تسجيل الدخولเจิ้นเป่ยอ๋อง อ๋องต่างแซ่ที่ดูแลดินแดนเจิ้นเป่ย มีคำกล่าวถึงอ๋องผู้นี้ต่างๆนานา ว่าโหดเหี้ยมกระหายเลือด ยามออกศึกไม่เคยพลาดท่าให้กับผู้ใด ยามบ้านเมืองสงบสุขก็สังหารคนเล่นเพื่อแก้เหงา จนชาวบ้านหวาดกลัว อีกทั้งยังมีคนเล่าลือว่าเมื่อครั้งท่านอ๋องผู้เฒ่าสิ้นใจในสนามรบ ชายาอ๋องเร่งรุดไปหาชายใหม่ เจิ้นเป่ยอ๋องก็เร่งตามตัวกลับมา จับมารดาของตัวเองไว้ทุกข์ให้กับบิดา และขังนางไว้ที่อารามบนภูเขาอันหนาวเหน็บ ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ชื่อเสียงความเหี้ยมโหดจึงมากขึ้นเป็นเท่าทวี ทว่าทั้ง ๆ ที่ชื่อเสียงหาดีไม่ได้ ฮ่องเต้ก็ยังคงเมตตา มีราชโองการพระราชสมรสให้กับเจิ้นเป่ยอ๋องให้สมรสกับบุตรของอันเล่อโหว “คิดว่าเป็นใครถึงมาจับข้าแต่งงานกับคนนั้นคนนี้ เห็นข้าเป็นสุนัขทรงเลี้ยงในวังหลวงหรือ ถึงจะกระดิกหางยอมรับ” “ท่านอ๋องคิดกบฏหรือ” “ข้าพูดหรือว่าคิดจะกบฏ” “อย่างไรเสีย ฝ่าบาทมีราชโองการออกมาแล้ว ให้เจิ้นเป่ยอ๋องสมรสกับบุตรของอันเล่อโหวจ้าวสวี่” “จ้าวสวี่...มิใช่บุตรีของภรรยาเอก แต่เป็นจับตัวมาจากที่ใดเล่าจึงกล้าส่งมาแต่งกับข้า” “ท่านอ๋องรับราชโองการด้วย!”
عرض المزيدเมื่อครั้งปฐมฮ่องเต้รวบรวมดินแดนที่แบ่งแยกกลับมาเป็นปึกแผ่น ในครั้งนั้นได้แต่งตั้งให้แม่ทัพผู้สร้างความดีความชอบให้เป็นอ๋องต่างแซ่ มีศักดินาปกครองดินแดนต่าง ๆ เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน
วันเวลาล่วงเลยมาหลายทศวรรษ อ๋องต่างแซ่ที่ได้รับการสืบทอดตำแหน่ง จากที่ได้รับความไว้วางพระทัยพระราชทานดินแดนศักดินาให้ปกครอง กลับแปรเปลี่ยนเป็นความคลางแคลงพระทัยเพราะอ๋องต่างแซ่พวกนั้นเริ่มแข็งแกร่ง แต่ราชสำนักกลับอ่อนแอ...
ดินแดนต้าจิ้นมีอ๋องต่างแซ่อยู่สี่แซ่ เว่ย หรง เสิ่น และกู้ อ๋องต่าง ๆ ไม่ได้ยุ่งย่ามในราชสำนัก มีโอกาสสร้างผลงานตามวาระ แต่อ๋องที่สร้างผลงานโดดเด่นมาโดยตลอดนั้นคือเจิ้นเป่ยอ๋องกู้เหิง...
อ๋องแซ่กู้ที่ขับไล่ศัตรูต่างแคว้น และไล่ปราบศัตรูช่วงชิงดินแดนทางเหนือมาให้ต้าจิ้นจนเปิดเส้นทางการค้าใหม่ ทำให้ต้าจิ้นมั่งคั่งเป็นเท่าทวี จนทั่วทั้งแผ่นดินต่างขานนามเจิ้นเป่ยอ๋องว่าเก่งกล้ามากความสามารถ
ทว่าหลังจากนั้นคำเล่าลือของเจิ้นเป่ยอ๋องก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป คนไม่ได้สนใจความกล้าหาญของเจิ้นเป่ยอ๋องอีกต่อไปแล้ว เพราะมีคนนำไปพูดต่อ ๆ กันว่าท่านอ๋องนั้นกระหายเลือด เพราะเกิดและเติบโตในสนามรบจึงทำให้เป็นคนเย็นชา มองความตายอย่างไม่ยี่หระ ซึ่งเมื่อพินิจไปยังดินแดนเจิ้นเป่ย ดินแดนศักดินาของเจิ้นเป่ยอ๋องแล้วก็พบว่าที่แห่งนี้ไม่เคยร้างลาจากสงครามเลย ยิ่งทำให้คำพูดพวกนั้นยิ่งถูกพูดต่อมากขึ้น
ดินแดนทางเหนือของเจิ้นเป่ยที่ช่วงชิงมาได้ ก็เพราะมารดาของท่านอ๋อง หนีตามชายชู้ไปอยู่ที่นั่นหลังจากท่านอ๋องผู้เฒ่าสิ้นใจ เจิ้นเป่ยอ๋องเดือดดาล เร่งห้อตะบึงม้านำกองทัพนับหมื่นของตนไปยังที่นั่น ไล่เข่นฆ่าจนช่วงชิงเมืองทางเหนือมาได้ พร้อมกับสังหารชายชู้ผู้นั้นทิ้งต่อหน้ามารดา และพามารดาของตนไปจองจำสำนึกผิดต่อบิดาที่ภูเขาอันหนาวเหน็บ ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันจนกระทั่งสิ้นใจ
จากคำสรรเสริญว่าเป็นอ๋องผู้ห้าวหาญ สู่ความหวาดกลัวเพราะเป็นอ๋องกระหายเลือด ที่ใดที่เขาไปไม่พ้นต้องมีการนองเลือดเสียทุกครั้งไป
ซึ่งไม่ว่าคำพูดพวกนั้นจะจริงหรือเท็จ เจิ้นเป่ยอ๋องกู้เหิงก็ไม่เคยออกมาพูดอะไร ใช้ชีวิตยังดินแดนเจิ้นเป่ยไปอย่างไม่สนใจคำคน
ดินแดนที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ จวนอ๋องอันโอ่อ่าตระหง่านสะดุดตา เจ้าของจวนกำลังเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนดาบ เพราะเพิ่งสังหารจิ้งจอกน้อยที่วิ่งเข้ามาในสวนจวนอ๋องจนสร้างความวุ่นวาย ตรงเบื้องหน้ามีขันทีผู้เชิญราชโองการยืนตัวสั่น
ไม่รู้ว่าเพราะอากาศที่หนาวเสียจนเข้ากระดูกดำ หรือเพราะหวาดกลัวดาบที่อยู่ในมือเจิ้นเป่ยอ๋อง
แต่ต่อให้กลัวจนตัวสั่น ขันทีน้อยก็ยึดมั่นในหน้าที่ กางราชโองการพร้อมกับกล่าววาจาไม่เข้าหู
"ด้วยโองการแห่งสวรรค์ นับแต่โบราณกาล การครองคู่คือรากฐานแห่งจริยธรรม การสร้างครอบครัวคือต้นกำเนิดแห่งความรุ่งเรือง บัดนี้เจิ้นเป่ยอ๋องกู้เหิงมีความซื่อสัตย์ภักดี มีความชอบต่อแผ่นดิน เป็นเสาหลักของราชสำนัก และจ้าวสวี่ บุตรสาวเล่ออันโหวเป็นกุลสตรีเพียบพร้อมด้วยกิริยา มีปัญญาและคุณธรรม สูงส่งด้วยชาติตระกูล คนทั้งสองเปรียบประดุจกิ่งทองใบหยก เป็นคู่สร้างคู่สมที่สวรรค์ประทาน เพื่อส่งเสริมวาสนาแห่งราชวงศ์ และความเป็นมงคลแก่ใต้หล้า เราในฐานะโอรสแห่งสวรรค์ จึงขอพระราชทานสมรสให้คนทั้งสองครองรักร่วมเรียงเคียงหมอนสืบไป ให้กรมพิธีการเลือกวันมงคลเพื่อจัดงานวิวาห์อย่างสมเกียรติ”
อยู่ดี ๆ ก็มีสมรสพระราชทานมาถึงหน้าจวน...
ดาบในมือของเจิ้นเป่ยอ๋องชี้ไปยังขันทีที่เพิ่งอ่านราชโองการจบ อ๋องผู้อวดดีแห่งต้าจิ้นใช้ปลายดาบตบเข้าที่หน้าของขันทีน้อยที่กำลังหวาดกลัว
“คิดว่าเป็นใครถึงมาจับข้าแต่งงานกับคนนั้นคนนี้ เห็นข้าเป็นสุนัขทรงเลี้ยงในวังหลวงหรือ ถึงจะกระดิกหางยอมรับ”
“ท่านอ๋องคิดกบฏหรือ”
“ข้าพูดหรือว่าคิดจะกบฏ” คนที่ถูกใส่ความรีบเอ่ยปัดเรื่องไร้สาระพวกนั้นให้พ้นตัว ถึงแม้บางครั้งก็นึกรำคาญฮ่องเต้ผู้นั้น แต่ก็ไม่คิดหาภาระมาใส่ตัว
ทว่าขนาดอยู่เฉย ๆ ก็มีภาระโยนมาให้ถึงหน้าจวน
ช่างประเสริฐเสียจริง
สงสัยว่าชื่อเสียงที่เจิ้นเป่ยอ๋องมีนั้นดังไปถึงพระกรรณ จึงได้คิดผูกมัดตนไว้ด้วยบุตรีสกุลขุนนาง เพื่อแสดงความจงรักภักดี หากอยู่กันไปนางให้กำเนิดบุตรชายไม่พ้นว่าฮ่องเต้จะมีพระเมตตามาถึงจวนอีกคราว่าจะรับไปเลี้ยงดู ทั้ง ๆ ที่ความจริงจับไปเป็นตัวประกันเพราะกลัวว่าอ๋องต่างแซ่จะคิดแข็งขืนขึ้นมา
เรื่องพวกนี้มีหรือกู้เหิงจะมองไม่ออก แต่ทว่ามองออกแล้วอย่างไร หากไม่ตอบรับราชโองการ ทำตัวโง่ ๆ ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ฮ่องเต้ใส่ความตนยิ่งกว่าเก่า แล้วคงสั่งให้แม่ทัพใหญ่จากหลายกองทัพมาเด็ดหัวตนไปประจานในท้องพระโรงเสียกระมัง
กู้เหิงมิได้หวาดกลัวฮ่องเต้ไท่อู่หลี่เฉินผู้นั้น แค่เบื่อหน่ายกับกลการเมืองของพวกมีอำนาจที่ชอบยื่นมือมาถึงเจิ้นเป่ย ราชโองการในวันนี้ก็ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายอะไร เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวแว่วดังมาเข้าหูบ้างแล้ว
“อย่าง...อย่างไรเสีย ฝ่าบาทมีราชโองการออกมาแล้ว ให้เจิ้นเป่ยอ๋องสมรสกับบุตรของอันเล่อโหวจ้าวสวี่”
“จ้าวสวี่...” เจิ้นเป่ยอ๋องทวนชื่อของสตรีในราชโองการ ซึ่งไม่ผิดจากที่ตนได้รับข่าวมาก่อนหน้านี้ เพราะด้วยอำนาจบารมีที่มากเกินไป ราชสำนักจึงอยากลดทอนอำนาจนี้ด้วยการส่งบุตรสาวขุนนางมาตบแต่งกับตน แต่ถึงกระนั้นด้วยชื่อเสียงอันหาดีมิได้จะมีขุนนางตระกูลไหนกล้าส่งบุตรหลานมาสมรสด้วย จ้าวสวี่ผู้นี้จากที่ให้คนไปตามสืบก็หาใช่คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูในจวนแต่อย่างใด
ก็แค่สตรีที่ถูกสกุลจ้าวจับมาใส่เกี้ยวเจ้าสาวเพื่อรักษาหน้าก็เท่านั้น
“นางมิใช่บุตรตรีของภรรยาเอก ไม่รู้ว่าจับตัวมาจากที่ใดจึงกล้าส่งมาแต่งกับข้า”
เมื่อพูดข้อเท็จจริงนี้ขึ้นมา ขันทีผู้เชิญราชโองการก็ตัวสั่น แต่ก็ทำใจดีสู้เสือประกาศกร้าวเสียงดัง
“ท่านอ๋องรับราชโองการด้วย!”
ขันทีน้อยที่อยากจะพาตัวเองออกจากที่นี่ตะเบ็งเสียงขึ้นมาอย่างเสียกิริยา ในมือประคองม้วนผ้าไหมราชโองการ มองเจิ้นเป่ยอ๋องที่ลุกขึ้นแล้วตวัดดาบที่เพิ่งเช็ดคราบเลือดออก จนดาบเล่มนั้นพุ่งไปปักกับดิน ทำเอาขันทีน้อยพลันสะดุ้งเฮือกอีกหน
เจิ้งเป่ยอ๋องใช้สายตาอันเย้ยหยันมองเรื่องน่าขันตรงหน้า ก่อนจะโน้มกายลงคว้าเอาซากศพจิ้งจอกน้อยที่เพิ่งถูกสังหารโยนไปตรงหน้าขันทีผู้เชิญราชโองการจนอีกฝ่ายถอยหลังแทบไม่ทัน มองซากศพที่น่าสะอิดสะเอียนด้วยความพะอืดพะอม
กู้เหิงคุกเข่ายกมือทั้งสองข้างที่เปื้อนเลือดสุนัขจิ้งจอกรับม้วนราชโองการแพรไหมสีเหลืองอร่าม
ขันทีน้อยจึงรีบวางใส่มือของท่านอ๋อง แล้วหันไปโก่งคอสำรอก อาจเพราะไม่เคยเห็นเลือด หรือไม่ก็ทนกับกลิ่นสาปเลือดไม่ไหว...
คนพวกนี้ช่างน่าสมเพชสิ้นดี
กู้เหิงลุกขึ้น มองม้วนราชโองการในมือ
แต่งก็แต่งสิ กู้เหิงไม่ได้เสียเปรียบอะไร สตรีนางนั้นต่างหากที่เสียเปรียบ หากคิดว่าลูกจากอนุภรรยาในจวนขุนนางตบแต่งเป็นชายาอ๋องแล้วจะได้ใช้ชีวิตสุขสบายก็คิดผิดแล้ว
มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก...
จ้าวสวี่เป็นคนส่งท่านอ๋องให้ออกเดินทางไปสมทบกับตวนอ๋อง หลังจากนั้นก็ได้รับข่าวมาเป็นเนือง ๆ ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไรบ้างถือว่าการกระทำในครั้งนี้ตวนอ๋องวางแผนมานานปีได้อย่างรอบคอบและรัดกุม เพราะใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็เข้าคุมราชสำนักของต้าจิ้นเอาไว้ได้ สำเร็จโทษฮ่องเต้ที่ไร้ความสามารถ เนรเทศขุนนางทรยศ และจัดสรรขุนนางในราชสำนักใหม่ พร้อมกับขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นชิงเหอฮ่องเต้ ส่วนจางหยาหรงก็ขึ้นเป็นฮองเฮานับว่าการใหญ่ในครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี และท่านอ๋องของจ้าวสวี่ก็มิได้แปดเปื้อนจากเรื่องนี้ เจิ้นเป่ยอ๋องยังคงเป็นเจิ้นเป่ยอ๋องที่ผดุงความถูกต้อง และได้เป็นผู้ปกครองดินแดนเจิ้นเป่ยแห่งนี้ต่อซึ่งเมื่อได้ข่าวการแต่งตั้งจากวังหลวงแล้ว คล้อยหลังจากนั้นได้เพียงครึ่งเดือน สตรีที่เฝ้ารอการกลับมาของสามีก็บรรลุความปรารถนาในวันที่ท้องฟ้าสดใส มีสายลมอ่อน ๆ โชยพัดมา แม้อากาศรอบตัวจะหนาวไม่คลาย แต่ร่างของจ้าวสวี่กลับอุ่นซ่านเพราะถูกตระกองกอดไว้ในอ้อมแขนของท่านอ๋องที่กลับมาพร้อมกับชัยชนะ&ldquo
จ้าวสวี่จำได้ว่าตนนั่งทรมานอยู่ในรถม้าอันโคลงเคลง จนคุณชายเจิ้งต้องฝังเข็มให้นางนั้นหลับใหลมาตลอดทาง ในตอนนี้ที่ตื่นลืมตาขึ้นมาจึงพบว่าไม่ได้นั่งอยู่ในรถม้าอีกแล้วจึงนึกแปลกใจ แต่เพราะเพิ่งตื่นอะไรต่อมิอะไรจึงต้องใช้เวลาเพื่อตั้งสติ แต่สิ่งที่รั้งให้นางกลับมามีสติได้ดีที่สุดคือเสียงที่ดังก้องอยู่ข้าง ๆ หู“สวี่เอ๋อร์”เสียงเรียกที่นางคุ้นเคย...“สวี่เอ๋อร์”จ้าวสวี่หันไปยังต้นเสียงที่ดังอยู่ไม่ไกล ก็พบว่าเป็นท่านอ๋องของนางที่กำลังกุมมือและเอ่ยเรียกนางอย่างแผ่วเบา เมื่อนางหันมองเขารอยยิ้มบนใบหน้าก็เจิดจ้าราวกับดวงตะวัน“ทะ...ท่านอ๋อง”“ตื่นแล้วหรือ...เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนไหม ไม่สบายตรงไหนเร่งบอกข้าเร็ว”“ไม่...ไม่เจ้าค่ะ” จ้าวสวี่ปฏิเสธ ก่อนจะชันตัวขึ้น แต่ก็มีท่านอ๋องเร่งช่วยเหลือด้วยสีหน้ากังวล“รีบลุกขึ้นมาทำไม ไยไม่พักผ่อนต่อเล่า”จ้าวสวี่ประดับรอยยิ้มเอาไว้ไม่คลาย แ
เมื่อเจิ้นเป่ยอ๋องออกจากเมืองหลวง ก็เป็นไปตามคาด ฮ่องเต้ส่งคนติดตามเจิ้นเป่ยอ๋องไปตลอดทาง อาจเพราะคนที่ติดตามเจิ้นเป่ยอ๋องในครั้งนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และเพื่อมาดูให้มั่นใจว่ามีเพียงเจิ้นเป่ยอ๋องที่กลับเหลียนเซียวมิได้มีการเจ้าเล่ห์ใช้แผนการใดเพื่อลักลอบพาตัวชายากลับไปพร้อมตนเพราะมีคนมากมายเล่าลือถึงความรักอันลึกซึ้งที่เจิ้นเป่ยอ๋องมีให้พระชายา ฮ่องเต้จึงนำเรื่องนี้มาเป็นข้อต่อรอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วางพระทัย ให้คนติดตามมาด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าอ๋องแห่งเจิ้นเป่ยจะไม่ทรยศแต่ก็ไม่รู้ว่าพระองค์มั่นใจได้อย่างไรว่าคนพวกนั้นจะรอดพ้นสายตาของเจิ้นเป่ยอ๋อง และมีความสามารถมากพอจะรอดพ้นเงื้อมมือของท่านอ๋องแห่งเจิ้นเป่ยไปได้ เพราะเมื่อควบม้าเข้ามายังดินแดนเจิ้นเป่ย ขบวนม้าของเจิ้นเป่ยอ๋องก็หยุดลง เหล่าทหารแห่งกองทัพเจิ้นเป่ยก็ออกมาจากที่ซ่อนรอรับคำสั่งจากเจิ้นเป่ยอ๋อง“ใครเข้ามายังเขตแดนเจิ้นเป่ย...ฆ่าไม่เว้น”คำสั่งสั้น ๆ ที่ทำให้เหล่าทหารดาหน้าค้นหาที่ติดตามเจิ้นเป่ยอ๋อง
กู้เหิงตั้งสติอยู่ในรถม้าครู่หนึ่ง เมื่อรถม้ามาหยุดอยู่หน้าจวนตวนอ๋อง เขาพยายามรวบรวมสติ และลงจากรถม้า เดินไปตามทางพร้อมกับหัวใจที่หนักอึ้งหลี่เชียนกล่าวว่านางรับรู้ทุกอย่างมาโดยตลอด และสามารถตั้งรับกับเรื่องพวกนั้นทั้งหมดได้ สมกับเป็นชายาของเจิ้นเป่ยอ๋องแต่ใครจะรู้จักนางดีเท่าตนกัน...กู้เหิงยืนอยู่หน้าประตูห้องที่จ้าวสวี่อยู่ เมื่อครู่นี้สาวใช้ของนางเพิ่งออกมาและแจ้งว่านางอยู่ข้างใน กู้เหิงก็ไม่ได้ถามอะไร เข้าไปยังด้านในก็เห็นว่าจ้าวสวี่กำลังนั่งปักผ้าของนางไปพลาง แต่เมื่อได้ยินฝีเท้าของตนนางก็คิดว่าเป็นสาวใช้ของนางจึงเอ่ยปากสั่ง“ท่านพี่หยาหรงแจ้งว่าท่านอ๋องจะกลับมาพักที่นี่ก่อนคืนหนึ่งแล้วเร่งเดินทาง เจ้าไปเตรียมของท่านอ๋องให้พร้อม ขาดเหลืออะไรก็เร่งหา จะได้ไม่เสียเวลา”นางเอ่ยสั่งทุกอย่างด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ใจ แต่บ่าเล็ก ๆ ของนางนั่นต่างหากที่กำลังแบกรับอะไรเอาไว้มากมายจนนางดูตัวเล็กลงถนัดตากู้เหิงเดินเข้าไปใกล้กับแผ่นหลังเล็ก ก่อนจะค่อย ๆ กอดนางจากด้านหลังแม้ว่าจ้าวสวี่จะสะดุ้งตกใจในคราแรก แต่เมื่อนาง

















