Mag-log in
จากใจนักเขียน
สวัสดีนักอ่านทุกท่าน ก่อนอื่นขอขอบคุณที่เลือกหยิบผลงานเรื่องนี้นะคะ หนูภพตะวันกับป๋าวารุณดีใจแน่นอน ด้วยความที่ปุ๋มชอบเขียนแนวนายเอกแกร่ง ฉลาดและแสบนิดๆ บวกกับได้ไอเดียเกี่ยวกับการทำธุรกิจหลายๆ อย่าง ก็เลยวางโครงเรื่องไว้ว่า เด็กธรรมดาที่มีชีวิตติดลบ จะใช้เวลาเพียงครึ่งปีสร้างเครดิตจนสามารถกู้เงินพันล้านได้อย่างไร
ปุ๋มหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขที่ได้อ่านผลงานเรื่องนี้ของปุ๋มจนจบนะคะ ^^
บทนำ
ประกาศผลคะแนนสอบของโรงเรียนปรากฏชื่อ ภพตะวัน กิตติธารา อยู่ในลำดับที่หนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อที่บรรดานักเรียนที่กำลังยืนดูลำดับคะแนนของตนเห็นแล้วต่างบุ้ยปาก
“ไอ้ภพตะวันอีกแล้ว”
“ก็แน่สิ TCAS[1] คะแนนเต็มของเขาสูงที่สุดในประเทศเลยนะ เจ้านั่นน่าขนลุกเป็นบ้า”
“เมื่อก่อนเรียนนานาชาติ ค่าเทอมเดือนละห้าแสน แต่บ้านล้มละลายถึงต้องลดตัวมาเรียนโรงเรียนบ้านๆ กับพวกเรานี่ไงล่ะ”
“เป็นเจ้าชายสูงส่งปานนั้น แล้วทำไมถึงทำตัวหิวเงินน่าเกลียดขนาดนี้ ไม่เหลือคราบคุณชายเลยสักนิด”
เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ ทุกคนที่รู้จักภพตะวันเอ่ยถึงลูกคนรวยตกอับบ้างล่ะ หยิ่งบ้างล่ะ ทำตัวน่าสมเพชบ้างล่ะ แต่เรื่องระดับสติปัญญาแล้วไม่มีใครโต้แย้งได้ และคนที่ทุกคนกำลังพูดถึงกำลังเดินดุ่มออกจากกลุ่มคนหน้าบอร์ดไปเงียบๆ ประมาณว่าหนีดีกว่า
ภพตะวันแต่งกายชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายไม่ต่างจากคนอื่นๆ เลย ใบหน้าเรียวรูปไข่ เรือนผมดำยาวประกายน้ำตาลปลิวพลิ้วระใบหน้าในชั่วเวลาหนึ่ง นิ้วมือเรียวงามจึงปัดผมออก เพียงเท่านี้พวกหนุ่มๆ ก็มองเพลิน พึมพำว่าน่ามองทุกมุมมองเป็นแบบนี้นี่เอง แต่ที่จะผิดแผกจนไม่มีใครอยากยุ่งด้วยก็คือเขาตั้งอกตั้งใจเก็บขวดน้ำที่ทิ้งเกลื่อนตามถังขยะ รวบรวมเอาไว้ ป้าแม่ค้าร้านข้าวในโรงอาหารไหว้วานให้ทำอะไร ภพตะวันก็รับทำให้หมด เรียกว่าอะไรที่ทำเงินได้ก็ไม่เกี่ยงเลย ซึ่งแหล่งรายได้หลักๆ ของเขาก็คือรับติวข้อสอบ
“แหม... อันดับหนึ่งของประเทศกำลังทำอะไรอยู่เหรอ ฉันยกกระป๋องน้ำอัดลมให้เอามั้ย”
เสียงทักทายดังขึ้น ซึ่งไม่ต้องตีความก็รู้เจตนาของคนพูดได้ว่ากำลังเสียดสี ภพตะวันถนัดเรื่องขอบคุณอยู่แล้วจึงยิ้มและขอบคุณทันที แต่อีกฝ่ายโยนกระป๋องเปล่าข้ามหัวเขาไป กลิ้งตกไปที่พื้น คนโยนก็อุทานอุ๊ยตาย จงใจร้องเสียงดังให้นักเรียนคนอื่นๆ ที่นั่งเล่นอยู่แถวม้าหินหันมามอง
“ฉันโยนพลาดน่ะ ขอโทษด้วยนะ อันดับหนึ่งของประเทศใจดีจะตาย คงไม่โกรธกันนะ”
“ไม่เป็นไรๆ ฉันเก็บเอง” ภพตะวันไม่อยากมีเรื่องจึงก้มเก็บ ชินเสียแล้วล่ะที่ต้องขายหน้า จะใครพูดก็ช่างเถอะ เขาไม่คิดมากอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกรา ทำทุกวิถีทางให้ภพตะวันอายให้ได้
“เที่ยวเก็บขยะขายแบบนั้น จะได้เงินสักเท่าไรเชียว”
“ช่วงนี้ขวดพลาสติกได้ราคา ก็คงจะได้ประมาณยี่สิบบาท พอได้ค่ารถเมล์” ภพตะวันคำนวณคร่าวๆ อย่างจริงจัง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโยนเงินให้หนึ่งร้อย
“เงินค่าชีทติวไงล่ะ เอาไปสิ ไม่ต้องทอน”
“อ้อๆ ขอบใจๆ”
เมื่อก่อนภพตะวันเป็นคุณชายผู้มีอันจะกิน เงินค่าขนมที่ได้แต่ละวันมากกว่าเงินเดือนของคนทั่วไปเสียอีก เวลาไปเรียนก็จะมีคนขับรถรับส่ง มีเพื่อนฝูงเดินตามมากมาย พออายุเข้าวัยรุ่น ความหล่อก็ยิ่งเผยชัด เขาเป็นหนุ่มเต็มตัวและหน้าตาดีไร้ที่ติ ใบหน้าหวานซึ้ง นัยน์ตาคมทอประกายฉลาดเฉลียว ผิวขาวนวลนุ่ม ดูเผินๆ งามราวกับตุ๊กตา แม้แต่เด็กๆ ก็ยังรู้สึกถึงความพิเศษในตัวเขา ใครๆ ก็ชื่นชมว่าเขาเป็นคนเก่งและหน้าตาดี แต่มันก็เป็นอดีตนานแล้ว เวลานี้ก็ต้องปรับตัวกันไป ภพตะวันก้มเก็บเงิน เอามาปัดฝุ่นแล้วพับเก็บใส่กระเป๋าสตางค์อย่างพิถีพิถัน ก่อนจะกล่าวยิ้มๆ
“สอบคราวหน้ามาอุดหนุนกันใหม่นะ”
ภพตะวันยิ้มแฉ่ง แต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มด้วย สะบัดหน้าเดินออกไปพลางพึมพำว่าน่าสมเพช ก็แน่ล่ะ เจ้าตัวสอบแข่งขันกับภพตะวันมาตลอด พยายามเรียนพิเศษมากมายแต่ก็ยังทำคะแนนได้ไม่ดีเท่า ไม่ที่สองก็ที่สามตลอด ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ลองลดทิฐิซื้อชีทติวจากภพตะวันมาอ่าน คะแนนสอบย่อยก็เลยพอตีตื้นขึ้นมาหายใจรดต้นคอ แต่เพื่อนคนอื่นๆ ต่างพูดว่าเป็นเพราะอานิสงส์จากชีทติวของภพตะวันต่างหาก ทำให้เจ้าตัวเสียหน้าไม่น้อย
ภพตะวันยืดตัวไล่เมื่อย เดินไปล้างไม้ล้างมือ ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดูหงุดหงิดอะไรปานนั้น แต่ก็ช่างเถอะ ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนเขามาช่วยทำบัญชีภาษีให้ป้าๆ ร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำปั่น ร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ละร้านต่อแถวเรียงคิวให้เขาจัดเก็บใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ยอดขายลงบันทึกคำนวณด้วยการกดเครื่องคิดเลขแป้นใหญ่ๆ ดังแกร๊กๆ
“ยอดขายรวมของปีภาษีนี้เท่ากับ 1,273,658 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ที่ร้อยละ 60 ตามกฎหมาย เท่ากับ 764,194.80 เหลือ 509,463.20 หักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ได้อีก 60,000 บาทเหลือเป็นเงินได้สุทธิเท่ากับ 449,463.20 บาทต่อปี หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกไม่เสียภาษี หนึ่งแสนห้าหมื่นต่อมาเสียภาษีร้อยละห้า ยอดที่เหลือคิดภาษีร้อยละ 10 รวมยอดภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายทั้งหมดเท่ากับ 22,446.30 บาทครับ”
ภพตะวันจิ้มๆ เครื่องคิดเลข ก่อนจะเงยหน้ายิ้มแฉ่ง “ถ้าอยากลดยอดภาษี แนะนำให้ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีครับ”
“ขอบใจมากนะหนูภพ หนูช่วยป้าได้เยอะเลย”
“ด้วยความยินดีครับ”
โลกของธุรกิจเป็นเรื่องน่าหลงใหล ตัวเลขกำไรสุทธิ งบบัญชี ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน เงินปันผล กองทุน ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ภพตะวันสนใจ เขาอ่านบทความเกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จมากมาย ศึกษาวิธีการตัดสินใจที่ถูกต้อง ดีลธุรกิจรูปแบบต่างๆ การเลือกหุ้นที่เหนือความคาดหมาย และที่เขาสนใจเป็นพิเศษคือความผิดพลาดของผู้บริหารเก่งๆ โดยเฉพาะพ่อของเขา
พ่อสอนว่าความสำเร็จในอาชีพไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายเหมือนอย่างที่บทความสวยหรูพวกนั้นบอก แต่มันเกิดจากการเคี่ยวกรำนานปี เรียนรู้จากการทำซ้ำแล้วซ้ำอีก แก้ไขในสิ่งที่ผิดมหันต์และปรับปรุงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ชีวิตไม่ได้เดินทางจากจุดเอไปจุดบีเป็นเส้นตรง แต่มันจะต้องมีข้อผิดพลาดชนเข้ามาจนเราหัวโน และเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่เอาหัวไปชนอีกก็เท่านั้นเอง
“รายการบัญชีและเอกสารยื่นภาษีเสร็จเรียบร้อยครับ พรุ่งนี้ไปยื่นที่สรรพากรเขตได้เลยนะครับ”
หลังจากเสร็จงานเขาก็ยิ้มหน้าแป้น พนมมือรับเงินค่าแรงร้านละห้าร้อยบาท เมื่อนั่งรถเมล์กลับถึงบ้าน ภพตะวันก็แอบเอาเงินที่หาได้ยัดใส่เก๊ะเงินของพ่อแล้วย่องกลับขึ้นห้องไปเปิดคอม ตั้งกล้องทำคลิปสอนกวดวิชาลงยูทูปหารายได้อีกทางเป็นกิจวัตร ยอดวิวก็ถือว่าโอเคเลย รายได้ต่อเดือนพอช่วยค่าน้ำค่าไฟให้ที่บ้าน เขาขวยขวายหาเงินมากจนถูกหัวเราะ ใครๆ ต่างก็พูดว่าเงินไม่ใช่กุญแจไขไปสู่ความสำเร็จ แต่ภพตะวันก็คิดเสมอว่าถ้ามีเงินมากพอ เขาก็สั่งทำกุญแจได้
หากการเรียนรู้ความผิดพลาดทางธุรกิจของคนอื่นแล้วนำมาป้องกันแก้ไขเป็นเรื่องที่ดี ข้อผิดพลาดทางธุรกิจของพ่อก็เป็นบทเรียนแรกที่เขาได้สัมผัส พ่อหลุดออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล บ้านเขาติดหนี้อยู่ราวๆ เก้าร้อยกว่าล้านบาท... ตีหยาบๆ ว่าพันล้านไปก็แล้วกัน เงินที่ภพตะวันพยายามหาได้แต่ละวันมันจึงเล็กยิ่งกว่าธุลี
หนี้ก้อนนี้เกิดจากการทำธุรกิจกงสีของตระกูล แต่ไม่รู้ทำไมพอทุกอย่างล้มครืน พ่อของเขากลับเป็นคนรับภาระหนี้เพียงผู้เดียว เข้าทำนองยามกินก็มีคนร่วมกินด้วย แต่ยามอด จะเหลียวมองหาข้าวจากใครก็ไม่มีเลย
“ธุรกิจอสังหาฯ เป็นการเล่นกับความเสี่ยง”
พ่อคุยกับเขาเมื่อมีเวลาว่างเสมอ แววตาของพ่อมีความสุขเมื่อพูดถึงความสำเร็จ “ลูกคงจำได้ พ่อมีตึกอยู่ทั่วกรุงเทพ นนทบุรี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ระยอง สุราษฎร์ธานี”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นหรือครับพ่อ”
“ความโลภอย่างไรล่ะ พ่อเลยเสียทั้งกระดาน ก่อนจะเสียมันไป พ่อก็คิดได้ว่า อ้อ รสชาติของชีวิต มันมีรสชาติดีไม่น้อย จำไว้นะลูก ถ้าจะสร้างอะไรสักอย่าง เราต้องใช้เงินคนอื่น”
“ใช้เงินคนอื่น?”
พ่ออมยิ้ม สอนเขาเรื่องการจำนอง การหมุนเงิน การขอกู้เงิน พ่อของเขาเคยร่ำรวยเข้าขั้นเจ้าสัวดาวรุ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเวลาล้มจึงล้มดังกว่าเพื่อน ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็เริ่มเปลี่ยนไปตามประสาคนเคยรวย รถยุโรปหรูทยอยขายเหลือแค่รถญี่ปุ่นมือสองหนึ่งคัน คฤหาสน์หลังงามเหลือแค่บ้านเดี่ยวขนาดสองห้องนอน ทรัพย์สินที่มีหลุดมือไปทีละชิ้น ดีที่ได้ลุงสุวิทย์ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ คอยช่วย พ่อจึงถอดชุดสูทออกแล้วมาทำงานที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ส่วนแม่ทยอยขายเครื่องเพชรและของมีค่าเพื่อหาเงินหมุนเวียน แต่มันก็ยังไม่พอ
ตั้งแต่นั้นมาภพตะวันเห็นพ่อพยายามวิ่งหาเงินทุกทางเหมือนหนูถีบจักร พ่อยื่นกู้ครบทุกธนาคารและขอความเมตตาจากผู้มีอันจะกินทั้งหลาย หรือพูดง่ายๆ ว่าขอกู้นั่นแหละ แต่ยิ่งกู้ก็ยิ่งจมลึกขึ้น เหมือนวัวที่พยายามหนีจากโรงเชือดแต่พันเชือกรัดคอตัวเองจนยุ่งเหยิง เวลาไปรวมญาติกันแต่ละครั้ง คำดูถูกดูแคลนก็ลอยมาให้ภพตะวันได้ยินเสมอ เมื่อก่อนพ่อกับแม่ได้รับเกียรติเป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวนี้ต้องคอยบริการอำนวยความสะดวก ส่วนเขาต้องยกข้าวเก็บจานให้ไม่ต่างอะไรจากคนใช้เลย และแน่นอนว่าทั้งคำนินทา ทั้งเบ่ง เกทับ ติทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัว โดยเฉพาะป้าแจ่มจันทร์ ภรรยาของคุณลุงจะพูดในวงอาหารแบบไม่ไว้หน้าบ้านเขาเลย
“เอ้า จานที่พี่ๆ เขากินเสร็จแล้วก็ยกไปล้างด้วยสิ”
“ครับ”
“ภพ เดี๋ยวแม่ทำเองลูก หนูไปนั่งพักเถอะ”
“ภพตะวันเป็นลูกก็ต้องคอยช่วยงานแม่นั่นแหละถูกต้องแล้ว ล้างจานแค่นี้ยังทำอิดออด น่าอายจริงๆ”
“แล้วทำไมภพถึงต้องเป็นคนล้างให้คนอื่นตลอดเลยล่ะครับคุณป้า แม่กับภพต้องตื่นมาจัดเตรียมของ กินก็ได้กินทีหลังแถมยังต้องมาเก็บล้างอีก ตกลงงานรวมญาติหรืองานเอาเปรียบกันแน่ครับ”
“เอ๊ะ ไอ้เด็กนี่!”
“ภพ ไม่เอาลูก” แม่พยายามปรามเพราะไม่อยากให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าว ภพตะวันก็ได้แต่เก็บความขัดข้องใจเอาไว้และยกมือไหว้ขอโทษ ความที่แม่ของเขามีพื้นฐานมาจากครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง ญาติๆ ของพ่อก็เลยไม่ค่อยชอบแม่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาคุยกับแม่พวกเขาก็จะถือตัว โดยเฉพาะป้าแจ่มจันทร์ที่จะคุยกับภพตะวันเพื่อกระแซะไปถึงแม่ตลอด
“เรียนเก่งก็ไม่ได้ความว่าจะได้ดีหรอกนะ มีถมไปที่จบมาแล้วหางานไม่ได้ อีกหน่อยก็ต้องมาของานที่บริษัททำใช่มั้ยแหละ ดูอย่างแม่ของแก เมื่อก่อนก็ทำงานนั่งโต๊ะ เจอหน้าพ่อเขาแค่แวบสองแวบก็ท้องซะแล้ว เดี๋ยวนี้ก็เลยเป็นคุณนายสบายไป ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะว่าจะมาใช้อภิสิทธิ์ลูกหลานกิตติธาราไม่ได้”
“ครับ”
“เวลาจะพูดจะจาอะไรกับผู้ใหญ่ก็ต้องรู้จักมีสัมมาคารวะ ต้องรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ไม่ใช่นึกจะพูดอะไรก็พูด มันดูเป็นพวกไม่มีการศึกษานะ เข้าใจมั้ย”
“ครับ”
ป้ามีปากก็เลยพูดไปเรื่อย และพูดต่อหน้าแม่ว่าภพตะวันนิสัยไม่ดี คงจะได้นิสัยมาจากทางแม่เยอะ เลือดแม่มันไม่ดี ภพตะวันโตพอรู้ความแล้วก็เอ๊ะ รู้แล้วว่าป้าสะใภ้ไม่ได้หวังดีอยากอบรมสั่งสอนอะไรหรอก แต่ป้ากำลังดูถูกเขาและแม่อยู่
“อะไรนี่ ชักสีหน้าใส่ฉันแบบนี้หมายความว่าอะไรมิทราบ นี่เธอ สั่งสอนลูกซะบ้างนะ อย่ามาทำกิริยาถ่อยๆ ใส่ฉันแบบนี้”
“ค่ะๆ ขออภัยแทนภพตะวันด้วยนะคะคุณพี่”
แม่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษขอโพย แต่ป้าแจ่มจันทร์ก็ยังไม่พอใจ เดินไปฟ้องพ่อของภพตะวันว่าเขาเป็นเด็กสอนไม่ได้ ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่สอนยังมาทำหน้าไม่พอใจใส่อีก และป้าก็เรียกลุงสุวิทย์ให้มาเอาเรื่องด้วย
“จริงเหรอลูก หนูทำกิริยาไม่ดีใส่คุณป้าเขาจริงมั้ย”
พ่อเรียกเขามาคุยต่อหน้า ซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ของเขาไม่อยากมีเรื่องจึงบอกปัดว่าไม่มีอะไร แต่ภพตะวันไม่ยอม เขาตอบไปตามความจริงทุกอย่าง ย้อนทุกประโยคครบถ้วนตามที่ป้าพูดถึงแม่ลับหลังคนอื่น
“คุณป้าพูดว่าคุณแม่กำพืดขี้ข้าครับ”
“เอ๊ะ ไอ้เด็กขี้โกหกนี่ พูดจาอะไรเลอะเทอะ!”
“มีกล้องวงจรปิดที่บันทึกเสียงได้ไม่ใช่หรือครับ เปิดฟังเลยก็ได้ครับว่าคุณป้าพูดจริงมั้ย”
เด็กมันสู้กลับ ป้าแจ่มจันทร์ก็เริ่มหน้าเสียเพราะไม่คิดว่าเด็กจะกล้าพูด ป้าคงคิดว่าเขาจะกลัวนางเหมือนอย่างที่แม่กลัว แต่ไม่เลย ภพตะวันไม่เคยคิดกลัวคนนิสัยไม่ดี เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ลุงสุวิทย์ก็เดินหนี ส่ายหัวที่เมียทะเลาะกับเด็กแล้วถูกเด็กมันย้อนเข้าให้ แต่พ่อไม่ได้เข้าข้างภพตะวันแต่อย่างใด
“ขอโทษคุณป้าซะลูก หนูทำกิริยาไม่น่ารักใส่ผู้ใหญ่ ไม่ดี”
“ครับ ภพขอโทษที่ชักสีหน้าใส่เนื่องจากคุณป้าด่าแม่ภพนะครับ”
ป้าแจ่มจันทร์หน้าเสียหนักกว่าเดิมอีก ส่วนพ่อกับแม่แอบอมยิ้มเพราะที่ผ่านมาก็ต้องทนปากญาติคนนี้มานาน อีกอย่างลูกชายคนนี้เห็นหน้านิ่งๆ แต่ที่จริงแล้วเทพสงครามชัดๆ พ่อบอกภพตะวันว่าป้าเขาคงเห็นว่าเขาเป็นเด็กก็อยากให้เคารพนบนอบต่อเขา แต่ป้าทำตัวไม่น่าเคารพเลยสักนิด
[1] Thai University Central Admission System ระบบกลางในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
บทที่ 29 ฉีกทึ้ง ภพตะวันได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมทีมจัดตั้งและบริหารแผนกวิเคราะห์สถาบันการเงิน ทีมงานนี้ขึ้นตรงกับวารุณ เฟรเซอร์โดยตรง เขากลายเป็นพนักงานที่อายุน้อยที่สุด วุฒิการศึกษาน้อยที่สุด นับว่าเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นมากสำหรับเด็กอายุไม่ถึงยี่สิบ แต่ภพตะวันก้าวออกมาแล้วรับใบแต่งตั้งนั้น “ผมจะทำครับ” เมื่ออยู่ในบทบาทมืออาชีพ ภพตะวันจะตัดเรื่องส่วนตัว ถือเป็นทักษะที่ภพตะวันเรียนรู้จากเขา โลกการทำงานของภพตะวันท้าทายอีกครั้ง ห้องค้าหุ้นของตลาดหลักทรัพย์สว่างไสวราวกับมีงานวัดสิบวัดมัดรวมกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่น่าทึ่ง เขาได้เจอโบรกเกอร์และคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ได้ถามคำถามที่อยากรู้ ดูสมุดบันทึกการค้า และเรียนรู้เกี่ยวก
ภพตะวันสั่นไปทั้งตัวเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างล่วงล้ำเข้ามา วารุณขยับนิ้วอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นจนภพตะวันบิดเร่า ไอร้อนจากร่างหนั่นแน่น สัมผัสหยาบกร้านแตะต้องลงบนความเนียนนุ่ม ใช้ริมฝีปากครอบครองยอดถันสีชมพูสลับกันทั้งสองข้างอย่างอิ่มเอม “หนูเป็นน้ำแข็งที่ลุกเป็นไฟได้ รู้ตัวมั้ย” ภพตะวันครางกระเส่า ทำอะไรไม่ได้นอกจากสบตาอ้อนวอน ร่างกำยำก้มลงมาดูดกลืนเสียงครางของเขาไว้อย่างพึงพอใจ ตวัดนิ้วโจนจ้วงล้ำลึกแทรกผ่านความคับแน่นมากขึ้น ภพตะวันจึงฝืนความกระหายที่กำลังเอ่อล้นด้วยการปิดปากกลั้นเสียงครางไว้แน่นๆ ต่อต้านเอาไว้แต่เมื่อลิ้นร้อนซอกไซ้ในหู รุกเร้าค้นหาพลางสอดนิ้วเข้าออกกระชั้นถี่ ร่างกายงดงามก็เกร็งซ่านเอิบอาบในฉับพลัน ภพตะวันกระตุกเฮือก วารุณคลายความร้อนให้ด้วยจูบ เขาจูบปลอบประโลม เก
ต่างฝ่ายต่างหอบหายใจหนักหน่วงอยู่ในความมืดสลัว ความร้อนที่สัมผัสได้จากอีกฝ่ายทำให้ทั้งคู่รู้สึกมึนงง เสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำทำให้คิดอะไรไม่ออก วารุณจับแขนเขาขึ้นมาตรึงไว้เหนือศีรษะช้าๆ ทว่าทรงพลัง ไม่มีอำนาจใดจะสั่นคลอนชายผู้นี้ได้ทั้งสิ้น ภพตะวันอยากจะเปลี่ยนใจเพียงใดก็เปล่าประโยชน์ หน้าอกพุ่งรั้งขึ้น บดเบียดแผงอกหนั่นแน่นจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน แสงไฟในห้องถูกปรับให้สลัว แสงสีของมหานครที่ปรากฎผ่านกระจกห้องอิมพีเรียลดูคล้ายอัญมณีพร่างพราว ภพตะวันถูกอุ้มไปที่เตียง เขานอนตัวตรง มือไม้เก็บเรียบร้อยและกะพริบตามองร่างกำยำเปลือยครึ่งท่อน “ยืนยันกับฉัน... หนูยินดีให้ฉันกอดใช่มั้ย” “ครับ” เสียงของภพตะวันสั่น แก้มแดงฉ่าและหลับตาแน่นปี๋เพราะเขินมาก “ภพโตแล้ว ภพอยากให้เ
“นึกว่าใครที่ไหน ภพตะวันหลานคนเก่งของฉันนี่เอง” สุวิทย์พูดเสียงดัง คู่สนทนาของภพตะวันจึงหันไปคุยกับสุวิทย์แทน ผู้เป็นลุงเอ่ยชมภพตะวันอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อได้คุยกันสองคน ภพตะวันก็ยิงเข้าประเด็น “เมื่อครู่นี้พูดชมจริงหรือเล่นละครอยู่ครับ” “หึ! ก็แล้วแต่จะคิด ฉลาดอยู่แล้วก็ไม่น่าถาม ฉันไม่ยักจำได้ว่าฉันเชิญแกด้วย แต่ก็เอาเถอะ ของกินในงานมีเหลือเฟือ แค่สัมภเวสีอย่างแกคนเดียวกินไม่หมดอยู่แล้ว” “ขอบคุณครับ คุณสุวิทย์เป็นนักธุรกิจชื่อดัง ได้รับคำยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิวงการเรียลเอสเตท ผมย่อมสนใจอยากรู้เคล็ดลับความร่ำรวยบ้างนี่ครับ”
สถานะการเงินของบริษัทกิตติธารา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เริ่มสั่นคลอนเพราะสินทรัพย์และกระแสเงินสดมูลค่าสามพันล้านหายไปจากระบบ ส่วนห้าง Topaz ที่ผิดพลาดซื้อมาก็ไม่ทำกำไรใดๆ สุวิทย์เดือดดาลทุกครั้งที่เห็นชื่อ Topaz ดังนั้นจึงประกาศเปลี่ยนชื่อห้างใหม่เป็น TARA และดิ้นรนหาทางระดมทุนด้วยการจัดงานเลี้ยงเพื่อแสดงศักยภาพ แน่นอนว่าหนึ่งในกลุ่มลงทุนส่วนบุคคลใหญ่ที่สุดอย่างวารุณ เฟรเซอร์ก็ได้รับเชิญ บรรดาหญิงสาวที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างเฝ้ามองตามเขาไม่ละสายตา วงหน้าของชายหนุ่มรุ่นใหญ่คมเข้มเหมือนวาดขึ้น สันกรามเพิ่งโกนหนวดใหม่ๆ แววตาลุ่มลึกดูสุขุมน่ายำเกรง ท่วงท่าทุกย่างก้าวงามสง่าและผึ่งผาย ดูดีมีชาติตระกูล แผงอกองอาจตึงแน่นอยู่ภายใต้เสื้อซึ่งตัดเย็บจากผ้าคุณภาพที่ดีที่สุด สั่งตัดเฉพาะจึงเข้ากับรูปร่างของผู้สวมใส่อย่างเหมาะเจาะ หูกระต่ายสีดำนั้นไม่ใช่ของสำเร็จรูป หากแต่ต้องผูกเองอย่าง
บทที่ 28 เคียงข้าง “ดูแลตัวเองดีๆ นะครับพี่ แล้วภพจะติดต่อไปบ่อยๆ” วันถัดมาภพตะวันมาส่งภัทรที่สนามบิน สองพี่น้องกอดร่ำลากัน แม้จะต้องอยู่ห่างกัน แต่อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าในโลกนี้ยังมีพี่น้องอยู่ จนใกล้จะได้เวลาเข้าเกทแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววผู้เป็นพ่อแม่จะมาส่ง “ทะเลาะกันหรือครับพี่” “อืม หนักเลยล่ะ เอะอะก็ด่าว่าพี่ไม่กตัญญู เงินยี่สิบล้านนั่นไม่มีค่า พี่ก็เลยเก็บคืนซะเลย” ภัทรกล่าวติดตลก “ต่อให้พี่ทำมาหากิน ดูแลตัวเองและเอาตัวรอดได้ดีแค่ไหน ก็ยังไม่ดีพอในสายตาของพวกเขาอยู่ดีนั่นแหละ” “พี่
“ในเมื่อเคลียร์เงื่อนไขของฉันได้แล้ว สิ้นเดือนนี้นายคงจะลาออกจากเดอะแอตลาสกระมัง” “ลาออก? ทำไมต้องลาออกครับ” 
บทที่ 18 จุมพิต แทนไทมารอพบภพตะวันที่เดอะแอตลาส ในมือมีช่อดอกไม้กับกล่องเค้กหนึ่งปอนด์ด้วย ชายหนุ่มมานั่งรอที่ด้านล่างอาคารที่พักสวัสดิการตั้งแต่ช่วงบ่าย
ภพตะวันระดมสรรพกำลังทุกฝ่าย ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่นาน ชื่อเสียงของโรงเดอะแอตลาสเพิ่มสูงขึ้นจนมีนักลงทุนต่างชาติหลายรายให้ความสนใจ ต้องการจะเสนอซื้อโรงแรมในราคาสูงกว่าที่คณะกรรมการบริหารสถาบันเฟรเซอร์ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ประเมินเอาไว้ ดังนั้นเมื่อเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ทุกคนก
“ลองอ้อนฉันดูสิ” “??” ภพตะวันกะพริบตาปริบๆ “อ้อน?” “เวลาที่







