تسجيل الدخولกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ มีร้านอาหารชื่อ "ร้านอาหารและยา จันทร์หอม" ร้านที่เสิร์ฟทั้งมื้ออร่อยและยารักษา ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามา บ้างเพื่อดับความหิว บ้างเพื่อเยียวยาบาดแผลใจ
عرض المزيدกลางหุบเขาอันเงียบสงบ มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนเรียกกันว่า หมู่บ้านแสงจันทร์ หมู่บ้านนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่บนแผนที่ใหญ่ของอาณาจักร เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่นักเดินทางบางคนบังเอิญผ่านมาแล้วจดจำเอาไว้ ทว่าความโดดเด่นของมันไม่ได้อยู่ที่ทำเล แต่อยู่ที่ บรรยากาศอบอุ่น และผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขท่ามกลางหุบเขา
ยามเช้า หมู่บ้านเต็มไปด้วยเสียงไก่ขันและเสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นบนถนนดิน บ้านแต่ละหลังสร้างด้วยไม้จากป่าลึก หลังคามุงด้วยฟางหนาเพื่อกันฝนและหิมะ ฤดูหนาวที่นี่โหดร้ายกว่าที่ใครคิด แต่ผู้คนก็อยู่กันอย่างเข้มแข็งและช่วยเหลือกันเสมอ
ยามกลางวัน แสงอาทิตย์ส่องผ่านทิวเขา สะท้อนลงสู่ทุ่งนาและลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลคดเคี้ยวรอบหมู่บ้าน ผู้ชายบางคนออกล่าสัตว์ในป่า หญิงสาวบางคนไปตักน้ำหรือเก็บสมุนไพร เด็กเล็กช่วยแม่เลี้ยงแพะและแกะ เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย
และยามค่ำคืน… หมู่บ้านแห่งนี้จะเต็มไปด้วยแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาจนทุกคนเชื่อว่า “แสงจันทร์คือสิ่งคุ้มครอง” ชื่อ หมู่บ้านแสงจันทร์ จึงไม่ได้ตั้งขึ้นเล่น ๆ แต่คือความเชื่อที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน
หัวใจของหมู่บ้าน ไม่ใช่โบสถ์หรือศาลากลาง หากแต่เป็น โรงแรมเหล่ากระต่าย อาคารไม้สองชั้นที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ชั้นบนเป็นห้องพักเรียบง่ายสำหรับนักเดินทาง ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านอาหารและโรงเหล้าเล็ก ๆ สำหรับชาวบ้าน
ค่ำคืนนี้เช่นกัน ชั้นล่างของโรงแรมเหล่ากระต่ายเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของผู้คน โต๊ะไม้ยาวเรียงรายถูกจับจองจนเต็มไปด้วยชายหญิงที่เพิ่งเสร็จสิ้นงานจากทุ่งนาและคอกสัตว์ กลิ่นหอมของซุปเนื้อและขนมปังอบใหม่ลอยคลุ้งไปทั่ว บางโต๊ะยกแก้วชนกันเสียงดัง กริ๊ง! ตามด้วยเสียงหัวเราะร่า
“เฮ้ ปีเตอร์! เบียร์ผมหมดแล้ว เติมให้หน่อยสิ!” เสียงทุ้มดังลั่นมาจากโต๊ะมุมหนึ่ง เจ้าของเสียงคือ ทอมสัน ชายร่างใหญ่ไหล่กว้าง ชาวประมงประจำหมู่บ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา แต่รอยยิ้มของเขาอบอุ่นจนเด็ก ๆ ไม่เคยกลัว
“ได้เลย ทอมสัน” ปีเตอร์ เจ้าของโรงแรมและพ่อของผม ตอบกลับพร้อมกับเดินไปยังถังไม้โอ๊คที่พิงอยู่มุมห้อง
ปีเตอร์เป็นชายวัยกลางคน รูปร่างกำยำเพราะเคยเป็นนักผจญภัยสมัยหนุ่ม เส้นผมเริ่มแซมด้วยสีขาวบางเส้น แต่แววตายังคงคมเหมือนคนไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เขาเอียงถังไม้โอ๊คอย่างชำนาญ เบียร์สีทองอำพันไหลลงแก้วจนฟองฟูเต็มปากแก้ว ก่อนจะยื่นไปให้ลูกค้า
“นี่ แก้วสุดท้ายของคืนนี้แล้วนะ ถ้าจะดื่มต่ออีกละก็ พวกนายคงไม่ต้องกลับไปหาภรรยาและลูก ๆ กันแล้ว” ปีเตอร์พูดพลางหัวเราะเบา ๆ
“ไม่เอาน่า ปีเตอร์! เปิดอีกถังก็ไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวพวกเราช่วยกันจัดการเอง ฮ่าฮ่าฮ่า!” ทอมสันตบโต๊ะเสียงดัง เพื่อน ๆ รอบโต๊ะก็พากันเฮตาม
แต่ก่อนที่ปีเตอร์จะทันตอบ เสียงประตูไม้ด้านหลังร้านก็เปิดดังแอ๊ดออกมา
“พ่อครับ!” เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีเดินออกมาจากหลังร้าน เด็กคนนั้นก็คือ ผมเอง
ชื่อที่ทุกคนในโลกนี้เรียกกันคือ อาเธอร์ แต่ในความจริง… ผมคือ ละมุน อดีตเจ้าของร้านอาหารเล็ก ๆ ในกรุงเทพฯ ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ในโลกแห่งเวทมนตร์และสัตว์วิเศษ
“แม่บอกว่า ถ้าพ่อเปิดถังใหม่ให้คุณทอมสัน คืนนี้พ่อต้องนอนชั้นล่างครับ ตอนนี้มันเลยเที่ยงคืนแล้ว ถึงเวลาปิดร้านได้แล้วนะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังตามที่แม่สั่งมา
เสียงหัวเราะดังครืนจากโต๊ะของทอมสันและเพื่อน ๆ “ฮ่า ๆ ๆ ลูกชายบ้านนี้เด็ดขาดจริง ๆ”
ปีเตอร์ยักไหล่พลางยิ้มเจื่อน ๆ “เห็นไหมทอมสัน ถ้าฉันดื้อเปิดอีกถังละก็ คงต้องถูกเนรเทศไปนอนหนาวแน่ ๆ”
“ก็ได้ ๆ คืนนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน!” ทอมสันหัวเราะยอมแพ้ แต่ก็ไม่ลืมทิ้งท้าย “แต่พรุ่งนี้… ฉันจะทำให้แกต้องเปิดมากกว่านี้ให้ได้เลย!”
เสียงหัวเราะดังลั่นร้านอีกครั้ง ก่อนที่แขกกลุ่มสุดท้ายจะทยอยออกไป
หลังจากร้านว่างเปล่า เราทั้งสามคน ผม พ่อและแม่ ก็ช่วยกันเก็บโต๊ะ เก็บจานชาม และดับไฟในร้าน
ซาร่าเป็นหญิงสาวผมสีน้ำตาลแดง รูปร่างอ่อนช้อย แต่แฝงด้วยความแข็งแกร่งของคนที่คอยดูแลทั้งครอบครัวและร้านอาหาร เธอมักยิ้มเสมอ แต่สายตาก็เข้มพอจะทำให้ปีเตอร์ยอมฟังทุกครั้ง
ขณะกำลังยกเก้าอี้ขึ้นโต๊ะ ผมเผลอมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์สาดลงบนถนนดินเงียบสงบ มีบ้านไม้เล็ก ๆ เรียงราย ตรงมุมถนนมีตะเกียงวิเศษลอยอยู่กลางอากาศ เป็นแสงเวทมนตร์ที่ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านผลัดกันร่ายเพื่อใช้แทนเสาไฟ
ผมถอนหายใจเบา ๆ … โลกใบนี้ไม่เหมือนเดิม โลกที่ผมเคยอยู่เต็มไปด้วยตึกสูง รถติด และเสียงโหวกเหวก แต่ที่นี่ ทุกอย่างเต็มไปด้วยไม้ หิน และกลิ่นดินหลังฝนตก
ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้เกลียดชีวิตแบบนี้เลย
“ฝันดีนะ อาเธอร์” แม่พูดพลางยกมือลูบหัวผมเบา ๆ
“ครับแม่ ฝันดีครับ” ผมยิ้มตอบ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเล็ก ๆ ของตัวเอง
“ข้าว่า... งานปีนี้สนุกกว่าที่คิดเยอะเลยนะ” ลุงเลวิสพูดพลางหัวเราะ เสียงของแกอบอุ่นราวกับแสงแดดตอนบ่าย “ลงแข่งมาหลายปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นราชินีลงมาประกาศผลด้วยตัวเองเลย”“ใช่เลยครับ” เรดตอบพร้อมสะพายตะกร้าดอกไม้ไว้บนไหล่ “แถมดอกไม้ของเราขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่ก่อนประกาศผลอีก นี่มันสุดยอดมาก”รินเดินอยู่ข้างหน้า เธอหันมายิ้มบาง ๆ พลางถือถุงเหรียญรางวัลในมือ “ทั้งหมดนี่ก็น่าจะพอซื้อวัตถุดิบ หรือทำอะไรใหม่ ๆ ได้อีกหลายอย่างเลยนะคะ”อาเธอร์ยิ้ม — รอยยิ้มที่ทุกคนคุ้นเคย มุมปากยกขึ้นเพียงนิด พร้อมประกายในดวงตา “จริงครับ แต่ผมมีอีกอย่างที่อยากทำมากกว่า”“อะไรหละ?” ลุงเลวิสถามขณะควบม้าช้า ๆ ไปตามทางกลับหมู่บ้าน ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ทอแสงสีทองส่องผ่านแนวไม้ใหญ่ที่ปลิวไหวตามสายลมเย็นของยามเย็น“ที่ดินรกร้างทางตอนเหนือของเมืองซานส์สคันส์ครับ” อาเธอร์ตอบเรียบ ๆ แต่เสียงหน
เสียงระฆังทองดังขึ้น “ก๊งงงงงงงงง—!” สะท้อนก้องทั่วจัตุรัสกลางเมือง ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างพากันเงียบลงทันที สายลมเย็นจากภูเขาทางเหนือพัดผ่านกลีบดอกไม้ที่ลอยฟุ้งไปทั่วฟ้า ราวกับธรรมชาติเองก็ร่วมเฉลิมฉลองในค่ำคืนนี้บนเวทีหลักที่ประดับด้วยพวงดอกไม้นับพันชนิด ราชินีเอลิซาเบธก้าวขึ้นมาช้า ๆ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ด้านหลังคือบรรดากรรมการผู้ทรงเกียรติ และองค์ชายจูเลียสที่ยืนเคียงข้างด้วยรอยยิ้มบางอาเธอร์และพวกยืนอยู่แถวหน้าใจเต้นแรง — ลุงเลวิสถึงขั้นกำหมัดแน่น รินยกมือพนมแนบอก ส่วนเรด… แอบซ่อน เหรียญทองที่เหลืออยู่ในกระเป๋า “เผื่อแพ้ จะได้ซื้อดอกไม้กลับบ้านสักกำ” เขาพึมพำเบา ๆราชินีเอลิซาเบธยิ้มอ่อน ก่อนจะตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงใสกังวาน “ข้าได้เห็นผลงานของทุกหมู่บ้าน ทุกแคว้น และทุกพ่อค้าดอกไม้ในอาณาจักรแห่งนี้ ต่างก็งดงามราวสวรรค์บนพื้นดิน... แต่ในปีนี้ มีผู้หนึ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกว่า ‘กลิ่นของความพยายาม’ หอมยิ่งกว่าดอกไม้ใด ๆ ที่ข้าเคยสัมผัส...”เสียงกระซิบฮือฮาดังทั่วงาน “หรือจะเป็
กลุ่มผู้คนที่ยืนชมเริ่มยิ้มออก เสียงชื่นชมดังตามมาไม่ขาดสาย อาเธอร์ฉวยจังหวะนั้นพูดต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่นน่าฟัง “เห็นมั้ยครับ กลิ่นจะค่อย ๆ แผ่ซึมไปเองโดยไม่ต้องจุดไฟ ไม่ต้องใช้เวท และที่สำคัญ — ยิ่งอยู่ในห้องนาน กลิ่นจะยิ่งกลมกล่อมขึ้นครับ ก้านหนึ่งอยู่ได้นานถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง หรือจะมากกว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้องครับ”เขาหยิบการ์ดเล็ก ๆ ขึ้นมาโชว์ ซึ่งมีภาพดอกไม้พร้อมคำอธิบายเรียบง่ายแต่สวยงาม “ในกล่องยังมีการ์ดบอกคุณสมบัติของแต่ละกลิ่นด้วยครับ" ผู้คนเริ่มหันมามองหน้ากัน แล้วพากันพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง“ข้าขอสักกล่อง!”“ข้าเอาสองเลย จะเอาไปฝากแม่บ้านที่โรงเตี๊ยม!”“ข้าอยากให้กลิ่นแบบนี้อยู่ในห้องทุกวันเลย!”ในเวลาไม่ถึงสิบนาที อาเธอร์ขาย “อโรม่าของเด็กอวดดี” ได้เกินครึ่งลัง กล่องไม้เรียงกันหายวับไปทีละกล่อง รินกับเรดถึงกับต้องรีบห่อเพิ่มแทบไม่ทัน ตอนนี้เหลือเพียง 50 ขวดเท่านั้นลุงเลวิสหัวเราะลั่นอย่างภูมิใจ “ฮ่าฮ่า! ข้าไม่รู้หรอกว่าการตลาดเจ้าคืออะไร แต่ข้ารู้ว่
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงระฆังจากหอคอยกลางเมืองอัลซเมียร์ดังขึ้นสามครั้ง เป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “เทศกาลประกวดดอกไม้แห่งอาณาจักร” ที่ผู้คนรอคอยกันทั้งปีเมื่อก้าวเข้าสู่ลานจัตุรัสกลางเมือง อาเธอร์ถึงกับตาโต — เบื้องหน้าเป็นลานกว้างขนาดมหึมาปูด้วยหินอ่อนสีขาวสลับทอง รอบด้านถูกประดับด้วยซุ้มดอกไม้หลากสี บ้างอยู่ในกระถางแก้วใส บ้างลอยอยู่กลางอากาศด้วยพลังเวท บ้างกำลังเปล่งแสงวูบวาบราวกับมีชีวิต กลางลานมีเวทีไม้ยกสูงประดับด้วยพวงดอก โซลาเรีย — ดอกไม้สีทองที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองอัลซเมียร์ ซึ่งจะบานเพียงสามวันในรอบปีเท่านั้นเสียงดนตรีเครื่องสายบรรเลงคลอไปทั่ว พลิ้วไหวด้วยท่วงทำนองอบอุ่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ พ่อค้า แม่ค้า ชาวเมือง และนักท่องเที่ยวจากต่างอาณาจักรต่างหลั่งไหลเข้ามา — ใส่เสื้อผ้าสีสด ดอกไม้ประดับผม บ้างถือช่อดอกไม้ประจำหมู่บ้านตนเอง มาร่วมแสดงความภาคภูมิใจ“โอ้โห… ไม่คิดเลยว่าจะอลังการขนาดนี้” เรดอุทาน“เหมือนสวนสวรรค์เลยค่ะ
อีกสองตัวกระโจนเข้าพร้อมกันจากสองด้าน เรดหมุนตัว หย่อนปลายดาบแตะพื้นแล้วลากขึ้น เปลวเพลิงแตกตัวออกเป็นวงแหวนลุกโชติช่วง — “วงเพลิงหมุนวน” คลื่นไฟหมุนรอบตัวเขา กวาดพวกไลแคนซ์กระเด็นกระดอนราวกับใบไม้ต้องพายุกองทหารที่เหลือม
อาเธอร์ยิ้มกว้าง “ดีใจจัง... คราวนี้ผมไม่ตกแล้ว”“ยังหรอก” ลิลลี่ยกคิ้ว “ไว้ค่อยลองตอนมันอยากวิ่งจริง ๆ แล้วจะรู้ว่ามูนเรย์นี่ดื้อระดับไหน”“ว่าแต่ จะฝากไว้ที่นี่หรือเอากลับไปที่โรงแรมหละ?” ลิลลี่ถาม พลางตบคอมูนเรย์เบา
อาเธอร์เดินช้า ๆ ผ่านฝูงม้าที่กำลังกินหญ้า พลางมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ“อื้อหือ… ถ้าเป็นชีวิตก่อนนี่ เซลฟี่ยับแน่เลย” เขาพึมพำกับตัวเอง พร้อมยิ้มกว้างขณะที่กำลังจะเดินต่อ เขากลับรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมา
“งั้นข้าขายเจ้าขวดละหนึ่งเหรียญเงินดีไหม?” ทีชหัวเราะเบา ๆ “ขวดพวกนี้ต้องเป่าให้เข้าทรง แล้วยังมีลวดลายพระจันทร์อีก—ละเอียดมากเลยนะ”“เยี่ยมเลยครับ!” อาเธอร์ตอบอย่างตื่นเต้น ก่อนจะเสริมต่อ “แต่ถ้าเพิ่มลูกเล่นอีกนิดได้มั้ยครับ ผมอยากให้ข้างในข











