LOGINภานนท์ เบรนดอน-เวสารัช หนุ่มลูกครึ่งเชื้อสายไทยที่เกิดและโตในสหรัฐฯ ได้รับมอบหมายให้ตามหาตัวนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เพื่อความเนียนในการแฝงตัวอยู่ในไทย เขาได้รับความช่วยเหลือเต็มที่จากท่านประธานบริษัทใหญ่ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อมดแห่งวงการอุตสาหกรรม เป็นความสัตย์เขาไม่คิดว่าจะต้องมาปฏิบัติการสอนรักลูกสาวท่านประธาน หญิงสาวที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา คอยทำตัวเป็นปฏิปักษ์ ถึงแม้นับครั้งไม่ถ้วนที่นึกอยากจูบปากคอยหาเรื่องทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เขาก็ไม่ได้วางแผนถึงขั้นจะก่อไฟพิศวาสเร่าร้อนขณะเดินทางสู่เส้นทางอันตรายด้วยกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็นะ...ครั้งเดียวหรือจะพอ
View Moreเด็กชายสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ มือเล็กป้อมยกขึ้นขยี้ตาขับไล่ความง่วงงุน เขานั่งตัวแข็งทันทีที่หายงัวเงีย เมื่อได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดแฝงความโหดเหี้ยมเย็นชา
“บอกมา เบรนดอน อินวิซิเบิลแมนอยู่ที่ไหน?”
“ไม่มีอินวิซิเบิลแมน”
เด็กชายได้ยินบิดาตอบ
“โกหก!”
เสียงแหบห้าวเหมือนถูกบีบออกมาจากหลอดเสียงแห้งผากที่เด็กชายไม่เคยได้ยินมาก่อนตวาดลั่น ฟังว่าใกล้คลั่งเต็มที
“คนของฉันที่แฝงตัวเข้าไปรายงานว่าการทดลองโครงการอินวิซิเบิลที่กองทัพเป็นตัวตั้งตัวตีให้เงินสนับสนุนประสบความสำเร็จ แล้วจะไม่มีอินวิซิเบิลแมนได้ยังไง?”
“คนของแกโกหกน่ะสิ”
“ไม่! คนของฉันไม่กล้าแม้แต่จะคิดโกหกฉัน บอกมาเถอะ เบรนดอน แล้วฉันจะไว้ชีวิตแกกับเมียแก”
“ฉันบอกแล้วว่าไม่มีอินวิสเบิลแมน ข่าวการทดลองสร้างมนุษย์ล่องหนเป็นแค่ข่าวลือ”
“บอก!”
เสียงออกคำสั่งฟังห้าวและต่ำลึก
“ถ้าไม่อย่างนั้น แกจะได้เห็นว่าความปากแข็งของแกได้พรากชีวิตเมียของแกไปจากแกยังไง!”
เด็กชายได้ยินเสียงผู้หญิงอุทาน หรืออาจจะเป็นเสียงครางด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่แน่ใจนัก แต่จำได้ว่าเสียงนั้นคือเสียงมารดา
“มอมมี่” เขาเรียกมารดาด้วยเสียงกระซิบ
สัญชาตญาณของเด็กน้อยบอกเขาว่าทั้งพ่อและแม่ของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย มีคนร้ายบุกเข้ามาในบ้านกลางดึก และมันก็กำลังจะทำร้ายแม่ที่รักของเขา
เด็กชายตัวสั่นเทา เขากลัว แต่เขาก็จะต้องลงไปช่วยพ่อกับแม่
ร่างเล็กปีนลงจากเตียง แต่ขาเด็กสี่ขวบสั้นกว่าความสูงของเตียง เขาจึงพลิกตัวคว่ำหลังจากเลื่อนมาที่ริมเตียง จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนตัวลงสู่พื้น
เขาได้ยินเสียงมาดาร้องกรี๊ดขึ้นตามด้วยเสียงตะโกนอย่างโกรธจัดของบิดา
“ปล่อยเธอ เมียฉันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้!”
“ถ้าอยากให้ปล่อยก็บอกมาสิวะ อินวิซิเบิลแมนถูกเก็บไว้ที่ไหน”
“บอกแล้วว่าไม่มีอินวิซิเบิลแมนบ้าบออะไรทั้งนั้น!”
“ยังจะปากแข็ง แปลว่าแกอยากเห็นเมียสุดที่รักของแกตายไปต่อหน้าต่อตายอย่างนั้นใช่มั้ย?”
เด็กชายรีบวิ่งออกจากห้องหลังจากขยื้อเขย่งจนมือถึงตัวลูกบิดบนประตู และสามารถเปิดออกได้สำเร็จ
เท้าเล็กในถุงเท้าขาววิ่งออกไปที่ชานพักชั้นบน ชะงักนิดหนึ่งเมื่อพบว่าคนร้ายไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มีถึงสามคน
คนหนึ่งยึดต้นแขนมอมมี่ของเขาเอาไว้มั่น อีกคนกดมือลงบนต้นคอพ่อของเขาที่นั่งคุกเข่าบนพื้น แล้วเขาก็รู้ว่าเสียงที่ได้ยินมาจากชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพ่อของเขา
ในมือของชายคนนั้นมีปืน เขารู้จักมันดี
พ่อของเขาสะสมปืนโบราณไว้หลายกระบอก เวลาพ่อเอาปืนที่มีลวดลายสวยงามที่ด้ามเหล่านั้นออกมาทำความสะอาด เขามักจะเข้าไปนั่งดูอยู่ใกล้ๆ พ่อก็จะสอนเขาให้ระวัง ยังบอกให้รู้ถึงอันตรายของมันที่สามารถทำให้คนหรือสัตว์ตายได้ถ้าถูกยิง
เวลานี้ชายร่างใหญ่ที่ส่งเสียงเกรี้ยวกราดข่มขู่พ่อของเขา ก็กำลังหันปลายกระบอกปืนไปทางแม่ของเขา
ปืนนั้นกระบอกสั้นและเล็กกว่าปืนสะสมของพ่อ แต่ก็คงยิงคนตายได้เช่นกัน
“ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าแกยังปากแข็งเมียของแกจะลงไปรอแกอยู่ในนรก! หนึ่ง...”
เด็กชายวิ่งลงบันใดอย่างไม่คิดชีวิต เสียงเล็กๆ ตะโกนนำไปก่อน
“อย่าทำอะไรมอมมี่นะ!”
เขาลงไปถึงพื้นเบื้องล่าง ได้ยินเสียงร้องกรี๊ดของแม่
“พอลอย่าลงมาลูก กลับขึ้นไป!”
พร้อมกันนั้นพ่อของเขาก็โผนมาข้างหน้า คนร้ายที่คุมตัวตัวพ่อคงคาดไม่ถึงว่าพ่อจะตัดสินใจเช่นนั้น
แรงโถมปะทะของพ่อทำให้ชายที่มีปืนในมือเสียหลัก ปืนหลุดจากมือตกสู่พื้น พ่อพยายามจะก้มลงเก็บ แต่ชายคนนั้นใช้เท้าเตะเพื่อไม่ให้พ่อของเขาได้เข้าถึง จากนั้นก็ใช้เข่าข้างหนึ่งกระทุ้งใส่บริเวณหน้าอกของพ่อ จนพ่อของเขาตัวงอ
เด็กชายมองปืนที่มาหยุดอยู่ตรงปลายเท้า หูได้ยินเสียงคำรามอย่างโกรธจัดของคนร้าย
พ่อของเขาถูกเตะ ต่อย ลงไปกองกับพื้น
“แกอยากตายนักใช่มั้ย เอาล่ะ ฉันจะให้แกได้สมใจ!”
เสียงคนร้ายพูดเป็นคำรามหอบๆ
เด็กชายรู้ว่าพ่อของเขาจะต้องถูกฆ่าตาย มอมมี่ของเขาก็ด้วย แล้วจากนั้นพวกมันก็คงจะฆ่าเขาอีกคน
เขาก้มลงหยิบปืนขึ้นมา มันค่อนข้างหนักสำหรับมือเล็กป้อมของเขา นอกจากหนักยังเย็นเยียบราวกับหิมะ
เด็กชายได้เสียงคลิก เมื่อนิ้วเล็กของเขาสอดผ่านเข้าไปในวงกลม แขนทั้งสองเหยียดไปข้างหน้าสั่นๆ
เขาจะต้องช่วยพ่อกับมอมมี่ เด็กชายบอกตัวเองขณะเล็งมือไปทางชายร่างสูงใหญ่ที่กำลังจะยกเท้ากระทืบลงไปบนร่างนอนคุดคู้บนพื้นของพ่อของเขาซ้ำอีกครั้ง
เขาเหลือบมองมารดา ทันเห็นมอมมี่มองเขาด้วยดวงตาเบิกโต
“อย่าลูก พอล! หนีไป!”
ปัง!
“คุณหนูแจน อย่าเพิ่งเข้าไปค่ะ คุณตากำลังทำงานนะคะ”เสียงเอะอะของพี่เลี้ยงเด็ก เรียกให้เจ้าของร่างสูงตรง หมุนตัวตั้งรับก่อนประตูห้องทำงานที่เขาหันหลังให้ จะเปิดผางเข้ามา“คุณตาขา...”เสียงเล็กใสนำมาก่อนร่างเล็กๆ จะวิ่งปร๋อเข้ามา ไม่ยอมฟังเสียงทัดทานใดๆ ของพี่เลี้ยงวัยสี่สิบปลายภานนท์ เบรนดอน โน้มตัวลงรับร่างบอบบางของเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่โถมเข้าหา ทันทีที่ที่ถูกอุ้มขึ้น คนตัวเล็กก็ตวัดแขนเล็กๆ โอบฉับเข้ารอบลำคอแข็งแรงของผู้เป็นตาทันที“ว่าไง หลานสาวคนสวยของตา”น้ำเสียงของชายสูงวัยอ่อนโยนพอๆ กับสีหน้า ขณะมองหน้าเรียวใส ประดับด้วยนิลน้ำงามเม็ดใหญ่ที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่และยาย “คุณแม่ค่ะ คุณแม่บอกว่า...จะมีน้องให้แจนตั้งสองคนแน่ะ” เสียงเล็กใสรายงานแจ้วๆ “แล้วคุณแม่ยังบอกด้วย ว่าจะให้แจนช่วยเลี้ยงน้องด้วยค่ะ” “ลงจากรถได้ก็วิ่งลิ่วมาเลยนี่ก็เพื่อจะบอกคุณตานี้เอง” เสียงพูดดังมาก่อนร่างที่ยังดูอ้อนแอ้นแม้วัยจะอายุเข้าปีที่ห้าสิบเจ็ดภานนท์มองเลยไหล่ภรรยาไปด้านหลัง“ยายสาวกับตาจอชล่ะ ไม่ได้มาด้วยหรือ” เขาถามถึงบุตรสาวกับหลานชาย“สาวคุยอยู่กับอาจิที่ห้องนั่งเล่นแน่ะค่ะ” ทิราภ
“น้าเพชร...”“น้าเพชรขา!”ทันทีที่ชายหนุ่มร่างสูงตรงเดินเข้าประตูห้องโถงชั้นนอก เสียงเด็กชาย เด็กหญิงก็ประสานกันขึ้นทันทีทันใด ก่อนเด็กชายคนพี่จะวิ่งนำ มีน้องสาวตัวเล็กตามไปติดๆชายหนุ่มเพียงตบศีรษะหลานชายเบาๆ ทีหนึ่ง แต่ย่อตัวกางแขนรอรับร่างเล็กจ้อยของแม่สาวตัวน้อยๆ วัยเพียงสองขวบครึ่งที่โผเข้าหา “คิดถึงน้าเพชรที่ซู๊ด-เลย”เสียงฉอเลาะเล็กๆ ด้วยภาษาไทยฟังแปร่งน้อยๆ น่าเอ็นดูถึงแม้คุณย่าผู้ชาตินิยมจัด รวมไปถึงบิดามารดาต่างใช้ภาษาไทยสำหรับสื่อสารในครอบครัว ทว่าผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะเมื่อต้องไปเรียงเรียน มีแต่ฝรั่ง การที่เด็กชาย อจิรวิชญ์ แอนดรูส์ แฮรี่ วิลเลียม โอ ฮาเบอร์ วัยหกขวบ กับเด็กหญิง จิรชยา เจสสิก้า โอ ฮาเบอร์ น้องจ๋าหรือจาญ่าวัย3 ขวบครึ่ง ยังพูดไทยกับคนใกล้ชิดได้แจ๋วๆ นับว่าเป็นความสำเร็จสำหรับเด็กที่สืบสายเลือดไทยสามในสี่ เกิดและโตในต่างแดน“น้าเพชรฮะ” เด็กชายอจิรวิชญ์เรียกผู้เป็นน้า แทรกเสียงหัวเราะคิกคักของน้องสาว ที่กำลังเบนหน้าเอนคอหนีปากจมูกของน้าหนุ่ม ที่ทำท่ากลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าขย้ำลูกแกะน้อย ด้วยความจั๊กจี้ เพราะถึงใบหน้าของน้าเพชรจะดูเกลี้ยงเกลา แต่แก้มคางเร
“การที่เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเฟย์รีนเมื่อเจอกันที่สระน้ำ ทั้งที่พี่รู้ว่าเขารู้จักกัน สนิทกันเลยละ เฟย์รีนเคยเป็นพนักงานคนหนึ่งในบริษัท เป็นผู้ช่วยเลขาของคุณพ่อ คริสต์มาสปีที่แล้วเขาก็ไปร่วมงานฉลองเทศกาลที่บ้าน วันนั้นทัชพลก็ไป คนไปกันเยอะ เป็นร้อย ก็มีทางเป็นไปได้หรอกว่าเขาอาจไม่ทันเห็นกันพอที่จะทำความรู้จักกัน แต่เผอิญพี่ไปเห็นเขาหลบไปคุยกัน ท่าทางเหมือนจะรู้จักกันมาก่อน เฟย์รีนลาออกจากงานหลังจากนั้นโดยบอกว่าจะไปแต่งงานกับเศรษฐีกรีก แล้วก็จะย้ายไปอยู่กรีซ แต่มีคนของพี่ไปเห็นเขาที่ลองไอแลนด์สองเดือนให้หลัง พี่เริ่มสะดุดใจเลยให้คนของพี่ลองสืบดู พบว่าเฟย์รีนไม่เคยมีเศรษฐีกรีกที่ไหนมาติดพันด้วยซ้ำ แต่มีผู้ชายในชีวิตคนหนึ่ง ออกจะลึกลับ ไปมาหาสู่โดยไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตา”จอมสุรางค์นิ่งฟัง“พี่สืบอยู่นาน อยากรู้ว่าผู้ชายลึกลับคนนี้เป็นใคร แต่ไม่เคยได้คำตอบ กระทั่งอะไรหลายๆ อย่างงวดเข้า ได้หลักฐานจากที่นั่นมานิดหน่วยงานโน้นให้มาหน่อย รวมถึงข้อมูลเชิงลึกว่าคนขโมยสูตรไปอาจจะเป็นคนเดียวกับเจ้าพ่อตลาดมืดในแถบเอเชียตะวันออก รู้จักกันในนามฝงเจีย”อชิรวิศเล่าเสียงเรียบ มีเพียงคิ้วที่ขมวดน้อยๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หล่อนก็ถูกพากลับขึ้นเรืออีกครั้ง“จุ๋มขอโทษ” หล่อนพูดเสียงอ่อนอ่อย มองหน้าขมวดบึ้งตึงด้วยนัยน์ตาโศกเชื่อม “แต่ที่จุ๋มตัดสินใจทำลงไปก็เพราะรู้ว่ามีคนพร้อมจะเข้าไปช่วยถ้าจุ๋มเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา แล้วจุ๋มก็ไม่ได้เดินเข้ากับดักคนร้ายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือขาดสติ จุ๋มรู้ตั้งแต่คุยโทรศัพท์แล้วว่าเจ้าของเสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่ใช่เพชร”“เรื่องนั้นพี่ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่ารู้ได้ยังไง”เสียงพูดมายังห้วนกริ๊บ ขนาดว่าอยากรู้นะนั่น“ก็... อย่างแรกเลย จุ๋มรู้ว่าเพชรจะไม่มีวันขอร้องให้จุ๋มเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือเขา แต่คนที่โทรมาไม่รู้จักเพชรดี แล้วก็คงตั้งใจแสดงบทบาทคนถูกผู้ร้ายจับตัวมากไปหน่อย แต่ที่ทำให้จุ๋มรู้ว่าคนร้ายที่พูดกับจุ๋มต่อจากเพชรคือคุณธัชพล ถึงว่าเขาจะพยายามดัดเสียงให้แปลกไป แต่คงลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เขาออกเสียงเมื่อเรียกจุ๋ม ‘มิสธันยธร’ชัดมาก ชนิดคนไทยด้วยกันเท่านั้นจะออกเสียงได้ชัดไม่ผิดเพี้ยนเลยขนาดนั้น ประกอบกับที่พี่อชิบอกจุ๋มว่าคนร้ายอยู่บนเรือ ตอนที่จุ๋มรับโทรศัพท์มีเสียงอื้อๆ คล้ายเสียงลมพัดเข้าโทรศัพ์ชัดมาก แสดงว่าคนที่โทรมาคงจะโทรจากด





