เข้าสู่ระบบ“อีสองตัวนั้นอ่ะ มานานละ แต่กูเพิ่งมาถึงก่อนมึงแค่สองวิ อิอิ”
คำถามของนาตาชา เอลีนเพื่อนอีกคนนึงในกลุ่มเป็นคนตอบให้พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เป็นการแสดงออกว่าเธอไม่ได้ซีเรียสอะไรเลยกับการมาหลังแล้วปล่อยให้เพื่อนสองคนที่มาก่อนอย่างเซลีนและลูกกอล์ฟต้องยืนรอ ทั้งๆที่ตกลงกันไว้ดิบดีว่านัดเจอกันตรงนี้ เวลากี่โมง “อีดอก ยังมีหน้ามายิ้ม มึงนี่ไม่ได้สำนึกเลยใช่มั้ยยะอีชะนีเอ ว่าปล่อยให้กูกับอีเซยืนรอเป็นชาติเนี่ย” “ไม่” “อีถนนคอนกรีต!” “ก็โอนะ แข็งแรงดี” “อีสัส หน้าโคตรหนา” “กูจะรับไว้พิจารณาว่าเป็นคำชม” “อีสารเลว” “นั่นคุณสมบัติพิเศษของกูค่ะ” “ค่ะ!! กูยอมแล้วค่ะ! กูยอม!!!” ลูกกอล์ฟกระแทกเสียงตอบอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เพราะไม่อยากจะเถียงกับอีพวกแถเก่งอย่างกะชาตินี้ชิงปลาไหลมาเกิดอย่างเอลีน “ดีค่ะ กูจะได้ไม่เปลืองน้ำลายไปมากกว่านี้” “อืม บวกหนึ่ง กูเองก็จะได้ไม่ต้องฟังพวกมึงฟัดกันต่อให้เป็นภัยกับแก้วหูไปมากกว่านี้ เพราะแค่ที่ฟังมาตั้งแต่ม.ปลายก็เป็นอันตรายกับประสาทหูกูมากพออยู่แล้ว อย่าให้ประสาทหูกูต้องมาเสื่อมประสิทธิภาพไปมากกว่านี้เลย” เซลีนที่เงียบอยู่นานถึงคราวพูดขึ้นมาบ้าง และแน่นอนว่าสบโอกาสได้พูดทั้งที เธอไม่พูดนิดๆหน่อยๆแน่ แต่ร่ายยาวเป็นชุดแถมขุดประวัติศาสตร์มาพูดด้วยอีกต่างหาก ..ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เพราะพวกเธอทั้งหมดเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย แต่มีแค่นาตาชากับเซลีน ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมต้น แล้วพอมอหก ทั้งสี่คนชอบเหมือนกัน บวกกับอยากจะเรียนด้วยกันด้วย ก็เลยสอบเข้าคณะเดียวกัน มหาลัยก็เดียวกัน แล้วก็ฟลุ๊คสอบติดกันหมดทุกคนอย่างที่หวัง ผลก็เลยเป็นอย่างที่เห็น ..ได้เรียนคณะเดียวกัน มหาลัยเดียวกัน แล้ววันนี้ก็ต้องมาเผชิญชะตากรรมรับน้องด้วยกัน (สรุปโชคดีหรือโชคร้ายวะ?) “แหม อีเซขา มึงก็พูดเกินไปค่ะ พวกกูไม่ได้ฟัดกันรุนแรงขนาดนั้นซะหน่อย” “เหรออ” เซลีนลากเสียงยาว ก่อนเบ้ปากเหล่สายตาไปอีกทาง ประมาณว่าถ้าจะพูด เธอก็คงพูดว่า ‘พวกมึงน่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าเวลาฟัดกันมันเดือดร้อนชาวบ้านชาวช่องอย่างกูกับนาตาชามากขนาดไหน’ “ค่ะ” แต่ดูเหมือนคนที่เซลีนอยากให้รู้ดีอยู่แก่ใจนั้นไม่ได้สำนึกหรือรู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลย เพราะลูกกอล์ฟก็ยังลอยหน้าลอยตาตอบได้หน้าตาเฉย “เออๆ ตามนั้นแหละ ขี้เกียจเถียงกับมึงละ ไปเหอะนาตาชา เหมือนรุ่นพี่ใกล้จะเรียกแล้วด้วย” เซลีนยอมใจ ก่อนจะหันไปพูดกับนาตาชาแล้วเกี่ยวแขนนาตาชาให้เดินไปด้วยกัน แน่นอน กับเพื่อนอีกสองคน เธอทิ้งไว้(ให้ฟัดกัน)ข้างหลัง “อ้าว ชะนีสองตัว ชิ่งไปเฉยเลย รอพวกกูด้วยสิยะ อร๊ายย” สาวเทียมเส้นเสียงแปดหลอดโวยวายขึ้นก่อนจะก้าวฉับๆๆตามไปอีกคน โดยไม่ลืมที่จะคว้าเอลีนติดมือนางให้ปลิวตาม เอ้ย ให้เดินตามนางไปพร้อมกันด้วยจุดรวมพล
“เฮ้ๆ!! มาถึงแล้วเข้าแถวเลย!! แยกหญิงแยกชายนะ!! ไม่ปนไม่มั่ว!! ส่วนพวกที่วิญญาณมาเข้าร่างผิดกับเพศที่ต้องการ ก็ให้ยึดอวัยวะที่ติดอยู่กับร่างเป็นหลักก่อนแล้วกัน ส่วนเรื่องจะไปเอาออกใส่ใหม่ เอาของเก่าดั้งเดิมทิ้งไปอะไรยังไงก็ค่อยว่ากันทีหลัง เอ้าเร็ว!!!” เสียงรุ่นพี่ผู้ชายตะโกนบอกเมื่อถึงฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่คนเป็นรุ่นพี่จะแสดงอิทธิฤทธิ์อภินิหาร(กับรุ่นน้องตาดำๆ) “งุ้ย กูไปก่อนนะคะ ถึงเวลาที่อีลูกกอล์ฟรอคอยละ” ลูกกอล์ฟยิ้มหวานแล้วบ๊ายบายเพื่อนสาวทั้งสาม ก่อนจะเดินห่างออกไป ตรงไปยังแถวผู้ชาย และแน่นอน ไอ้ที่บอกว่าถึงเวลาที่รอคอยก็คือการที่จะได้เข้าไปอยู่ในดงผู้ชายนี่แหละ “ดูมันๆ ร่านยังไงก็ร่านยังนั้นจริงๆ” เอลีนส่ายหน้าเอือมระอา แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก เพราะรู้นิสัยนังกะเทยหน้าหวานดี “เอาน่ามึง ควรชินได้ละ อีกอล์ฟมันก็แรดอย่างงี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร” เซลีนบอกยิ้มๆ ก่อนจะไปเข้าแถวของตัวเองบ้าง “อืม” เอลีนพยักหน้าแล้วเดินตามไปอีกคน และที่สองคนเดินนำหน้าไปโดยไม่ได้บอกนาตาชา เพราะคิดว่านาตาชาก็คงเดินตามไปเอง หากแต่ไม่เป็นอย่างที่คิดแฮะ เพราะนาตาชายังยืนอยู่ที่เดิม เพิ่มเติมคือเธอเอาแต่มองไปยังกลุ่มผู้ชายที่กำลังต่อแถวกันอยู่หลายแถว และแถวที่เธอจดจ้องเป็นพิเศษ คือแถวริมสุด แถวที่เกือบจะติดกับแถวของกลุ่มผู้หญิง “นาตาชา นี่ มึงไม่ต้องอาลัยอาวรณ์อีกอล์ฟมันมากขนาดนั้นก็ได้มั้ย ไปๆ เข้าแถว ก่อนที่มึงจะโดนรุ่นพี่ลากไปโชว์เดี่ยวที่ข้างหน้า ไปเร็ว” เพราะเข้าใจว่านาตาชาที่ตอนแรกมองตามลูกกอล์ฟไปยังคงไม่อาจละสายตากลับมา เอลีนก็เลยหันมาเตือน โดยที่ไม่ได้รู้เลย ว่าตอนแรกนาตาชามองตามลูกกอล์ฟไปก็จริง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะตอนที่เธอมองตามลูกกอล์ฟไป เธอบังเอิญเห็นผู้ชายอีกคน ..ผู้ชายหน้านิ่งที่เหมือนถูกเธอยัดเยียดให้เป็นอัศวิน ‘นายเรียนคณะนี้ด้วยเหรอ?’ นาตาชาถามตัวเองในใจ แต่ก็ยอมให้เอลีนคว้าแขนเธอเพื่อพาให้เดินไปเข้าแถวแต่โดยดี เพียงแต่ทั้งสายตาและหัวใจก็ไม่อาจละไปจากผู้ชายหน้านิ่งคนนั้นได้อยู่ดี “เอ้า!! เรียบร้อยยัง!!!” รุ่นพี่คนเดิมตะโกนขึ้นอีกครั้ง “ถ้าเรียบร้อยแล้วยืนตรงๆ เอาทั้งประสาทหูและประสาทตามาสนใจแค่พวกผม!!!” เสียงตะโกนแม้จะดังสนั่นราวกับฟ้าจะถล่ม แต่นาตาชาที่ทุกประสาทการรับรู้เอาแต่จดจ่ออยู่ที่อัศวินของเธอก็เหมือนจะไม่ได้ยิน จึงเป็นผลให้ “เฮ้! คนนั้นอ่ะ ไม่ได้ยินที่ผมพูดหรือไง!!!” ..เป็นผลให้ความซวยมาเยือน เพราะรุ่นพี่ดันตาดีเห็นเข้า ก่อนจะเดินมาเอาเรื่องถึงที่ และนาตาชาก็ตกใจจนหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มแทบไม่ทัน “เออะ..เอ่อ ขะ..ขอโทษค่ะ” “ผมไม่ต้องการคำขอโทษ! แต่ผมต้องการคำอธิบาย! ว่าคุณสนใจอะไรอยู่ถึงไม่สนใจที่พวกผมสั่ง!!!” ขนาดอยู่ตรงหน้า ใกล้แค่นี้ รุ่นพี่ยังตวาดซะดังจนนาตาชาสะดุ้ง ให้ตายเถอะ เธอไม่ช็อคตายก็บุญแล้ว “เอ่อ คือ.. คือหนู.. หนู..” “ตอบ!!!” “ฮึก!” คนขวัญอ่อนสะดุ้งอีกรอบ แต่ถึงจะอย่างนั้นมันก็พูดไม่ออก ก็เขาจะให้เธอบอกไปงั้นเหรอ ว่าเธอยืนมองผู้ชายคนนั้นอยู่ ผู้ชายคนที่ตอนนั้น เขาเหมือนจะหยิบหัวใจเธอติดมือไปด้วย “…” เพราะงั้น คำตอบของเธอก็เลยจำเป็นต้องเป็นความเงียบ “ไม่ตอบคือยังไง!! อ๋อ!! ไม่อยากตอบตรงนี้ แต่อยากออกไปตอบข้างหน้าใช่มั้ย!!!” “เอ่อ มะ..” นาตาชากะจะตอบว่า ‘ไม่ใช่’ แต่ดูเหมือนรุ่นพี่จะไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่เตรียมคำตอบเอาไว้ให้เธอเสร็จสรรพแล้วต่างหาก เขาถึงได้แทรกโดยไม่ได้คิดจะรอฟังสิ่งที่นาตาชาตั้งใจจะพูดให้มันจบ “ได้!!! งั้นเดินตามผมออกมา!!!” ว่าแล้วก็เดินนำออกไปด้านหน้า ปล่อยให้นาตาชาที่ตอนนี้ยืนแข้งขาสั่น สั่นลามไปหมดทั้งตัวทั้งใจต้องจำใจลอบกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคออยู่ที่เดิมเสี้ยววินาที ก่อนจะกลั้นใจขยับเท้าก้าวตามรุ่นพี่ออกไป “ซวยแล้วนาตาชา” ทั้งเซลีนทั้งเอลีนทั้งลูกกอล์ฟต่างขมุบขมิบปากกับตัวเองด้วยความเป็นห่วงเพื่อน แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ก็ใครจะไปกล้า รุ่นพี่พวกนั้นแม่งดูโหดยกเซ็ตขนาดนั้น ถึงจะหล่อก็เหอะ แต่พวกเธอไม่กล้าเสี่ยงจริงๆ ก็เลยทำได้แค่ภาวนาให้นาตาชาเพื่อนพวกเธอแคล้วคลาดปลอดภัย และรอดกลับมาได้(โดยไม่ตายคามือรุ่นพี่) “มายืนตรงนี้!! โชว์ตัวหน่อย!!!” พอนาตาชาเดินตามไปถึงด้านหน้าด้วยอาการหน้าซีดตัวสั่นชัดเจน รุ่นพี่ก็ตะโกนใส่เธออีกรอบ (ไม่ได้กลัวเลยว่าเธอจะกลัวจนหัวใจวายตายซะตรงนี้ ต่อหน้าบรรดารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี(หนึ่ง)ทุกๆคน) “ชื่ออะไร!!!” เธอทำตามคำสั่งเสร็จ รุ่นพี่ก็ตะโกนอีก ตะโกนจนขี้หูเธอเต้นไปกี่รอบแล้วก็ไม่รู้ “นะ..นาตาชาค่ะ” “ดังกว่านี้! ให้คนอื่นในแถวได้ยินด้วย!!!” “นาตาชาค่ะ!!!” คราวนี้เธอหลับหูหลับตาแหกปากตะโกนออกไปเหมือนประชด แต่ก็ถูกใจรุ่นพี่(จอมโหด)ไม่น้อย “ดี! ทีนี้ก็ตอบคำถามผม!!” “…” นาตาชาเงียบ แต่สายตากล้าๆกลัวๆที่เหลือบมองรุ่นพี่อย่างไม่เต็มตาคือประโยคคำถามประโยคนี้ ‘คะ..คำถามอะไรเหรอคะ?’ “อยากโดนทำโทษมั้ย!!!” ประโยคนี้คลายข้อสงสัยให้นาตาชาได้เป็นอย่างดี หากแต่สร้างภาวะตึงเครียดให้เธอแทน ..ใครจะไปอยากโดนทำโทษ พี่ก็ถามมาได้ ปัญญาอ่อนรึเปล่า เธอแอบค่อนขอดรุ่นพี่สายโหดในใจ หรือด่าก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเธอคงพูดออกไปเหมือนกับที่เธอกำลังคิดอยู่ในใจไม่ได้ ที่ทำได้ก็คงไม่พ้นตอบคำถาม “ไม่ค่ะ!!” “แล้วเมื่อกี้ขัดคำสั่งทำไม!!!” หมายถึงคำสั่งที่ว่าให้เอาทั้งประสาทหูและประสาทตามาสนใจที่พวกเขา แต่เธอดันเอาหูไปนา เอาตาไปมองอัศวินหน้านิ่งคนนั้น “ไม่ได้ตั้งใจค่ะ!!” “ผมไม่รับคำแก้ตัว!!” “ขะ..ขอโทษค่ะ!” “บอกแล้วไงว่าคำขอโทษก็ไม่เอา!!!” โดนไปอีกดอก ..รุ่นพี่นะรุ่นพี่ ไม่สงสารรุ่นน้องตัวเล็กๆตาดำๆบ้างเลย เอ้ย ไม่สิ ไม่ใช่ ไม่ใช่ตาดำๆ เพราะตาเธอไม่ใช่สีดำ แต่สีน้ำตาล เพราะงั้นคงต้องแก้ใหม่เป็น รุ่นพี่นะรุ่นพี่ ไม่สงสารรุ่นน้องตาสีน้ำตาลบ้างเลย “แต่เอางี้แล้วกัน ผมเห็นแก่ที่คุณมีความกล้า ที่จะเดินตามผมออกมาตรงนี้ ผมจะให้โอกาสคุณ!!” เมื่อกี้เพิ่งนินทารุ่นพี่(ในใจ)ไปหยกๆ มาตอนนี้เธอคงต้องถอนคำพูด พร้อมกับบอกตัวเองในใจให้ใจชื้นไปพลาง เมื่ออยู่ๆรุ่นพี่ก็ใจดีบอกจะให้โอกาส ..ฟ้ามาโปรดแล้วนาตาชา “หาตัวตายตัวแทนมา เลือกใครมาก็ได้หนึ่งคนจากในแถว มารับโทษแทนคุณ!!!” ห้ะ!!! ว่าไงนะ!!! บ้าไปแล้ว! ทำแบบนั้นเพื่อนก็เกลียดเธอตายห่าน่ะสิ ..รุ่นพี่นะรุ่นพี่ เห้อ สงสัยเธอคงต้องถอนคำพูดอีกรอบ จากที่เมื่อกี้ถอนไปรอบนึงแล้วเนื่องจากคิดว่าเขาสงสารถึงให้โอกาส แต่พอมาตอนนี้เธอรู้แล้วว่ารุ่นพี่จงใจฆ่าเธอทางอ้อมชัดๆ เพราะก็อย่างที่บอก ว่าถ้าเธอเลือกเพื่อนออกมา เพื่อนก็คงเกลียดเธอตาย ดีไม่ดีอาจจะเกลียดไปจนถึงโคตรเหง้าศักราชเธอเลยก็ได้ เพราะงั้นเธอไม่เสี่ยงดีกว่า ขอตายคนเดียวแล้วกัน “ว่าไง! เลือกมาดิ เลือกเพื่อนคนนึงมาให้ผม คุณถึงจะได้กลับเข้าไป!! เร็ว!!!” โดนตวาดจนสะดุ้งอีกรอบ “เออะ..เอ่อ มะ..ไม่ ไม่เอาดีกว่าค่ะ หนูขอรับโทษเอง หนูไม่..” Rrrrrr…!!!!! ความจริงเธอจะบอกว่าเธอจะไม่เลือกใครออกมารับโทษแทนทั้งนั้น เธอจะยอมรับโทษเอง ในเมื่อมันเป็นความผิดของเธอ เธอไม่อยากให้เพื่อนเกลียด ที่สำคัญ เธอไม่ได้อยากให้ใครมารับกรรมแทนเธอ แต่มันติดตรงที่ว่ามีเสียงเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนดังขึ้นมาซะก่อน เธอเลยไม่ทันได้พูดจนจบประโยค และเสียงสมาร์ทโฟนนั้น..มันไม่ใช่ของเธอ “เสียงโทรศัพท์ใคร!!!” เป็นเดือดเป็นร้อนให้รุ่นพี่ต้องตะโกนเข้าไปในแถว เพราะต้นเสียงดังมาจากทางนั้น “ของผม”เสียงทุ้มเรียบนิ่งยิ่งกว่ากราฟเส้นตรงดังออกมาจากในแถว จนทุกสายตาจับจ้องมองไปที่เจ้าของเสียงเป็นตาเดียว แต่ดูเหมือนว่าคนถูกจับจ้องก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับภัยที่เหมือนกำลังจะมาเยือนเขาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าแต่อย่างใด เพราะเขาล้วงสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดปิดเครื่องหน้าตาเฉย สีหน้าท่าทีนิ่งๆนั้นยิ่งยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีความเกรงกลัว“ทำไมไม่ปิดเสียงโทรศัพท์!!! ไม่รู้เหรอว่าเวลานี้เวลาอะไร!!!”“ลืม” รุ่นพี่ตะโกนแทบตาย แต่เจ้าของสมาร์ทโฟนกลับตอบแค่นี้ แถมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดา ไม่ได้มีเสียงสูงเสียงต่ำอย่างใครๆเขา“ลืมเหรอ อืม ดี! ตอบได้ดี! หางเสียงก็ไม่มี! ดีมาก!!!” ไม่บอกก็รู้ว่ารุ่นพี่..นางประชด “ไหน!!! ออกมาตรงนี้ให้เพื่อนๆดูหน้าคนทำดีอย่างคุณหน่อยซิ!!!” นั่นปะไร ผลของการพูดไม่มีหางเสียง ไม่มีทั้งหางเสียง ไม่มีทั้งเสียงสูงเสียงต่ำ ใช่ ก็คือการต้องมีชะตากรรมไม่ต่างจากนาตาชา ..โดนเรียกออกไปโชว์ตัว แต่ถึงจะอย่างนั้น คนถูกเรียกก็เหมือนจะยังไม่รู้สึกเกรงกลัวอีกตามเคย เขาถึงได้เดินออกไปด้วยท่าทีนิ่งๆไม่ต่างจากน้ำเสียงและสีหน้าแววตา จนกระทั่งถึงข้างหน้า“ไปยืนใกล้เพื่อนค
“อีสองตัวนั้นอ่ะ มานานละ แต่กูเพิ่งมาถึงก่อนมึงแค่สองวิ อิอิ”คำถามของนาตาชา เอลีนเพื่อนอีกคนนึงในกลุ่มเป็นคนตอบให้พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เป็นการแสดงออกว่าเธอไม่ได้ซีเรียสอะไรเลยกับการมาหลังแล้วปล่อยให้เพื่อนสองคนที่มาก่อนอย่างเซลีนและลูกกอล์ฟต้องยืนรอ ทั้งๆที่ตกลงกันไว้ดิบดีว่านัดเจอกันตรงนี้ เวลากี่โมง“อีดอก ยังมีหน้ามายิ้ม มึงนี่ไม่ได้สำนึกเลยใช่มั้ยยะอีชะนีเอ ว่าปล่อยให้กูกับอีเซยืนรอเป็นชาติเนี่ย”“ไม่”“อีถนนคอนกรีต!”“ก็โอนะ แข็งแรงดี”“อีสัส หน้าโคตรหนา”“กูจะรับไว้พิจารณาว่าเป็นคำชม”“อีสารเลว”“นั่นคุณสมบัติพิเศษของกูค่ะ”“ค่ะ!! กูยอมแล้วค่ะ! กูยอม!!!” ลูกกอล์ฟกระแทกเสียงตอบอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เพราะไม่อยากจะเถียงกับอีพวกแถเก่งอย่างกะชาตินี้ชิงปลาไหลมาเกิดอย่างเอลีน“ดีค่ะ กูจะได้ไม่เปลืองน้ำลายไปมากกว่านี้”“อืม บวกหนึ่ง กูเองก็จะได้ไม่ต้องฟังพวกมึงฟัดกันต่อให้เป็นภัยกับแก้วหูไปมากกว่านี้ เพราะแค่ที่ฟังมาตั้งแต่ม.ปลายก็เป็นอันตรายกับประสาทหูกูมากพออยู่แล้ว อย่าให้ประสาทหูกูต้องมาเสื่อมประสิทธิภาพไปมากกว่านี้เลย”เซลีนที่เงียบอยู่นานถึงคราวพูดขึ้นมาบ้าง และแน่นอนว่าสบโอกาสไ
DM (Direct Message)Celine: มึงงงงงCeline: อยู่ไหนCeline: กูกับอีลูกกอล์ฟถึงแล้วนะCeline: เหลือมึงกับอีเอลีนระหว่างที่กำลังรีบสุดฤทธิ์ สมาร์ทโฟนที่กำแน่นอยู่ในมือก็สั่นเนื่องจากการแจ้งเตือนของแชทไอจี คนที่กำลังเดินอย่างรีบเร่งก็เลยจำต้องทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือเดินไปด้วย ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูหน้าจอไปด้วย ถึงได้รู้ว่าเป็นเซลีน เพื่อนของเธอที่แชทมา“รู้แล้วน่า รู้แล้ว กำลังไปๆ”ที่พูดอยู่ตอนนี้ แน่นอนว่าเจ้าของสมาร์ทโฟนอย่าง ‘นาตาชา’ ตั้งใจตอบคำถามคนในแชท หากแต่คนได้ยินก็คงมีแค่เธอคนเดียว ในเมื่อคนรีบยังเดินไม่ถึงลานรับน้องเลย..วันนี้เป็นวันรับน้องปีหนึ่งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจบราวน์ (Faculty of Engineering / J Brown University)“โทษคับๆ”ปึก!“โอ๊ย!”ระหว่างที่กำลังเดิน เดิน เดิน แล้วก็เดิน (เร็วๆ) สงสัยฟ้าคงหมั่นไส้ ถึงได้สั่งให้ใครก็ไม่รู้วิ่งสวนเธอมาแล้วชนไหล่เธอไปอย่างแรงเพราะความรีบร้อน จนเธอเซ และตอนนี้เหมือนไม่ใช่แค่เซอย่างเดียว แต่ทำท่าเหมือนจะเซแล้วหงายหลังด้วย เพราะเสียหลัก ทรงตัวไม่อยู่..ซวยแล้วนาตาชา แบบนี้หงายหลังกระแทกพื้นแน่ๆ เลย!ปึก!หลังเธอกระแทกจริ







