนใจคือการใช้เดือนตุลาคมเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เปลี่ยนผ่าน ต่างจากเพลงรักทั่วไปที่มักพูดถึงฤดูร้อนหรือ spring
เนื้อเพลง 'We Fell in Love in October' ของ Girl in Red เล่าถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม ผ่านภาษาง่ายๆ แต่ซ่อนความเปราะบางไว้เต็มเปี่ยม อย่างท่อนฮุก 'And I remember all the moments we shared' ที่สะท้อนถึงความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน ตัวฉันเองมักจินตนาการถึงภาพสองคนเดินเล่นใต้ใบไม้สีเหลืองทอง กับอากาศเย็นๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้กัน
สิ่งที่ชอบคือวิธีที่เธอใช้คำพูดเรียบง่ายแต่สื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้ง เช่น 'You told me about the stars in your eyes' ซึ่งฟังดูโรแมนติกแบบไม่ต้องพยายามเลย
เพลง 'we fell in love in october' ของ girl in red เป็นบทเพลงซึ้งๆ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของการตกหลุมรักในเดือนตุลาคม เนื้อเพลงเต็มไปด้วยบรรยากาศโรแมนติกของฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้เปลี่ยนสี และอากาศเย็นสบาย
สำหรับฉันแล้ว มันไม่ใช่แค่เพลงรักธรรมดา แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาพิเศษที่สองคนค้นพบกันและกันในฤดูที่ธรรมชาติกำลังสวยงามที่สุด มันทำให้นึกถึงวันที่อากาศเย็นๆ กอดกันแน่นใต้ต้นไม้สีทอง แม้เวลาจะผ่านไปแต่ความรู้สึกนั้นยังอบอุ่นเหมือนเดิม
เพลง 'We Fell in Love in October' ของ girl in red ฟังดูเหมือนเรื่องราวความรักหวานๆ ในฤดูใบไม้ร่วง แต่จริงๆ แล้วมันซ่อนความเศร้าไว้ไม่น้อย เนื้อเพลงพูดถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นสวยงามเหมือนใบไม้เปลี่ยนสี แต่สุดท้ายก็ต้องโรยราไปตามกาลเวลา
ฉันเคยฟังเพลงนี้ตอนกำลังอกหักพอดี มันตรงกับความรู้สึกที่เรารู้ว่าความรักนั้นจบแล้ว แต่ยังอยากย้อนกลับไปเก็บความทรงจำดีๆ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ท่อนที่ร้องว่า 'I fell in love in October' แต่ตามด้วย 'Now it's December' ทำให้เห็นความขัดแย้งระหว่างความสุขในอดีตกับความโดดเด่นในปัจจุบัน