LOGINเมื่อพนักงานสาวยุคปัจจุบันอย่างเธอต้องทะลุมิติเข้าไปในอดีต มันก็ดีถ้าได้ทะลุมิติไปเป็นนางร้ายผู้แสนร่ำรวย แต่นี่! ฉันทะลุมิติมามีสามีเป็นยาจก ให้ตายเถอะสวรรค์!!! กลั่นแกล้งกันเกินไปแล้ว เพราะความบังเอิญที่ปรากฎตัวต่อหน้าบุรุษผู้นนั้น เพราะเขาพบเห็นนางเป็นคนแรก เป็นเหตุให้คนตั้งคู่ต่อร่วมผูกผมเคียงคู่กันในกระท่อมทรุดโทรมท้ายหมู่บ้าน สามียาจกผู้แสนเกียจคร้านกับภรรยาสาวยุคปัจจุบันที่ต้องหาเงินเลี้ยงชีพ ทว่านับวันไปแล้วสามียาจกผู้เกียจคร้านของนางยิ่งทำตัวคล้ายมีความลับที่ปิดซ่อนไว้ไม่อาจบอกให้นางได้รับรู้ ยิ่งนางพยายามหาคำรอบ เขาก็ยิ่งเหยียบมันไว้ใต้ดิน อาซานแท้จริงท่านมีภรรยาแล้วใช่หรือไม่!!?
View Moreสงครามระหว่างแคว้นฉินกับแคว้นเว่ยยืดเยื้อกันมานานแรมปี แคว้นเว่ยค่อย ๆ ยึดครองดินแดนของแคว้นฉินเข้ามาเรื่อย ๆ และในที่สุดแคว้นเว่ยก็สามารถยึดดินแดนทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นฉินได้ถึงสิบเมือง
นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ฉินตงฮ่องเต้ของแคว้นฉินยอมยกธงขาวขอเจรจาสงบศึก การเจรจาระหว่างฮ่องเต้ทั้งสองแคว้นเป็นไปอย่างราบรื่น และได้ข้อสรุปว่าแคว้นฉินต้องส่งเครื่องบรรณาการไปยังแคว้นเว่ยทุกปี
ตอนนี้สงครามสงบมาเป็นเดือนแล้ว และเครื่องบรรณาการก็ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว อีกเจ็ดวันขบวนส่งเครื่องบรรณาการก็จะออกเดินทางแล้ว
แต่ใครจะคาดคิดว่าเมื่อสองวันก่อนกลับมีจดหมายด่วนจากแคว้นเว่ย ขอให้แคว้นฉินส่งองค์หญิงไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นกับเว่ยอ๋อง ซึ่งมีศักดิ์เป็นเสด็จอาของเซียวเจ๋อฮ่องเต้แห่งของแคว้นเว่ย หากทางแคว้นฉินไม่ทำตามคำขอ สงครามระหว่างแคว้นก็คงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ฉินตงฮ่องเต้ผู้คลั่งไคล้ในนารีเร่งรีบประชุมกับเหล่าขุนนางในราชสำนักมาสองวันแล้ว แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้ปวดศีรษะเป็นอย่างยิ่ง คืนนี้พระองค์ต้องเสด็จไปยังตำหนักของกุ้ยเฟย สีหน้าจึงดูไม่แช่มชื่นนัก หัวคิ้วเดี๋ยวขมวดเดี๋ยวคลายอยู่ตลอดเวลา
สือเยี่ยนฟางอดไม่ได้จึงเอ่ยถามเสียงอ่อนโยนเจือออดอ้อน “ฝ่าพระบาท ทรงมีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายพระทัยหรือเพคะ”
เพราะเป็นพระสนมคนโปรด ฮ่องเต้จึงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้นางฟังตั้งแต่แรก แต่วันนี้เห็นทีคงเก็บไว้ไม่ได้แล้ว ฉินตงฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน กล่าวออกคล้ายลำบากใจหนักหนา “ฟางเอ๋อร์ เราต้องส่งเยว่เอ๋อร์ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเว่ยอ๋องแห่งแคว้นเว่ย”
ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “ทำไมต้องเป็นเยว่เอ๋อร์เพคะ” น้ำเสียงของนางไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง จะให้องค์หญิงรองฉินเฟินเยว่ ซึ่งเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางไปแต่งงานกับเว่ยอ๋องได้อย่างไร
แต่ฉินตงฮ่องเต้ยังกล่าวออกอย่างใจเย็น “เจ้าก็รู้ว่าเรามีธิดาอยู่แค่สองคน ฉีเอ๋อร์เพิ่งอายุเพียงสิบขวบปี จะให้นางไปแต่งงานกับเว่ยอ๋องได้อย่างไร” เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับฉินตงฮ่องเต้ ในพระราชวังมีนางสนมมากมายหลายร้อยหลายพันคน แต่พวกนางกลับให้กำเนิดเพียงธิดา แม้ฮ่องเต้จะทรงงานหนักเรื่องกามกิจมากเพียงใดก็ไม่สามารถให้กำเนิดโอรสได้แม้แต่คนเดียว เรื่องนี้ก็ทำให้ฮ่องเต้หนักใจเป็นอย่างมาก
สือกุ้ยเฟยแสร้งบีบน้ำตาให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้นอีก “ฝ่าบาท ใครต่างก็รู้ว่าเว่ยอ๋องพิการเดินไม่ได้ ไปไหนมาไหนต้องนั่งรถเข็น หรือจะพูดกันตามตรงก็คือเป็นผู้ป่วยติดเตียง เช่นนี้แล้วจะให้หม่อมฉันทำใจยอมรับได้อย่างไรเพคะ”
“แต่เรื่องนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว หากเราไม่ส่งเยว่เอ๋อร์ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ สงครามระหว่างสองแคว้นก็คงต้องเริ่มขึ้นอีก และไม่รู้ว่าครั้งนี้เราจะเสียเมืองไปอีกเท่าไร”
เดิมทีเจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อหรือแม่ทัพหยวนที่อยู่ชายแดนตะวันตกสามารถต้านทัพข้าศึกได้เป็นอย่างดี การรบมีแพ้มีชนะสลับกันไป แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาแคว้นฉินกลับเสียดินแดนให้กับศัตรูถึงสิบเมือง เรื่องนี้ฮ่องเต้ไม่ได้โทษแม่ทัพหยวน พระองค์ทรงคิดว่า เพราะการศึกยึดเยื้อมานาน พละกำลังของเหล่าทหารก็คงถดถอยลงไปด้วย จึงทำให้ไม่สามารถต้านทัพข้าศึกไว้ได้
ทันใดนั้นดวงตาดอกท้อที่คลอด้วยหยาดน้ำตาก็พราวระยับขึ้นมา สือกุ้ยเฟยคล้ายคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบกราบทูล “ฝ่าบาททรงลืมองค์หญิงใหญ่ไปแล้วหรือเพคะ”
ดวงตาของฉินตงฮ่องเต้กระตุกวูบหนึ่ง เขาลืมนางไปแล้วจริง ๆ ยี่สิบปีแล้วที่เขาไม่เคยคิดถึงธิดาคนนี้เลย ตลอดเวลาเขาคิดว่าตนมีธิดาเพียงสองคนมาตลอด “เจ้าหมายความว่า…”
สือกุ้ยเฟยพยักหน้าช้า ๆ พลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “เพคะ ในเมื่อทางนั้นไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นองค์หญิงองค์ใด เราก็สามารถส่งองค์หญิงใหญ่ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเว่ยอ๋องได้ อีกอย่างไม่ใช่เป็นการดีหรือเพคะที่เราสามารถส่งตัวอัปมงคลออกนอกแคว้นฉินได้”
ฉินตงฮ่องเต้ดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาทันที “จริงดั่งที่เจ้าว่า” เดิมทีฉินตงฮ่องเต้ก็ไม่ได้รักธิดาคนนี้อยู่แล้ว หากจะส่งนางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ จะต่างอะไรกับสาดน้ำทิ้ง มิหนำซ้ำยังเป็นการช่วยแคว้นฉิน “ขอบใจเจ้ามาก หากวันนี้เราไม่มาพบเจ้า ก็คงคิดมากอยู่เช่นนี้”
“ทำให้ฝ่าบาทผ่อนคลายพระทัยลงได้ นับเป็นหน้าที่ของหม่อมฉันแล้วเพคะ” นางก้มหน้าหลุบตาลงต่ำ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แอบซ่อนแววตาดุร้ายเอาไว้
“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นจนสุดเสียงเมื่อรับราชโองการจากขันทีผู้แทนพระองค์งเสร็จ มือบอบบางโยนราชโองการทิ้งอย่างไม่ไยดี พลางกวาดข้าวของบนตั่งโต๊ะร่วงลงพื้นจนแตกหักเสียหาย เสียงดังก้องไปทั่วตำหนัก แต่ยังดีที่ในตำหนักนี้มีคนอยู่เพียงสองนายบ่าวเท่านั้น
“องค์ องค์หญิงใหญ่ใจเย็น ๆ ก่อนนะเจ้าคะ” เจียวฝางสาวใช้ข้างกายกล่าวออกเสียงสั่นเครือ
“เจ้าไปตายซะ” ว่าจบก็ใช้เท้าน้อย ๆ ถีบสาวใช้จนล้มลงบนพื้น
เจียวฝางรีบหมอบกราบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาไปหมด “องค์หญิงโปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
จวนชินอ๋องตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ยามค่ำคืนมีแสงไฟส่องสว่างตลอดทั้งคืน เสมือนกำลังเตรียมตัวให้พร้อมกับบางอย่างไฉ่หงส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร”บุรุษผู้นี้ไม่มีความพอดีเอาซะเลย ตั้งแต่รู้ว่าในท้องของนางมีเด็กตัวแดงอาศัยก็เฝ้าถามด้วยสายตาสงสารตลอดว่าเด็กจะออกมาเมื่อไหร่นางมิใช่สุนัขที่ต้องตั้งท้องสองเดือนแล้วออกนะเฟยหลงชินอ๋องพยักหน้า ทว่าไม่ได้ช้อนตาขึ้นมองนางหากแต่กำลังจดจ้องอยู่ที่หน้าท้องกลมใหญ่“เขาอึดอัดหรือไม่” มนุษย์อาศัยอยู่ในนั้นได้นานเพียงนี้เชียวหรือ“ไม่รู้ แต่มารดาอึดอัด” ไฉ่หงเบะปากเจ้าเด็กตัวแดงนี่พอหิวก็โวยวายถีบท้องนางจนจุก พออิ่มแล้วก็นอนสบายใจจนใจหาย ช่างเหมือนสามีผู้นี้ไม่มีผิด!เอาแต่ใจ!“เขาเหมือนท่าน”“……” เฟยหลงชินอ๋องเขาเงียบไปพักหนึ่ง จ้องคนบนเตียงอย่างจริงจัง เห็นได้ชัดว่าหลังคลอดลูกแล้ว เขาจะช่วยนางอบรบสั่งสอนลูกให้เป็นคนดีเอง เกรงว่าหากไม่เป็นเช่นนั้นคงมีนิสัยไม่ต่างจากมารดาแน่ แค่นางคนเดียวก็เกินจะรับมีไหวแล้ว“มานั่งนี่” ไฉ่หงตบมือลงเตียงที่ว่างข้
หลังปีใหม่ผ่านพ้นไปดูเหมือนอากาศจะเย็นลงทุกพื้นที่ยามพลบค่ำและรุ่งสางมีหมอกแผ่ปกคลุมขึ้นมา ยามลมพัดโชยมาเห็นได้ว่าวันนี้คงเป็นวันที่หนาวเย็นที่สุดในฤดูกระมัง เฟยหลงชินอ๋องยืนหลับตาเหม่อลอยหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อนปลายฤดูใบไม้ผลิอีกตามเคย“สามี..”สองคำเรียกสั้นๆ นั้นทำให้เขาปรือตาขึ้น เหลียวตัวหันกลับไปมอง ทั่วหล้านี้จะมีผู้ใดเอ่ยเรียกเช่นนี้นอกจากนางเฟยหลงชินอ๋องเลิกคิ้วมองสองมือน้อยที่แบออกมา“ขวัญถุง”ขวัญถุง? ตัวเขายังจะมีเบี้ยอะไรติดตัวอีกเล่า ทุกอย่างล้วนมอบให้อยู่ในมือนางแล้วเขาเอื้อมมือไปกอบกุมฝ่ามือเย็นเฉียบไว้ออกแรงถูกเบาๆ ให้เกิดความร้อน “ยามนี้สามีเองไม่ต่างจากยาจกผู้หนึ่งแล้ว ถึงแบบนั้นอยากได้อะไรก็เอ่ยปากมาย่อมให้ภรรยาได้”“อยากได้อาหลง…ได้หรือไม่”ไฉ่หงถอนหายใจ ก่อนปล่อยมือเปลี่ยนเป็นคล้องกอดแขนชินอ๋องพร้อมบ่นพึมพำ “ท่านนี่นะซื่อบื้อยิ่งนัก”ผู้ใดจะกล้าเอ่ยบอกด่าชินอ๋องหากไม่ใช่ไฉ่หง“ผู้ใดได้ยินจะถูกครหาเอาได้” ชินอ๋องชะงักเอ่ยห้ามปราบ ยามอยู่ในห้องนางจะเรี
ไฉ่หงเพิ่งลืมตาตื่น ค่อยข้างสะลึมสะลือ ร่างทั้งร่างบังเกิดความปวดเหนื่อยส่วนที่เจ็บที่สุดคงเป็นศีรษะ นางไม่มีแต่เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นจากเตียง“ชินหวางเฟย”ชิงชิง?น้ำเสียงเล็กแหลมเช่นนี้จะเป็นใครไปได้อีก ไฉ่หงปรายตามองเห็นร่างเล็กของสาวใช้ข้างกายฉุกละหุกวิ่งออกไป ได้ยินแจ่เสียงตะโกนว่า ‘ชินหวางเฟยพื้นแล้ว’ ดังไม่ขาดสาย“ชะ ชิง ชิง” ทว่าบอกเอ่ยปากเรียกน้ำเสียงนางกับแหบแห้งประหนึ่งปลาขาดน้ำครั้นตั้งสติได้ เมื่อคืนนางฝัน คล้ายรู้สึกว่าเป็นความฝันที่เหมือนจริงเกินไป ทั้งความเจ็บปวด ทั้งความเสียใจ ยามนี้แม้กระทั่งนึกถึงขอบตากับร้อนผ่าว น้ำตาจะไหลออกมาได้ทุกเมื่อหรือแต่จริงแล้วนั่นคือเจ้าของร่างก่อนที่นางจะมานางชื่อซูเม่ยมองค์หญิงแคว้นล่มสลายมารดาเป็นสนมขั้นเฟย บิดาเป็นฮ่องเต้พี่สาวต้องพระราชสมรสเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเพื่อให้รอดพ้นจาะสถานการณ์บ้านเมือง เสด็จแม่ทรงทำทุกวิธีทางเพื่อให้ท่านพี่ได้ตบแต่งออกไป แล้วข้าเล่า….จนหนึ่งปีให้หลังแคว้นล่มสลาย บุรุษถูกประหารไม่เว้นส่วน
“มันตัวใดขวางทางก็ฆ่าทิ้งซะ”ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้เป็นซื่อจื่อรนหาที่เองเพียงประโยคนี้ประโยคเดียวของชินอ๋องก็เพียงพอแล้ว องค์รักษลับล้วนพยักศีรษะเข้าใจเฟยหลงชินอ๋องชินยืนอยู่หน้าท้องพระโรง สวมเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกยามมีสายลมเย็นโชยมาก็บิดพริ้วปลิ้วไสว ทั้งใบหน้านิ่งเย็นยะเยือก นัตย์ตาสีน้ำหมึกดุจมัจจุราชก็ไม่ปานทหารกบฎเห็นเฟยหลงชินอ๋องปรากฎกายเบื้องหน้า ตัวพลันหวั่นหวาดกลัวเพราะความสามารถของอีกฝ่ายอยู่ลึกในใจ “ท่านอ๋อง...เฟยหลงชินอ๋อง ทรงกลับไปเถอะขอรับ สายเกินไปแล้ว” แม้น้ำเสียงช่วงแรกจะตะกุตะกะหากแต่ช่วงหลังเต็มไปด้วยความมั่นใจ ท้ายที่สุดแล้วบังลังก์มังกรก็ตกเป็นของซื่อจื่อ เป็นหลานของสกุลหลี่อยู่ดี“ถอยไป!” เฟยหลงชินอ๋องแค่เสียงฮึออกมาจะไม่หลีกบิดาแน่ใจแล้วหรือ เขาเบี่ยงเบนสายตาส่งสัญญาณไปยังโม่เหวินก่อนที่อีกฝ่ายจะชักคมดับออกจาฝักเดินก้าวขุมก็ตะบันคอกบฎหลุดออกจากบ่าไม่มีขอกาสได้ร้องขอชีวิตทหารรักษาหน้าประตูห้องพระโรงขาดความระมัดระวังมาก ไม่นานก็มีเสียงดาบครืนเคร้งปะทะกัน กลิ่นเลือดคละคลุ้งตามอากาศชวนอ้วกแต
ไฉ่หงรูม่านตาหดเล็ก หลี่มองชินอ๋องที่เดินมาแต่ไกลใบหน้าอิดโอย “อาหลง…” ยังไม่ทันได้เอ่ยอันได้ออกไปนางก็ถูกรวบเข้าอ้อมกอดนัตย์ตาสีน้ำหมึกพลันคลายความตึงเครียดลงเมื่อเห็นนางยืนอยู่เบื้องหน้าตนผ่านมาครึ่งปีแล้วที่นางย้ายนำพักมาอาศัยอยู่เมืองหลวงและผ่านมาเกือบจะหนึ่งปีแล้วที่สถานการณ์ภายในวังหลวงเริ่
ไฉ่หงยืนรออยู่เนินนานจนกระทั่งยามโหย่ว(17.00-18.59) ก็ยังไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของเจ้าของจวน สถานการณ์ในวังหลวงยามนี้จากคำบอกเล่าของชินอ๋องน่าจึงรู้สึกเป็นกังวลใจ“เรากลับไปรอในจวนดีไหมเพคะ” ชิงชิงแอบสังเกตอยู่เงียบๆ นายท่านได้เข้าวังหลวงในสถานการณ์เช่นนี้เกรงว่าจะปลีกตัวออกมายากนางเหลือบตามองแวบหนึ
ไฉ่หงค่อยๆ ปีนขึ้นเตียงอย่างเคียงช้า ก่อนจะล้มตัวด้านในนอนตะแคงข้าง สายตาจับจ้องอีกคนที่นอนสงบนิ่ง ตวัดวงแขนโอบกอดลำตัวเขาไว้แนบแน่น ขาพาดเกี่ยวไว้“ท่านยังไม่หลับ” นางเอ่ยกระซิบข้างหูบุรุษผู้นี้น้อยอกน้อยใจยิ่งกว่าสตรีอีก“ปล่อย”“ไม่ปล่อย” นางเพิ่มแรงกอดรัดขึ้นใบอีก ทั้งใบหน้ายังซบคลอเคลียอยู่บน
วันนี้ไฉ่หงเลือกสวมใส่ชุดกระโปรงผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีชมพูนวล มวยผมรวบขึ้นหมดปักด้วยปิ้นหยกเนื้อดีสองสามชิ้นพอเหมาะ ทุกอย่างดูลงตัวดึงดูดสายตาผู้พบเห็นอย่างเป็นธรรมชาติแม้นางจะไม่งดงามเทียบเท่าหญิงงามอันดับขึ้นของเมืองหลวงแต่เป็นความงามที่ผ่านตาแล้วต้องเหลียวกลับมามองซ้ำ มีหรือเจ้าของร่างจะใคร่สน


















reviews