LOGINภาพเบื้องหน้าพร่ามัวเลือนรางด้วยหยดน้ำตาที่เอ่อรื้นคลอหน่วยตาไม่ขาดสาย ปานรัมภายกมือขึ้นปาดร่องรอยแห่งความเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับยิ่งหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาประหนึ่งทำนบกั้นความเจ็บปวดได้พังทลายลง เธอมองไกลออกไปอย่างไร้จุดหมาย ในใจหวนนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน สุ้มเสียงนุ่มกังวานที่เคยกระซิบแผ่วพร่าบอกรักซ้ำๆ อยู่ข้างหู ทว่าในยามนี้ คนเดียวกันนั้นกลับเป็นคนทุบทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจจนแหลกลาญไม่มีชิ้นดีด้วยน้ำมือของเขาเอง นิ้วเรียวสวยพยายามเกลี่ยน้ำตาที่ร่วงหล่น ทว่าความเจ็บปวดกลับยิ่งแล่นริ้วเข้าสู่หัวใจอย่างรุนแรง ละม้ายคล้ายว่าใครคนนั้นจงใจปักคมมีดลงบนกลางอกของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเหวอะหวะเกินจะเยียวยา ในวินาทีที่ความเสียใจดิ่งลงถึงที่สุด ปานรัมภาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวท่ามกลางม่านน้ำตา เธอคิดว่าโทษทัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไม่รู้จักพอ และคนที่เห็นค่าความรักเป็นเพียงของเล่นชั่วครั้งชั่วคราว คือการปล่อยให้เขาจมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดนี้ไปชั่วชีวิต ให้เขารับรู้รสชาติของการสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไปเพราะความมักมากของตัวเอง
View Moreเช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามายังเตียงนอนที่อบอวลไปด้วยความสุข ทว่าความสงบเงียบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งรัวมาตามโถงทางเดิน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงที่สดใสที่สุดในบ้าน"พ่อเจนขาาา ตื่นได้แล้วค่าาา มาเล่นกันค่ะ!"เสียงใสแจ๋วดังมาจากนอกห้อง แล้วประตูก็เปิดออกดัง ปัง!! ตามแรงกระแทกของเด็กน้อยที่อดรนทนไม่ไหว เจนฤทธิ์ที่เพิ่งจะขยับกายตื่นหัวเราะออกมาเบา ๆ เขาแกล้งทำเสียงหลงพลางคว้านหาตัวแสบ"ใครมาปลุกพ่อแต่เช้าน้าาา เด็กน้อยตัวอ้วนหรือเปล่าน้าาา"พูดยังไม่ขาดคำ เรียวแขนแกร่งก็ตวัดเอาร่างกลมป้อมของน้องยอร์ชที่กระโดดขึ้นมาบนเตียงเข้ามากอดไว้แน่นจนเด็กน้อยหัวเราะคิกคัก"พ่อเจนขา ตื่นได้แล้วค่ะ มาเล่นกันค่าา""เล่นอะไรแต่เช้าคะ" เจนฤทธิ์เอ่ยถามพลางหอมแก้มยุ้ย ๆ ของลูกสาวฟอดใหญ่"เล่นตำรวจจับโจรขโมยถั่วงอกค่ะ!"คำตอบของน้องยอร์ชทำเอาเจนฤทธิ์แทบจะสำลักเสียงหัวเราะ ส่วนปานรัมภาที่เพิ่งจัดระเบียบชุดนอนเสร็จก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ถึงกับทำหน้าไม่ถูกเมื่อได้ยินชื่อเกมที่คุ้นหูจากเมื่อเย็นวาน"หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะน้องยอร์ช เล่นอะไรแต่เช้า แม่ไม่อนุญาตค่ะ" ปานรั
ตัดภาพจากบรรยากาศอันเร่าร้อนในเรือนกิตติภัทร กลับมายังความสำราญที่บ้านใหญ่หลังโต บัดนี้สามวัยหัวใจเดียวกันกำลังตื่นเต้นเห่อของเล่นชิ้นใหม่ที่เพิ่งถูกจัดส่งมาสดๆ ร้อนๆ นั่นคือ "รถไฟฟ้าสามล้อ" สีสันสดใสปลาบปลื้มใจผู้สูงวัยและเด็กน้อยยิ่งนัก"เอาละนะน้องยอร์ช ยึดไว้ให้มั่น ตาจะออกรถแล้วนะลูก!"วรเชษฐ์ในชุดลำลองดูทะมัดทะแมง ขยับกายขึ้นนั่งประจำตำแหน่งสารถี มือหนาจับแฮนด์รถไว้มั่นพลางบิดคันเร่งเบาๆ ให้รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล โดยมีคุณหญิงลำดวนนั่งยิ้มแฉ่งกอดหลานสาวตัวน้อยไว้ที่เบาะหลังอย่างกระชับ"เย้ๆๆ ไปเลยค่ะตาเชษฐ์! ซิ่งเลยค่ะซิ่งเลย!" น้องยอร์ชร้องอุทานเสียงใสพลางปรบมือชอบใจ ลมเย็นๆ ยามโพล้เพล้พัดปะทะแก้มยุ้ยจนเด็กน้อยหัวเราะร่า"ซิ่งไม่ได้หรอกลูก เดี๋ยวย่าจะหัวใจวายเอา" คุณหญิงลำดวนเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางลูบแขนหลานสาว "ตาเชษฐ์ ขับวนไปทางสวนกล้วยไม้หน่อยนะกำลังออกดอกสวยเชียว"“ครับพี่ดวน…”รถสามล้อไฟฟ้าคันงามพาทั้งสามชีวิตขับลัดเลาะไปตามทางที่ตัดผ่านสวนสวยรอบเขตบ้านกิตติภัทร ผ่านต้นไม้ใหญ่น้อยที่ได้รับการตัดแต่งอย่างดี เสียงเจื้อยแจ้วของน้องยอร์ชที่คอยชี้ชวนคุณตาคุณย่าดูนั่นดู
นับตั้งแต่วันที่ตัดสินใจหันหน้าเข้าหากันเพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอีกครั้ง กาลเวลาที่หมุนผ่านไปหลายเดือนเปรียบเสมือนบทพิสูจน์อันล้ำค่า ปานรัมภาและเจนฤทธิ์ต่างได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าโอกาสอย่างถ่องแท้ พวกเธอประจักษ์แจ้งแล้วว่าโอกาสไม่ใช่เพียงแค่การยกโทษให้แก่กัน ทว่าโอกาสคือการวางทิฐิที่เคยค้ำคอลง เพื่อถนอมหัวใจของคนที่รักเอาไว้หากในวันนั้นยังคงดึงดันที่จะกอดเก็บเอาความโกรธแค้นและทิฐิมาเป็นที่ตั้ง ชีวิตครอบครัวที่แสนอบอุ่นในวันนี้คงเป็นได้เพียงภาพฝันที่ห่างไกล รอยยิ้มของน้องยอร์ชที่เห็นพ่อแม่พร้อมหน้า หรือเสียงหัวเราะของคุณตาเชษฐ์และคุณหญิงลำดวนที่แว่วดังอยู่ในบ้านกิตติภัทร คงไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้เลยความสุขที่ละมุนละไมในยามนี้ จึงเป็นผลลัพธ์ของความอดทนและความเข้าใจที่ทั้งคู่ต่างมอบให้แก่กัน เป็นการย้ำเตือนว่าการให้โอกาสกันในครั้งนั้น คือการตัดสินใจที่ถูกต้องและทรงคุณค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอทั้งสองคนการเริ่มต้นชีวิตในแต่ละวันนับจากนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การตื่นมาพบหน้ากันตามหน้าที่ ทว่าคือการใช้ความเข้าใจอันลึกซึ้งโอบอุ้มหัวใจของกันและกันไว้ไม่ให้หลุดลอย ทุกย่างก้าวที่เดินไป
สามคนพ่อแม่ลูกทิ้งกายลงนั่งที่โต๊ะอาหารเพื่อรอแม่บ้านจัดเสิร์ฟมื้อเช้าที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วห้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาจากเสียงเล็กๆ ใสๆ ของน้องยอร์ชที่ดังเจื้อยแจ้วไม่ขาดสาย เด็กน้อยเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามประสาเด็กช่างเจรจา ทำให้มื้อเช้าที่เคยเงียบเหงาในบางวันกลับดูอบอุ่นขึ้นมาถนัดตา กระทั่งมื้ออาหารผ่านพ้นไป ทั้งสามคนก็จูงมือกันเดินตรงไปยังโรงจอดรถเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเยี่ยมคุณตาวรเชษฐ์ที่โรงพยาบาลทว่าปัญหาที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อปานรัมภาตั้งท่าจะอุ้มน้องยอร์ชไปที่รถของตัวเองตามปกติ แต่คำพูดของเจนฤทธิ์กลับเป็นชนวนเหตุให้ลูกสาวตัวน้อยเกิดอาการงอแงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย"เจอกันที่โรงบาลนะลูก เดี๋ยวพ่อขับรถตามไปค่ะ""แงงงงงง! แง๊!! ฮืออออ พ่อเจนนนน พ่อเจนไปกับยอร์ช!"เด็กน้อยเบ้ปากร้องไห้โฮออกมาทันทีพลางโผเข้าหาผู้เป็นพ่อ ปานรัมภาถึงกับมองบนให้ลูกสาวตัวน้อยด้วยความระอาแกมเอ็นดู นึกในใจว่าอะไรจะใจง่ายตัวติดคุณพ่อขนาดนั้น ทั้งที่เพิ่งจะได้อยู่ด้วยกันไม่นาน"ไม่ร้องนะคะน้องยอร์ช หนูนั่งรถไปพร้อมแม่ก่อน เดี๋ยวคุณพ่อจะขับรถอีกคันตามมา ไม่นานก็เจอกันแล้วค่
นาฬิกาบนข้อมือบ่งบอกเวลาว่าล่วงเข้าสู่ช่วงเกือบสามทุ่ม เจนฤทธิ์จำต้องตัดใจลุกขึ้นเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวกลับไปพักผ่อนที่บ้านของตนตามข้อตกลงที่เคยมีไว้ แต่แล้วเสียงเล็ก ๆ ที่แสนโหยหาก็ดังขึ้นฉุดรั้งเขาไว้เสียก่อน"พ่อเจนขา... พ่อเจนจะไปไหนคะ"เจนฤทธิ์ชะงักงัน เบนสายตาไปหาใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังปรือ
เสียงโทรศัพท์เครื่องบางส่งเสียงสั่น ครืด ครืด ในเวลาสามทุ่มครึ่งพอประมาณ สายเรียกเข้าโชว์ชื่อหญิงสาวคนเดิมที่เพิ่งจะสร้างความวุ่นวายให้เขาเมื่อกลางวัน เจนฤทธิ์ชะโงกหน้าดูภรรยาคู่ชีวิต เมื่อแน่ใจแล้วว่าปานรัมภาหลับสนิท ร่างที่ซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันจึงค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวังที่สุด เขารีบคว้า
อดีตในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดของคืนพระจันทร์เต็มดวงเดือนยี่ แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องผิวคลองจนเป็นประกายระยับ ลมพัดพาเอากลิ่นหอมเย็นของดอกจำปีและพิกุลลอยล่องมากับสายลมหนาว ทุกเรือนต่างดับไฟเงียบเชียบ เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟเล็กๆ ที่ตั้งไว้เป็นสัญลักษณ์ของ "เทศกาลวางดอกไม้" เพื่อให้
“แต่งงานกับพี่นะคะ”"พี่รู้ว่ามันฟังดูบ้า พี่รู้ว่าปานอาจจะมองว่าพี่เสียสติไปแล้ว แต่ความรู้สึกของพี่ตอนนี้มันเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ พี่กลัวว่าถ้าพี่ไม่ผูกมัดปานเอาไว้ตอนนี้ พี่อาจจะต้องเสียปานไป!”“พี่อยากขอโอกาสให้พี่ได้ดูแลปานในฐานะคู่ชีวิตได้ไหมคะ?”ทว่าฝ่ายที่อาการหนักที่สุดคือ ปานรัมภา เธอจ้