LOGINเธอกับลูกก็เป็นได้แค่ 'คนนอกหัวใจ' สำหรับเขา “คือขวัญอยากจะฝากหนูดาไว้กับคุณโมกข์สักครู่ค่ะ” ร่างกำยำนิ่งเงียบไม่ตอบใดๆ ราวถ้อยคำจากปากนุ่มไม่มีผลอะไรทั้งนั้น “ฝนยังตกอยู่ ขวัญกลัวลูกเปียกเลยจะอุ้มกลับไปทีละคน แถมร่มก็คันเล็กนิดเดียว” หญิงสาวอธิบายถึงเหตุผล เธอห่วงพาณิธิดาเป็นอย่างมาก ส่วนลูกสาวคนโตค่อนข้างเป็นเด็กแข็งแรงและร่าเริง คนได้ฟังเอาแต่จ้องมองสองแม่ลูก แล้วหนึ่งถ้อยคำก็หลุดพ้นจากปากอุ่นร้อน “ไม่...” คำปฏิเสธสั้นๆ ได้ใจความนั้นสร้างอาการวูบไหวในแววตาคู่หม่น พาขวัญไม่เอ่ยปากร้องขออีก หมุนตัวออกจากห้องทำงานมา เพราะรู้ว่าโมกข์นั้นเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย...เย็นชา แต่ก็เพราะเธอไง เขาถึงเป็นเช่นนี้
View Moreบทนำ
ไร่ที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของเมล็ดกาแฟกำลังถูกขยับขยายพื้นที่ให้กว้างกว่าเดิม ภายใต้การดูแลของโมกข์ ชายวัยสามสิบห้าปี เจ้าของนัยน์ตาดำขลับแสนมีเสน่ห์ แต่แฝงไปด้วยความเย็นชา
ภายในไร่มีบ้านหลังใหญ่ที่โมกข์เป็นเจ้าของ ห่างไปเล็กน้อยมีเรือนหลังเล็กที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผู้อาศัยไม่พ้นพาขวัญ เจ้าของร่างอุ้ยอ้ายที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟา
ดวงหน้าอิ่มอวบนิ่วเล็กน้อย มือข้างหนึ่งลูบหน้าท้องถี่ขึ้นเหมือนจะเป็นสัญญาณเตือนของบางอย่าง พาขวัญค่อยๆ ยันตัวลุกด้วยสีหน้าติดกังวล ยามนี้ใกล้จะสามทุ่มแล้วคงลำบากไม่น้อยหากต้องเดินทางออกจากไร่ รวมถึงลำบากใจหากต้องเอ่ยปากไหว้วานเขาคนนั้น
แต่ทางเลือกของเธอมีแค่เขาจึงจำใจเดินออกจากเรือนหลังเล็กมุ่งตรงไปยังบ้านไม้หลังใหญ่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“คุณโมกข์คะ”
พาขวัญส่งเสียงเรียก แน่นอนเธอรู้ว่าจะไม่มีเสียงตอบกลับจึงถือวิสาสะหมุนลูกบิดเข้าไปด้านใน
“คุณโมกข์คะขวัญปวดท้อง ช่วยพาขวัญไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหมคะ”
เธอเอ่ยบอกไปด้วยประโยคสำคัญ น้ำเสียงสั่นเพราะรู้สึกปวดท้องเป็นระยะ จนต้องกำกระโปรงตัวยาวไว้มั่น
สิ่งที่ตอบกลับมาเป็นความเงียบ ชายร่างโตที่นั่งอยู่บนโซฟา ในมือกำลังถือหนังสืออยู่นั้นแทบไม่ได้ให้ความสนใจ เขาทำแค่มองมาด้วยสายตาว่างเปล่า
พาขวัญจึงขบเม้มปาก เธอรู้ว่าเพราะอะไร เพราะสิ่งที่เธอทำไว้กับเขา
เธอทำให้คนรักของเขาต้องจากไปตลอดกาล
พาขวัญที่รู้แล้วว่าคงไร้ประโยชน์ที่จะเอ่ยปากกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ตัดสินใจพลิกตัวเดินออกจากบ้านไม้กลับเข้าเรือนหลังเล็ก มองหาสมาร์ตโฟนของตัวเองเพื่อจะโทรขอความช่วยเหลือจากคนที่เธอให้ความเคารพ แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะกลับมาจากบ้านของญาติหรือยัง
เพียงว่าโทรไปเท่าไรก็ไม่ติด พาขวัญมีอาการกระสับกระส่าย เกิดความกังวล แต่ไม่ทันให้ได้คิดอะไรเสียงเครื่องยนต์ก็ดังใกล้เข้ามา
“หนูขวัญครับ”
เสียงเรียกนี้ทำให้พาขวัญยิ้มออกพร้อมรีบก้าวเท้าออกไปหาที่ด้านหน้าบ้าน
“ขึ้นรถเถอะครับ คุณโมกข์โทรให้ลุงมารับ”
“ขอบคุณค่ะลุงไม้” พาขวัญฝืนยิ้ม ก่อนหันมองไปยังเรือนหลังใหญ่ อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีเมตตาต่อเธอที่เขาเกลียดเต็มหัวใจ
หากมีทางเลือกเธอจะไม่ทำให้เรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นแน่ ตอนนี้ทำได้เพียงรอวันพ้นจากความเกลียดชัง เมื่อใดที่สัญญาสิ้นสุดเธอจะจากไปในทันที
ส่วนชายวัยห้าสิบหกปีรีบเข้ามาประคองร่างอุ้ยอ้ายขึ้นรถ แล้วทะยานออกจากไร่ ‘จอมใจ’ เพื่อนำตัวของว่าที่คุณแม่ส่งถึงมือหมอให้ไวที่สุด....
“ฉันเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีไง พอแล้วละกับการอยู่กับอดีต ทุกวันนี้ฉันมีแค่เธอกับลูกเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดจบลงแล้วตั้งแต่พาขวัญเป็นอิสระ ความใกล้ชิดที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้หัวใจได้มากขึ้น จึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน กว่าจะคิดได้ก็เกือบที่จะสายไปเสียแล้ว อึดใจต่อมาก็ได้หันไปดึงมือนุ่มมากุมไว้ “แล้วฉันก็อยากจะขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเธอเลย ตอนนี้คนของคุณย่าสารภาพแล้วว่า เธอไม่ได้เต็มใจ เธอเปลี่ยนใจไม่ยอมทำตามแผนแล้ว แต่โดนคุณย่าซ้อนแผน” เมื่อคนเป็นย่าถูกจับ คนสนิทของเจ้าตัวก็มาสารภาพกับเขา เพราะกลัวจะถูกลูกหลงไปด้วยและอยากจะให้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พ้นกฎหมาย เพราะช่วยธัญญาเรศทำผิดไว้หลายอย่าง พาขวัญรู้สึกคล้ายได้ปลดล็อกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รวมถึงไม่อยากคิดถึงอดีตอีกแล้ว แล้วมองคนที่ยื่นมือมาลูบหน้าท้อง “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้วนะ” เขาอยากจะอยู่กับพาขวัญต่อ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งที่ไร่ได้นาน แต่สัญญาว่าจะมาหาอีกแน่ จะมาจนกว่าพาขวัญจะใจอ่อน พาขวัญขบเม้มปากแน่น เพราะหัวใจบอกชัดว่า ไม่อยาก
“คุณโมกข์ทำหรือคะ” หญิงสาวร้องถาม บุญตาพยักหน้ารับ มือเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักกับข้าวหลายอย่างใส่ปาก บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจผสมกับความไม่คาดหมาย ส่วนชายหนุ่มก็ทำหน้าที่พ่อโดยการพาลูกไปเดินเลือกซื้อของในตัวจังหวัด แล้วต่อด้วยการไปห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็มีหนึ่งสิ่งที่เรียกความสนใจแก่เด็กๆ ได้ดี ไม่พ้นมุมของเล่น โมกข์จึงพาลูกไปเดินดู ไม่ได้สนใจกับเด็กผู้ชายวัยซนด้านหลัง ทว่าไม่นานสายตาคมกริบก็ต้องหันมองหลังจากพาณิธิดานั้นล้มลงหน้าคะมำ “แง...ป๊ะป๋า” เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บและตกใจที่จู่ๆ ก็โดนผลักเข้าเต็มแรง ทำให้โมกข์หันไปมองตัวต้นเหตุแล้วต้องส่ายศีรษะเมื่อพบว่าเป็นเด็กด้วยกันนี่เอง จึงต้องมองหาผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวแล้วพาไปหาเพื่อตักเตือน ทว่าเรื่องนี้กลับลุกลามกว่าที่ควรจะเป็น ในด้านเจ้าของร่างระหงจู่ๆ ก็มีอาการใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังนั่งรอสามคนพ่อลูกอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คงจะไม่มีอะไรหรอก อาจจะคิดมากไปเอง โมกข์กับลูกแค่ออกไปซื้อของกัน จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่นานเท้าก็ต้องก้าวขยับยามได้
ตกดึกพาณิภัคและพาณิธิดายังไม่ยอมห่างจากบิดา ทำให้พาขวัญต้องนำผ้าห่มมาปูให้พวกแกได้นอนด้วยกันสมใจที่ด้านหน้า มีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้นอยู่ตลอด ดูมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ เงินทองไม่ต้องมีเป็นถุงเป็นถัง แค่มีความสุขกองโตเท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มให้ได้มากมาย และคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว “ที่ไร่เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยังคิดถึงทุกคนเสมอ “ก็เหมือนเดิม ลุงไม้กับป้าพิมพ์บ่นว่าคิดถึง ครั้งหน้าว่าจะพามาหาด้วย” โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ของไร่บ่นให้ฟังทุกวันว่าอยากจะอุ้มเด็กๆ เหมือนก่อน “ขวัญเองก็คิดถึงลุงไม้กับป้าพิมพ์เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวยังพึงระลึกอยู่เสมอถึงความเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง คราแรกที่เธอเข้าไปอยู่ในไร่จอมใจนั้นแสนจะอ้างว้าง แต่พอทั้งสองเข้ามาพูดคุยด้วยก็ทำให้เธอคลายจากความกลัวไปได้เยอะ จนค่อยๆ สนิทมากขึ้น ไม่นานก็มีหนึ่งคำถามดังขึ้น “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ” คนฟังไม่ตอบ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่โมกข์ระบายยิ้มอมเศร้า “ช่างเถอะ” หลังจากนั้นพาขวัญและโมกข์ก็ไม่มีการสนทนา
“พี่นี่มัน...” “แล้วนี่รู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” โมกข์ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้หมอกต้องส่ายศีรษะ “ผู้ชายค่ะพี่โมกข์” นุดีตอบแล้วหันไปมองหน้าสามี เพราะถูกใจหมอกเป็นที่สุด ชายหนุ่มอยากจะมีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็ไม่ว่ากัน “เสียดายนะครับ ไม่ได้แบบยัยหนูภัค หนูดา” หมอกยังอดเสียดายไม่หาย อยากจะได้ควบสองแบบพี่ชายบ้าง แต่อย่างไรก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง “งั้นท้องหน้าก็มีแบบฉันให้ได้สิ” คนเป็นพี่คล้ายท้าน้อง ทำให้หมอกยักคิ้ว คอยดูสิ เขาจะต้องมีลูกฝาแฝดแบบพี่ชายให้ได้ คราวนี้ละคงสนุกน่าดู น่าจะทั้งแสบและซนไม่ต่างจากพาณิภัคและพาณิธิดา “แล้วนี่คิดจะทำอะไรครับ” อดถามไม่ได้กับอาการนิ่งๆ “เรียนรู้หัวใจของตัวเอง” โมกข์ตอบ “ระวังเถอะครับ สุนัขจะคาบไปรับประทาน” ถึงกับเตือนด้วยความหวังดี ชักช้าไปจะไม่ทันการณ์ พาขวัญเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ เธอมีเสน่ห์ แถมยังเป็นคนดี หนุ่มๆ คงอยากได้มาเป็นแม่ของลูก “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันส่งเจ้าเปี๊ยกไปเป็นทัพหน้าแล้ว” คนฟังทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ โมกข
“ทำไมถึงให้หมอนั่นเข้ามาในห้อง” เขาถามอีกคำถามและต้องการคำตอบพอๆ กับคำถามแรก นุดียังไม่ยอมเปิดปากเอ่ยบอก และสงสัยว่าทำไมคนตัวโตถึงรู้ แต่ไม่อยากถามอะไรให้มากความ เลือกจะออกปากไล่ชายหนุ่มโดยไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร เธออยากให้เขาเจ็บบ้าง จะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร หมอกไม่ได้สนถ้
“เราไปมีเรื่องอะไรกับคุณธัญญาเรศหรือเปล่า” อดสงสัยไม่ได้ เพราะแววตาของนุดีมันฟ้องว่ามีความบาดหมางบรรจุอยู่ คนโดนถามชะงัก พริบตาต่อมาก็ส่ายหน้า จะให้บอกอย่างนั้นหรือ เธอทำไม่ได้หรอก เพราะรู้ว่าวาคิมจะไม่นิ่งดูดาย เขาต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแน่นอน ถึงแม้จะค่อนข้างมั่นใจว่ากำลังพลของคนตรงหน้ามี
“หน็อย ทำมาเป็นอวดเก่ง” ธัญญาเรศแทบดิ้นเร่าในท่าทางถือดีนั้น นึกตำหนิอีกฝ่ายที่ไม่รู้จักเจียมตัวเสียเลยว่าอาศัยอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน แค่ลงน้ำหนักหนึ่งครั้งก็จมธรณี ใบหน้าของชายที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นเจ้าของฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้นไม่แม้แต่จะแสดงอาการหึงหวงใด แค่หันหน้าไปมองเท่านั้น ก่อนจะกลับมาสนใจ
บทที่ 13 เริ่มต้นใหม่ “ป๊ะป๋าขา” เสียงหวานใสในลูกอ้อนของพาณิภัคทำให้คนที่กำลังเดินลงมาจากห้องนอนชะงักเท้าแล้วเลิกคิ้วขึ้นมอง วันนี้น้ำเสียงของลูกสาวคนโตฟังดูพิเศษ จนต้องหันไปมองมารดาของแกที่อยู่ในห้องครัว พาขวัญเสหน้าหลบสายตา ปล่อยให้พาณิภัคทำในสิ่งที่สมควรด้วยตนเอง โม





