เข้าสู่ระบบเธอคือเหยื่อในเกมการพนันของเขา เมื่อเขากลายเป็นผู้ชนะ และเหยื่ออย่างเธอต้องกลายเป็นคนที่สูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง 4 ปีต่อมา โชคชะตาทำให้เขาและเธอกลับมาเจอกันอีกครั้งพร้อมกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียกเธอว่าแม่ แต่ทว่า..เขากลับจำเธอไม่ได้
ดูเพิ่มเติมเด็กสาวในวัยห้าหนาวกำลังวิ่งเล่นกับพี่ชายทั้งสอง พวกเขาอายุเจ็ดและเก้าหนาวแล้ว วันนี้ที่หมู่บ้านของพวกเขาจะมีพิธีตรวจเส้นลมปราณ ซึ่งเด็กวัยห้าหนาวไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ต้องเข้าพิธีตรวจเส้นลมปราณนี้ มีอาจารย์หลายๆสำนักมาดูการตรวจเส้นลมปราณนี้พวกเขาจะได้รู้ว่าเส้นลมปราณของเด็กๆเป็นอย่างไร และถ้าหากถูกใจพวกเขาก็จะส่งเทียบเชิญเข้าสำนักฝึกเส้นลมปราณต่อไป
"หลินซือหยาการตรวจเส้นลมปราณในครั้งนี้ข้าอยากให้เจ้ามีอาจารย์สำนักใหญ่ๆแบบข้าส่งเทียบเชิญเข้าสำนักจัง เจ้าต้องปล่อยพลังเส้นลมปราณอย่างเต็มกำลังเลยนะ" หลินอี้เฟิงกล่าวขึ้นกับน้องสาว พวกเขาสามคนพี่น้องรักใครกันดี แม้นว่าพวกเขาทั้งสามจะเติบโตมากับบิดาเพียงผู้เดียว เพราะตั้งแต่โตขึ้นมา พวกเขาก็ไม่เคยเห็นหน้ามารดาเลย ในเรือนตอนนี้ก็มีแต่หลินซือหยาที่เป็นสตรีเพียงคนเดียว งานบ้านงานเรือนถึงแม้นว่านางจะเป็นเด็ก นางก็ต้องทำให้บิดาและพี่ชายทั้งสอง แต่ส่วนมากพี่ชายทั้งสองจะไปอยู่สำนักศึกษาจะกลับมาเฉพาะช่วงที่สำนักศึกษาให้กลับมาเท่านั้น พี่ชายทั้งสองของนางคือหลินเต๋อหงที่อายุเจ็ดขวบ หลินอี้เฟิงที่อายุเก้าขวบ พวกเขาทั้งสองได้เรียนที่สำนักพฤกษาสุนทราด้วยกันจึงอยากให้น้องสาวไปเรียนด้วย ความจริงผู้เป็นพี่หลินอี้เฟิงอยากเข้าสำนักวายุพัดไกลมากกว่าแต่สำนักพฤกษาสุนทรานั้นได้ส่งเทียบเชิญมา ผู้เป็นบิดาจึงให้เขาเข้าสำนักนี้ทั้งสองคนเลย เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วภายในหมู่บ้านก็เรียกเด็กอายุราวๆห้าหนาวออกไปเพื่อที่จะไปตรวจเส้นลมปราณ คนในหมู่บ้านสกุลใหญ่ๆก็ให้บุตรหลานมาตรวจเส้นลงตามก่อน ทางการนำแท่งตรวจเส้นลมปราณมาวางไว้กลางหมู่บ้าน แท่งตรวจเส้นลมปราณมีลักษณะแบนและใหญ่ เพียงเด็กๆวางมือไว้บนแท่งนั้นแล้วค่อยๆให้เด็กปล่อยพลังออกมาแท่งแบนนั้นก็จะเป็นแสงออกมาเด็กผู้แรกนั้นทำให้แท่งนั้นเกิดแสงสีหยกขาวมันแพะ ซึ่งปกติแท่งนั้นจะเป็นสีขาวใส ทุกคนต่างตบมือกันและมีท่านอาจารย์จากสำนักจิตเงาจันทร์ได้เขียนเทียบเชิญให้กับเด็กผู้ที่ตรวจเส้นลมปราณผู้แรกทันที หลิวซือหยามองดูท่านอวาจารย์ทั้งสี่สำนักที่นั่งอยู่หน้าแท่งตรวจลมปราณนี้ "ท่านพี่ถ้าหากว่าข้าตรวจเส้นลมปราณนี้แล้วแล้วไม่มีท่านอาจารย์ผู้ใดเทียบเชิญค่าข้าจะทำอย่างไรหรือ" หลินซือหยาถามผู้เป็นพี่ชายเพราะตอนนี้นางเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว "เพียงแค่เจ้าเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณนั้นให้เป็นสีใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นสีเมื่อครู่หรือเป็นสีม่วงอ่อนหรือเป็นสีแดงเข้มหรือไม่ก็เป็นสีเขียวใบไม้ หากไม่มีผู้ใดส่งเทียบเชิญให้เข้าสำนักท่านพ่อก็จะพาเจ้าไปสมัครที่สำนักเองไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ เพราะในทุกปีบางคนก็ไม่ได้รับเทียบเชิญเสียหน่อยแต่พวกเขาก็มีที่เรียนกัน" หลินอี้เฟิงกล่าวขึ้น "ท่านพี่แล้วมีผู้ใดหรือไม่เจ้าคะที่สัมผัสกับแท่งตรวจเส้นลมปราณแล้วไม่สามารถเปลี่ยนสีได้" หลินซือหยาถามผู้เป็นพี่ชาย "ไม่มีหรอกเพราะว่ายุทธภพแห่งผู้ที่มีวรยุทธเป็นใหญ่ หากไม่สามารถฝึกฝนได้แล้วจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรล่ะ เจ้านี้ก็ถามแปลก ขนาดพ่อของเราที่มีอายุมากเขายังต้องฝึกวรยุทเลย" หลินอี้เฟิงกล่าวขึ้น "เจ้าจะถามอะไรให้มากความล่ะ ดูพวกข้าทั้งสองสิยังทดสอบเส้นลมปราณผ่านเลย หากเจ้าไม่มีก็แปลกแล้วล่ะ และทุกคนใต้ล้านี้ก็มีแต่คนมีวรยุททั้งนั้น หากเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณนี้ได้ก็แสดงว่าเจ้าไม่ใช่คนใต้หล่านี้แล้วล่ะ555" หลินเต๋อหงกล่าวขึ้นอย่างหยอกล้อ เนื่องจากครอบครัวของพวกเขาเป็นตระกูลเล็กย่อมมีสิทธิที่จะทำอะไรที่หลังอยู่แล้ว มีเด็กหลายคนที่อยู่ในตะกูลเล็กเช่นเดียวกัน และหลังจากตรวจเส้นลมปราณแล้วมีสีขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีสำนักใดต้องการตัวพวกเขาก็กลับไปนั่งรอดูผู้อื่นตรวจเส้นลมปราณต่อไป ตอนนี้ตะวันเริ่มคอยลงต่ำแล้วไม่นานก็ถึงคิวของหลินซือหยา นางเดินเขาไปกลางหมู่คน นางนั่งหน้าแท่นตรวจเส้นชีพจร นางยื่นมีทั้งสองไปอย่างกล้าๆกลัวๆแตะที่แท่งขาวใสนั้นนางมองดูผลลัพธ์ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนางจึงพยายามเบ่งเอาพลังนั้นออกมาเหมือนคนที่กำลังถ่ายทอดวรยุทธ์ นางพยายามกลั้นลมหายใจและเบ่งออกไปอีก แม้นนางจะเบ่งจนหน้าแดงก็ไม่สามารถเปลี่ยนแท่งขาวใสนั้นให้เป็นสีอื่นได้เลย ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นลุกขึ้นมองด้วยความสนใจ "เห้ย เด็กตระกูลหลิน ทำไมถึงไม่สามารถเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณได้ล่ะ เด็กผู้นี้จะไม่มีเส้นลมปราณในการฝึกยุทเลยหรอ" เสียงรอบข้างเฮฮาขึ้น ทุกคนมองไปยังเด็กน้อย นางหันหน้าออกจากแท่งตรวจเส้นลมปราณด้วยความอับอาย นางมองไปยังพี่ชายทั้งสองและผู้เป็นบิดาที่นั่งอยู่อีกฟาก พวกเขานั้นทำท่าราวกับมองไม่เห็นนางพอนางลุกขึ้นและจะเดินไปหาพวกเขา พวกเขาเหมือนจูงมือกันลุกขึ้นทันทีที่นางขยับตัว "เห้ย นั้นเด็กซือหยา หลินซือหยาที่แปลว่าเด็กหญิงธรรมดาแต่คิดใฝ่สูง โถ้ตั้งชื่อได้ใฝ่สูงจริงๆนะ แต่ก็กลับกลายเป็นเด็กหญิงธรรมดานี่เอง" เสียงสตรีผู้หนึ่งกล่าวขึ้น ทุกคนก็หันมามองหลินซือหยา "เด็กคนนี้ไร้ค่ายิ่งนักแล้วสำนักไหนจะรับตัวไปร่ำเรียนล่ะนั่น หากเส้นลมปราณไม่เปิดแบบนี้ก็ไม่สามารถที่จะฝึกยุทได้ แล้วแบบนี้จะอยู่ในยุทภพแห่งนี้ได้หรือ" เสียงอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวขึ้น ผู้เป็นบิดาและพี่ชายไม่อยากให้ใครรู้ว่าหลินซือหยานั้นเป็นบุตรและน้องสาวของพวกเขา เด็กทั้งสองกลัวว่าท่านอาจารย์ที่เคยรับพวกเขาเป็นลูกศิษย์หากรู้ว่ามีน้องสาวที่ไร้ค่าแบบนี้จะไล่ตัวเองออกจากสำนัก "นางก็แค่ขยะไร้ค่า อยู่ที่ไหนนางก็จะลำบากหาข้าเป็นพ่อเป็นแม่นางนะข้าจะบีบคอให้ตายเสียเลย จะได้ไม่ต้องทนลำบากในอนาคตตอนนี้ไม่เท่าไหร่หรอกแต่พอโตขึ้นน่ะสิจะถูกเขารังแกได้หากไม่มีวรยุทธแล้ว" เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น หลินซือหยามองหน้าผู้เป็นบิดาที่กำลังฟังบุรุษผู้นั้นพูดอยู่ เหมือนว่าบิดาของนางได้ตัดสินใจแล้วว่าจะกำจัดนางให้ตาย เพื่อนางจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตที่ลำบากในภายภาคหน้า พี่ชายทั้งสองก็ไม่สนใจนาง นางเดินกลับบ้านด้วยความเสียใจ หากผู้เป็นบิดาฆ่านางจริงๆนางก็คงต้องยอมรับชะตากรรมนี้สองปีต่อมาคริมาท้องอีกครั้ง เธอตั้งใจว่าหลังจากคลอดลูกคนนี้แล้วเธอจะทำหมัน เพราะมีลูกสามคนก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ แต่อนาคินอยากมีลูกสี่คน ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างชายหนุ่มใช่! เธอท้องลูกแฝดและเป็นฝาแฝดชายหญิงเสียด้วยอนาคินดีอกดีใจจนออกนอกหน้า ส่วนคริมานั้นก็ดีใจ แต่ลึกๆ เธอก็กังวลเล็กน้อย เพราะแค่เลี้ยงลูกน้อยคนเดียวก็เหนื่อยแล้ว นี่เธอต้องเหนื่อยคูณสอง แต่เธอก็ไม่กลัวเพราะมีอนาคินคอยช่วยเลี้ยง ในเมื่อเขาอยากได้ลูกมากนักเธอก็จะให้เขาเลี้ยงซะให้เข็ด จะได้รู้ว่าเลี้ยงลูกไม่ได้สบายอย่างที่ผู้ชายหลายๆ คนคิดหลังจากที่คริมาคลอดลูกแฝดแล้ว อนาคินก็พาครอบครัวย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ที่ไร่พรรณิภา เพราะพ่อเลี้ยงพัฒน์ธนานั้นตอนนี้ก็แก่ชรามากแล้ว ไม่สามารถดูแลไร่ได้เหมือนเดิม เขาจึงตกเป็นผู้สืบทอดกิจการของพ่อเลี้ยงไปโดยปริยาย ส่วนอนามิกา พี่สาวของเขานั้นก็ดูแลในส่วนของบริษัทผลิตเครื่องดื่มแบรนด์ดังที่สุดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และแน่นอนว่าไวน์ที่อนาคินคิดค้นผลิตขึ้นมานั้นกลายเป็นไวน์แบรนด์ดังที่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะรสชาติของไวน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนกับไวน์ทั่วๆ ไป ส่งผลให้อ
หนึ่งปีต่อมาวันนี้อนาคินพาคริมาและลูกน้อยทั้งสองคนมาเที่ยวพักผ่อนที่ไร่พรรณิภา คนงานในไร่ต่างพากันดีอกดีใจที่ได้เจอคริมากับลูกของเธออีกครั้ง และโดยเฉพาะพ่อเลี้ยงพัฒน์ธนาที่ตอนนี้กลายเป็นคุณปู่ทวดไปแล้ว ชายชราดีใจที่ลูกหลานมาเยี่ยมเยือน พ่อเลี้ยงจึงสั่งให้มีการจัดงานเลี้ยงพิเศษขึ้นในค่ำคืนนี้ และให้คนงานทุกคนมาร่วมดื่มกินสังสรรค์กันให้เต็มที่เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุด“พ่อเลี้ยงไม่บอกก่อน ครีมไม่มีชุดสวยๆ ติดมาเลยค่ะ” คริมายังคงเรียกคุณตาของอนาคินว่าพ่อเลี้ยง เพราะความเคยชิน“ไม่ต้องห่วง..พี่เตรียมไว้ให้หมดแล้ว ทั้งของครีมกับของลูกๆ”“จริงเหรอคะ..พี่คินไปเตรียมตอนไหน ครีมไม่เห็นรู้เลย”“ไม่บอก..แต่พี่รับรองว่าครีมต้องชอบแน่ๆ”“พี่คินคิดจะทำอะไรกันแน่ บอกครีมมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” คริมาหันไปทำเสียงดุใส่สามี“เปล่า..ไม่ได้จะทำอะไร ก็พอดีพี่บอกกับคุณตาว่าพวกเราจะมา คุณตาก็เลยจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเรา เพียงแต่พี่ไม่ได้บอกครีมเท่านั้นเอง”“จริงนะคะ”“จริงที่สุดครับ” อนาคินยิ้มอย่างมีเลศนัยและในค่ำคืนที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง อนาคินส่งตัวลูกสาวกับลูกชายให้ป้าสายช่วยจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้ และเขาก็บอก
สามวันผ่านไปอนาคินออกจากโรงพยาบาลหลังจากที่อาการดีขึ้นมากแล้ว เพราะได้พยาบาลส่วนตัวดูแลเป็นอย่างดี รวมไปถึงกำลังใจจากคนรอบข้าง ทำให้เขาแข็งแรงขึ้นในเร็ววัน“ครีมมีนัดตรวจครรภ์อีกเมื่อไหร่” อนาคินเอ่ยถามคนรักในขณะที่เขากำลังนั่งเอามือลูบท้องของเธออยู่“วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ค่ะ..อุ้ย!” คริมาคลี่ยิ้มก่อนจะอุทานออกมาเพราะลูกน้อยในท้องดิ้นแรงเหลือเกิน“ลูกดิ้นเหรอ?” อนาคินถามเพราะเขาก็รู้สึกได้ว่าลูกน้อยกำลังดิ้น“ค่ะ”“เราจะได้รู้แล้วใช่มั้ยว่าจะได้ลูกสาวหรือลูกชาย”“จริงๆ รู้ได้ตั้งแต่เดือนก่อนแล้วค่ะ แต่ลูกคงจะอายหนีบไว้ไม่ยอมให้เห็น”“พี่ตื่นเต้นจัง..อยากรู้ว่าได้ผู้หญิงหรือผู้ชาย”“วันอาทิตย์นี้น่าจะรู้นะคะ..ถ้าลูกไม่แอบอีก”“เรานอนกันเถอะครับ..ดึกแล้ว”“ค่ะ..ฝันดีนะคะ”“ฝันดีเหมือนกันครับ” จากนั้นทั้งสองก็นอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันจนถึงเช้าวันอาทิตย์วันที่คริมากับอนาคินรอคอยก็มาถึง เมื่อเขาพาเธอมาหาหมอเพื่อตรวจครรภ์ตามนัด อนาคินตื่นเต้นที่ได้เห็นลูกน้อยบนหน้าจอเป็นครั้งแรก ภาพของลูกน้อยที่ดิ้นอยู่ในครรภ์ทำให้เขาน้ำตาซึมออกมา มันเป็นความรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก เขาพลาดโอ
อนาคินที่แกล้งนอนหลับ อมยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อได้ยินคริมาพูดความในใจกับเขา คริมานั่งบนเก้าอี้เธอจับมือข้างหนึ่งของเขามาแนบกับแก้มของเธอ เธอพูดออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินลดมือเขา อนาคินอดใจไม่ไหวอยากจะดึงเธอเข้ามากอดปลอบเสียเดี๋ยวนี้เขาพึ่งรู้ว่าการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้มันช่างดีเหลือเกิน เพราะมันทำให้คริมาหายโกรธเขาและให้โอกาสเขาอีกครั้ง เหมือนเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และครั้งนี้เขาจะไม่ทำให้เธอต้องเสียใจอีกเด็ดขาด อนาคินสัญญากับตัวเอง เขาจะดูแลคริมากับลูกให้ดีที่สุด เขาจะทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในที่สุดอนาคินก็ทนไม่ไหว ลืมตาขึ้นมา“ครีมพูดจริงใช่ไหม?” เขาถามออกไปพร้อมยิ้มอย่างดีใจ“จริงค่ะ ครีมพูดจริงๆ” คริมาตอบก่อนจะตกใจที่ได้ยินเสียงของเขา เธอเงยหน้ามองเขา อนาคินฟื้นเเล้ว แถมยังยิ้มหน้าแป้นใส่เธออีกนี่เธอโดนเขาหลอกอีกแล้วเหรอ..“นี่พี่คินฟื้นแล้วเหรอคะ? แล้วไม่เห็นมีใครบอกครีมเลย” คริมาหันมาถามเพื่อนๆ ของเขาเธอดีใจที่เขาฟื้น..แต่ก็เสียใจที่โดนหลอก“ก็น้องครีมไม่ได้ถามนี่นา..” เป็นเสียงของธาวินทร์เอ่ยออกมาเบาๆ“ต้องโทษไอ้คีเลย มันเป็นคนวางแผนทั้งหมด” อาทิ
หลังจากที่อนาคินขับรถออกมาจากบ้านของคีตะได้สักพัก เขามุ่งหน้าไปยังผับแห่งหนึ่ง ตอนนี้เขาต้องการตัวช่วยให้ตัวเองหายเครียดอนาคินนั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียวโดยไม่สนสายตาของใครต่อใครที่มองเข้ามา โดยเฉพาะสาวๆ ที่ต่างก็อยากจะเข้ามาทักทายเขา แต่หลังจากที่สาวๆ เหล่านั้นเห็นสายตาที่แข็งกร้าวของเขา พวกหล่อนต่า
คริมาลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงเย็นของวันนั้น เธอพยายามนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น“เป็นยังไงบ้างครีม” คีตะเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าคริมาฟื้นแล้ว“ลูก..พี่คี ลูกของครีมล่ะคะ?” คริมาถามออกไปด้วยความกลัว“ลูกของครีมปลอดภัย แต่ครีมต้องนอนอยู่บนเตียงห้ามขยับจนกว่าหมอจะอนุญาต”“ลูกครีมไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่มั้ยคะ?”“
“น้องเค้กขา..วันนี้วันหยุดของแม่ น้องเค้กอยากไปเที่ยวที่ไหนมั้ยคะ?” คริมาถามลูกสาวหลังจากที่เด็กน้อยลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า “เย้! แม่ต๋าจะพาน้อนเค้กปายเที่ยวเหรอค้า” “ใช่ค่ะ..น้องเค้กอยากไปที่ไหนคะ?” “น้อนเค้กอยากปายดูพี่ยีราฟค่า” “โอเคค่า..งั้นเดี๋ยวเรารีบอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปรอขึ้นรถโดยสารที่
โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังหลังจากที่คุณเทวินทร์กับคุณหญิงพิมพิกา และอนามิกา ได้รับแจ้งข่าวร้ายจากทางโรงพยาบาลว่า อนาคินประสบอุบัติเหตุ ทั้งสามคนจึงรีบมาโรงพยาบาลทันที“คุณหมอคะ..ลูกชายดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ” คุณหญิงพิมพิกาถามออกไปด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นเพราะร้องไห้อย่างหนักด้วยความเป็นห่วงลูกชาย เมื่อเ





