LOGINนางวิปลาสเช่นนั้น ใครจะอยากตบแต่งกับนางกันเล่า! ใครบ้ากว่ากัน? กด1.คนบ้า กด 2.คนที่ตกหลุมรักคนบ้า : P
View Moreดินร่วนซุยถูกตักขึ้นมากลบฝังร่างอันไร้วิญญาณที่อยู่ใน
โลงศพไม้ ซึ่งถูกวางเอาไว้อยู่ในหลุมดินที่ขุดลึกพอประมาณ คนที่อยู่ในโลงศพคือ ฮูหยินฟางเข่อซินผู้เป็นภรรยาเอกของท่านแม่ทัพเผิงเฟยฉีแห่งมณฑลพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) นางถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปีด้วยโรคประหลาดที่หมอก็ยังไม่ทราบสาเหตุ “ฮือ ฮือ ฮือ ต้านแม่~” ข้างหลุมศพมีเด็กน้อยวัยสองขวบนามว่าเผิงเฟยเมี่ยวนางคือบุตรีของฮูหยินฟางเข่อซิน เด็กน้อยถูกทิ้งเอาไว้ให้สามีไว้ดูต่างหน้าเสมือนเป็นตัวแทนของนาง เด็กน้อยคุกเข่าร่ำไห้โฮข้างหลุมศพมารดาสะอึกสะอื้นปริ่มว่าจะขาดใจ และข้างกันนั้นมีอนุกงเจียวจินอุ้มบุตรสาววัยเพียงแปดเดือนนามว่าเผิงเฟยจูไว้ในอ้อมอก “จินเอ๋อร์ต่อไปนี้คงต้องฝากเมี่ยวเอ๋อร์ให้เจ้าช่วยอบรมดูแลต่อด้วย” เผิงเฟยฉีหันไปเอ่ยกับอนุภรรยาด้วยน้ำเสียงทุ้มทว่าปะปนไปด้วยความเศร้าโศก “เจ้าค่ะท่านพี่” อนุกงเจียวจินค้อมศีรษะรับคำสั่ง นางเป็นบุตรีของเสนาบดีกงเจียวฝูซึ่งเป็นผู้จงรักภักดีตระกูลเก่าแก่อยู่ใต้อาณัติของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน บิดาของนางสังกัดกรมยุทธนาการกระทรวงกลาโหม ทั้งคู่แต่งงานกันส่วนหนึ่งเพื่อคานอำนาจมิให้สกุลเผิงมีอำนาจมากเกินไป เพราะเกรงว่าจะเป็นภัยในภายภาคหน้าได้ ถึงแม้ว่าไปราวหนึ่งเดือนที่ภรรยาจากไป แม่ทัพเผิงเฟยฉีก็ยังอยู่ในความโศกเศร้ามิคลายด้วยว่าฮูหยินฟางเข่อซินเป็นภรรยาสุดที่รักของเขา เขาจ่อมจมอยู่ในความทุกข์และความเศร้าไปทุกขณะ มีเพียงสุราเป็นเพื่อนพอได้คลายความเศร้าโศกยามนี้ ฟางเข่อซินเป็นเพียงแค่บุตรของพ่อค้าวาณิชสามัญชนแต่เขาก็รักและเทิดทูนนางและยกให้เป็นฮูหยินเอก เขาตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกพบยามเมื่อออกลาดตระเวณในหมู่บ้านใกล้ชายแดนและสุดท้ายก็ตกลงปลงใจและไปสู่ขอนางมาอยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนด้วยกันในที่สุด อนุกงเจียวจินเดินเข้ามาในห้องนอนของสามีก็เห็นว่าเขากำลังยกสุราขึ้นมาดื่มไม่เลิก “ท่านพี่ หยุดดื่มสุราก่อนเถิดเจ้าค่ะ” นางเดินไปคว้าจอกสุรามาออกจากมือเขา “อย่าขัดใจข้า!” “ตอนนี้ท่านแม่ทัพไท่จื่อหยวนและครอบครัวมาเยี่ยมท่านพี่เข้าค่ะ” นางรีบบอก ไท่จื่อหยวนคือเพื่อนรุ่นพี่คนสนิทของเขาเป็นแม่ทัพประจำทางมณฑลบูรพา (ทิศตะวันออก) ทั้งคู่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันออกรบเพื่อบ้านเมืองเป็นเสมือนเพื่อนตาย และยังให้คำมั่นสัญญากันเอาไว้ด้วยว่าจะให้บุตรของทั้งสองตระกูลเป็นทองแผ่นเดียวกัน ไท่จื่อซวน ไท่จื่อหาน ไท่จื่อหาว อายุสิบขวบ แปดขวบ และห้าขวบตามลำดับพร้อมกับฮูหยินหลี่ชุนเหลียนและบ่าวในจวนเดินตามแม่ทัพไท่จื่อหยวนมาเป็นขบวนเพื่อตรงไปยังเรือนรับรองในจวนสกุลเผิง รอไม่นานเผิงเฝยฉีก็เดินเข้ามาในเรือนรับรอง สองแม่ทัพโผเข้ากอดกัน ยามอดีตเคยกรีดเลือดสาบานเป็นพี่น้องร่วมรบกันมานมนาน ยามนี้คงเป็นช่วงเวลาที่ลำบากของเผิงเฝยฉีด้วยว่าภรรยาของเขาต้องมาเสียชีวิต หากไท่จื่อหยวนไม่ดูดำดูดีก็คงมิได้ “ท่านแม่ ข้าอยากออกไปเล่นข้างนอกขอรับ” ไท่จื่อซวนบุตรชายคนโตกระซิบกระซาบกับมารดา บรรยากาศตอนนี้มีแค่ผู้ใหญ่ที่สนทนากันพวกเขาอยู่ก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี “อย่างนั้นก็พาน้องๆ ของเจ้าออกไปด้วยกัน” “ขอรับ” เขาพยักหน้ารับคำ ฮูหยินหลี่ชุนเหลียนพยักหน้ากับสาวใช้คนสนิท พวกนางก็มาพาคุณชายทั้งสามออกไป ใต้ต้นจามจุรีในสวนพฤกษาสำหรับพักผ่อนหย่อนใจซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเรือนรับรอง เด็กน้อยวัยสองขวบนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่ มีบ่าวรับใช้วัยสิบสามปีนามว่าฟางซิ่วถงซึ่งเป็นบ่าวรับใช้ผู้ติดตามจากสกุลฟางมาคอยดูแลฟางเข่อซินจวบจนนางถึงแก่อนิจกรรม หลังจากนั้นฟางซิ่วถงก็รับหน้าที่ดูแลบุตรีของเจ้านายต่อ “แดดเริ่มแรงแล้วเจ้าค่ะ บ่าวว่าเราเข้าไปในเรือนกันเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวผิวคุณหนูจะไหม้เอาได้นะเจ้าคะ” เด็กน้อยส่ายหน้าหวือปฏิเสธ นางอยากจะนั่งอยู่ตรงนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนหน้านั้นเผิงเฟยเมี่ยวก็มักจะมานั่งเล่นตรงนี้กับมารดาอยู่เป็นประจำ นางคิดถึงวันวานยามที่มีมารดาอยู่เคียงข้าง ฟางซิ่วถงได้แต่ระบายลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ “คุณหนูเจ้าคะ ท่านแม่ของคุณหนูไปสบายแล้ว อยู่บนฟ้านั่น ท่านแม่จะคอยเฝ้ามองคุณหนู” เผิงเฟยเมี่ยวเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใสอย่างเหม่อลอย มีเมฆสีขาวเหมือนปุยนุ่นลอยฟูฟ่องอยู่เต็มท้องนภา “ต้านแม่ อยู่บนนั้น จริงๆ หรือพี่ซิ่วถง?” “จริงเจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารับ ตั้งแต่ที่มารดามาล้มตายไป คุณหนูตัวน้อยของนางก็เปลี่ยนไปจากเด็กที่เคยร่าเริงก็เปลี่ยนเป็นเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เป็นเพราะยังสะเทือนใจที่มารดามาจากไปเช่นนี้ นางรู้สึกเวทนาคุณหนูตัวน้อยของนางนัก “เอ๊ะ นั่นใช่คนที่จะมาเป็นเจ้าสาวของพี่ใหญ่ใช่หรือไม่?” ไท่จื่อหานน้องชายคนรองเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับชี้นิ้วไปยังต้นจามจุรีที่มีคนสองคนนั่งอยู่ “ข้าอยากเห็น” ไท่จื่อหาวน้องชายคนสุดท้องโพล่งคำขึ้นมาด้วยท่าทีตื่นเต้น พวกเขารู้มาว่าสองตระกูลเป็นดองกันคนที่จะต้องแต่งงานและออกเรือนไปก่อนก็ต้องเป็นพี่ชายคนโตนั่นเอง “อย่าพูดพล่อยไป วันข้างหน้ายังไม่รู้แน่” ไท่จื่อซวนสวนคำขึ้นมา “ไม่รู้ได้อย่างไร อย่างไรพี่ก็ต้องแต่งงานก่อนใครอยู่แล้ว อาหาวพวกเราไปดูใกล้ๆ กันเถอะ” เขาเอ่ยยิ้มๆ ว่าแล้วก็ดึงมือน้องชายคนเล็กไท่จื่อหาววิ่งลิ่วไป ไท่จื่อซวนพี่ใหญ่และบ่าวรับใช้อีกสองคนจำต้องวิ่งตามหลังน้องๆ ไปอย่างเสียมิได้ ทั้งสามคนมีนิสัยที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ไท่จื่อซวนพี่ชายใหญ่เขาสนใจอ่านตำรา ไท่จื่อหานสนใจเรื่องการต่อสู้และฝึกวรยุทธิ์เหมือนบิดา ส่วนคนเล็กไม่สนใจทั้งบุ๋นและบู๊ เขาชอบความสำราญ ร้องรำทำเพลง แต่งโคลงกลอน ดูมหรสพมากกว่า “นี่! เจ้าน่ะ” ไท่จื่อหานโพล่งคำขึ้น พรึ่บ! ทั้งนายทั้งบ่าวหันขวับมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เด็กหญิงตัวน้อยมองเด็กชายสามคนด้วยท่าทีหวาดระแวงนางกอดตุ๊กตาผ้าที่มารดาเย็บไว้ในอกแน่น “พวกเจ้าเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร!” บ่าวรับใช้รีบถาม ก่อนที่บ่าวที่ตามหลังมาจะช่วยไขข้อข้องใจ “คุณชายทั้งสามเป็นบุตรของท่านแม่ทัพไท่จื่อหยวน นี่คือคุณชายไท่จื่อซวน ไท่จื่อหาน และไท่จื่อหาว” บ่าวรับใช้สาวแนะนำให้ตามลำดับ ฟางซิ่วถงนึกขึ้นได้ว่าแท้จริงแล้วหนึ่งในสามคนนี้จะต้องมีใครคนหนึ่งที่ต้องแต่งงานกับคุณหนูน้อยของนางในวันข้างหน้าตามที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลตกลงกันไว้นี่เอง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าค่าตาคุณชายทั้งสามคน เพราะพวกเขาไม่เคยมาที่จวนมาก่อน มีแค่เพียงแม่ทัพไท่จื่อ หยวนเท่านั้นที่แวะมาเยี่ยมเยียนเป็นบางครั้งบางคราว เด็กชายทั้งสามคนกะพริบตาปริบมองเด็กน้อยตรงหน้าตาปริบๆ อย่างตื่นตะลึง เด็กหญิงตัวน้อยผิวขาวราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ แก้มป่องแดงระเรื่อ ตากลมโตราวกับตุ๊กตาที่มีชีวิต...ไท่จื่อหานเอียงคอมองนางอย่างจับพิรุธ นางก็สบตาเขาพลางกะพริบตาปริบๆ มองตอบไม่หลบตา“เหตุใดมองเมี่ยวเมี่ยวด้วยสายตาเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ” นางเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีไร้เดียงสา เขายื่นฝ่ามือทั้งสองมาโอบประคองใบหน้านวล จ้องดวงตาล้ำลึก“เจ้าแปลกไป”“แปลกไปอย่างไรหรือเจ้าคะ”“ไม่พูดจาวกวนซ้ำๆ เช่นเดิม แถมพูดจารู้ความกว่าเก่า”“เจ้าค่ะ”“เจ้าค่ะ? เช่นนั้นหรือ ไม่อธิบายอะไรต่อหน่อยหรือ” เขาเลิกคิ้วถาม ทว่านางอมยิ้มมุมปากกวนๆ“ยิ้มอันใดของเจ้า”“เมี่ยวเมี่ยวยิ้ม เพราะมีความสุขเจ้าค่ะ” นางเอื้อนเอ่ย“วันนั้นในกระท่อมกับวันนี้ วันไหนเจ้ามีความสุขมากกว่า” เขาเอ่ยเย้าแล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ พอเขาพูดถึงเรื่องวันนั้น หน้านางก็แดงซ่านขึ้นมาทันที แล้วเขาก็พูดต่ออีก“แต่หลังจากวันนี้ไปข้าจะทำให้เจ้ามีความสุขทุกวัน สุขจนสำลักความสุขออกมาเลยล่ะ” เขากระซิบกระซาบชิดใบหู แขนแกร่งเลื่อนลงมาโอบประคองเอวทั้งสองของนาง นาง วาดวงแขนสลักเสลาโอบรอบคอหนาแล้วดึงเขาลงมารับจุมพิตของนาง ช่างเป็นการกระทำที่อุกอาจ และยั่วยวน...ทั้งคู่จุมพิตดูดดื่มใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่อ้อยอิ่งเนิ่นนานกว่าจะผละจุมพิตออกจากกัน ก่อนที่นางจะ
“จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อลูกสาวของข้าก็มีใจให้เจ้า ข้าก็คงขัดใจนางไม่ได้”“ขอบคุณขอรับ ขอบคุณท่านมากขอรับ” เขาโขกศีรษะลงพื้นซ้ำๆ เผิงเฟยฉีจึงไปพยุงเขาลุกขึ้น พร้อมกับตบที่ไหล่เขาเบาๆ“สมกับเป็นชายชาตรี กล้าทำก็กล้ารับ เจ้ารีบแจ้งเรื่องไปยังสกุลไท่เถิด หากข้าเปลี่ยนใจขึ้นมาไม่รู้ด้วย ฮะ ฮ่า” เผิงเฟยฉีเอ่ยเย้าว่าที่ลูกเขยในอนาคตอย่างอารมณ์ดี“ขอรับๆ ข้าจะรีบจัดการเรื่องนี้”หลายวันผ่านไป...ไท่จื่อหานกลับไปถึงจวนสกุลไท่เพื่อบอกครอบครัวของเขา ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา พอไท่จื่อหานบอกเรื่องนี้ทุกคนก็ต่างตกใจไปตามๆ กัน เว้นก็แต่ไท่จื่อซวนที่พอจะรู้เรื่องนี้มาบ้างก่อนหน้านั้นนึกไปถึงคราที่เผิงเฟยจูมาหาเขาที่จวนราชการ ณ มลฑลพายัพเมื่อคราก่อน นางบอกเขาเรื่องนี้ว่าทั้งคู่กำลังคบหากันข้ามหน้าข้ามตาเขา และบอกให้ทั้งคู่ร่วมมือกันกีดกันทั้งคู่ทว่าเขาไม่เล่นด้วยเพราะไท่จื่อหานก็คือน้องชายของเขา เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เขาไม่อยากหักหลังน้องชาย และถ้าสองคนนั้นมีใจให้กันจริงเขาก็จะยอมถอยให้ เพราะเขาก็ไม่อยากที่จะหักหาญน้ำใจผู้ใดเช่นกัน เขาก็แค่อยากช่วยเผิงเฟยเมี่ยวหากว่าไม่มีใครคอยดูแลนาง เขาก็จะรับ
“เฮือก” ร่างบางตัวกระตุกซ้ำ น้ำหวานไหลทะลัก เขาเริ่มชักเข้าชักออกจนช่องทางรักเริ่มปรับสภาพได้ดีก็ขยับกายประจำที่หว่างขา นางก้มหน้าลงไปมองถึงกับตกใจกับขนาดที่ เอ่อ ... เรียกได้ว่าอลังการคนตัวเล็กพยายามถดกายหนีทว่าถูกเขาจับกดเขาไว้“ไม่ต้องกลัวนะ เมี่ยวเมี่ยวหายใจเข้าลึกๆ เดี๋ยวเจ้าจะผ่อนคลายเอง” เขาล่อลวงนาง พาให้นางตายใจแล้วก็ขยับกายประชิดอีกดันส่วนแข็งขืนเข้าสู่ช่องทางรักฉ่ำเยิ้ม“อื้อ ไม่ไหวเจ้าค่ะ”“เด็กดี ทิ้งความกังวลใจไปซะ พี่ชายจะพาเจ้าขึ้นสวรรค์เอง” เขากดกายเข้าไปล้ำลึก สองร่างกอดกันแน่น จนแทบจะหลอมเป็นร่างเดียวกัน เสียงกรีดร้องขาดห้วง ทั้งคู่กระโจนสู่สมรภูมิรักอันดุเดือนเร่าร้อนจนเกือบค่อยคืน...เช้าวันต่อมา...ทั้งคู่เดินทางออกจากป่าได้แล้ว เขาไปส่งนางที่จวนแต่ทั้งคู่หายไปด้วยกันทั้งคืน เผิงเฟยฉีร้อนใจเป็นอย่างมาก และหลังจากกลับมาถึงจวนเผิงเฟยเมี่ยวมีอาการไข้อีก ฟางซิ่วถงพาคุณหนูของนางไปพักผ่อนที่หอนอนส่วนไท่จื่อหานต้องรีบกลับไปสอบสวนโจรผู้ร้าย ที่สามารถจับตัวมารับโทษได้หมดทุกคน ไท่จื่อหานสอบสวนหัวหน้าใหญ่ของพวกมัน เขาคือ โจวเหวินเซี่ยเค้นสอบจนมันรับสารภาพว่าใครเป็
กว่าเหล่ากองปราบจะมาถึงก็เย็นย่ำ ไท่จื่อหานสั่งการให้ล้อมกระท่อมของพวกมันไว้ รอสัญญาณเขาสั่งบุกเมื่อพวกมันเริ่มจุดคบไฟ ความสว่างไสวก็ปรากฏขึ้นเมื่อนั้น...“ทุกคนบุก!”“ย๊าก!” หน่วยกองปราบวิ่งปรี่เข้าไปยังกระท่อมของพวกมันทันที เสียงการต่อสู้ดังอึงมี่ ทั้งเสียงดาบ เสียงหมัด เตะ ต่อยเผิงเฟยเมี่ยวได้ยินเสียงข้างนอกที่เหมือนกับว่าโกลาหลวุ่นวายกันอยู่ นางค่อยๆ คืบคลานด้วยความยากลำบากเพื่อต้องการหนีออกไปผ่าง!เสียงเตะประตูไม่ไผ่เข้ามา จนนางตกใจ แต่เมื่อเห็นคงตรงหน้าว่าเป็นใครก็ดีใจ“อ๊ะ พี่ชายรอง ระวังเจ้าค่ะ!” เผิงเฟยเมี่ยวตะโกนลั่นเพราะพวกมันอยู่ด้านหลังของเขาพรึ่บ!แกร๊ง!เขาหันไปใช้ดาบรับกับดาบของมันทันควันแล้วถีบอกมันออกไปเตะคางเสยจนมันล้มฟุบไป เขารีบมาแก้มัดมือมัดเท้าให้นางแล้วรีบพานางออกไปจงหม่าฮั่นและซูกวางเฉาคอยอารักขาให้ ทั้งคู่พากันออกมาจากในกระท่อมได้แล้ว ข้างนอกก็สู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร คนของทางกองปราบเยอะกว่า จับพวกมันมามันกองรวมกันไว้ได้หลายคน“นายท่านรีบพาคุณหนูใหญ่หนีออกไปก่อนเถอะขอรับ ทางนี้พวกข้าจัดการเอง” ซูกวางเฉาเอ่ยบอก ไท่จื่อหานพยักหน้ารับ“รีบไปเถ





