INICIAR SESIÓNเธอทำตัวอ้อนเพื่อให้เขา ‘รัก’ โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเขา ‘แอบรัก’ เธอจนแทบบ้า รับปากพ่อกับแม่ว่าจะรักและดูแลเธอเหมือนน้องสาวแท้ๆ สุดท้ายก็ทำไม่ได้ อยากเปลี่ยนสถานะพี่ชายเป็นแฟน พยายามแสดงออกให้เด็กสาวรู้ แต่เธอก็โง่บรรลัย ทำยังไงก็ไม่เข้าใจสักที! ชีวิตหนุ่มโสดวัย 23 ปี กำลังอยู่ในช่วงสนุกสนาน แต่แล้วจู่ๆ ธันเมธก็มีน้องสาวบุญธรรมงอกออกมาหนึ่งคน กานต์สินีสูญเสียพ่อแม่พร้อมกันจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไร้ญาติพี่น้อง บิดามารดาเขารับอุปการะ แต่ไม่สามารถพาไปอยู่ต่างประเทศได้ในทันที จำต้องฝากเธอไว้ที่บ้านเขา ตอนแรกปฏิเสธปากเปียกปากแฉะ ไม่อยากให้มาอยู่ด้วย แต่พอมีเธอเข้ามาในชีวิต เขากลับขาดเธอไม่ได้เลยสักวัน อีกทั้งยัง หึง หวง ห่วง มากกว่าใคร เมื่อต้านทานแรงปรารถนาของตัวเองไม่ไหว เขาไม่ขอรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อแม่ เปลี่ยนสถานะจาก ‘พี่ชาย’ มาเป็น ‘แฟน’ ทันที
Ver másเด็กสาววัย 17 ปี นั่งร้องไห้น้ำตาไหลไม่หยุดอยู่หน้าโลงศพ 2 โลง เธอร้องไห้ไม่หยุด ร้องจนตาบวม ร้องแทบขาดใจเหมือนจะเป็นลม ท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ธารินทร์ ชายวัยกลางคนทนดูไม่ไหว สะกิดภรรยา พากันเดินไปหาเด็กสาวแล้วประคองให้ลุกขึ้นมานั่งเก้าอี้พลางกอดปลอบใจ
“เข้มแข็งไว้นะลูก ลุงกับป้ารู้ว่าหนูเสียใจ แต่ร่างกายหนูจะไม่ไหวเอานะ” ธารินทร์จับมือเด็กสาวเอาไว้แน่น ขณะที่จิตราภรณ์กอดและลูบแผ่นหลังที่สะท้านขึ้นลงตามแรงสะอื้นไปมา ก่อนจะหยิบยาดมขึ้นมาจ่อจมูกของเธอเอาไว้
“หนูไม่เหลือใครแล้ว พ่อกับแม่หนู... อึก... ฮือ...” กานต์สินีตัดพ้อ ธารินทร์เม้มริมฝีปากแน่น สงสารเด็กสาวจับใจ เขาเคยเห็นเธอตอนเป็นเด็กตัวจ้อย ขณะนั้นเธอสดใสร่าเริง เติบโตมาอย่างดี พ่อกับแม่ของเธอเป็นเพื่อนสนิทของเขา
ปรีชา มัทธภณตระกูล เป็นหมอโรคหัวใจที่เก่งอันดับต้นๆ ของประเทศ ส่วนศศิกานต์ ภรรยาของปรีชา เป็นเจ้าของสำนักงานบัญชี สองสามีภรรยาประกอบอาชีพสุจริต สั่งสอนลูกสาวคนเดียวมาเป็นอย่างดี เลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ เพียงข้ามคืนที่ทั้งคู่เดินทางกลับจากต่างจังหวัด เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกเบรกแตกพุ่งเข้าชนรถเก๋งของสองสามีภรรยาพังยับเยิน ทั้งคู่เสียชีวิตคาที่ สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับลูกสาวคนเดียวเป็นอย่างมาก ตอนนี้กานต์สินีเหมือนนกน้อยที่กำลังฟันฝ่ากับพายุฝน ไม่มีญาติ ไม่มีที่พึ่ง เหลือเพียงตัวคนเดียว
“ใครบอกว่าเฟย์ไม่เหลือใคร เฟย์ยังเหลือลุงกับป้าอยู่นี่ไง ลุงกับป้าสัญญาว่าจะดูแลเฟย์เหมือนลูกสาวแท้ๆ เลย เฟย์ไม่ต้องกลัวนะ”
“ฮือ...” กานต์สินียังคงร้องไห้อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งถึงเวลาที่พระมาสวดพระอภิธรรมศพ เธอปาดน้ำตาออกจากใบหน้าแล้วประคองสติลุกขึ้นไปทำหน้าที่ของตัวเอง จนกระทั่งจบงานศพคืนแรก ธารินทร์และจิตราภรณ์พากานต์สินีกลับบ้าน คืนนั้นทั้งคู่นอนที่บ้านของกานต์สินีเพราะเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะอยู่คนเดียวไม่ได้
จิตราภรณ์คอยดูหลานสาวนอกไส้อย่างใกล้ชิด รอให้เธออาบน้ำเข้านอนเรียบร้อยแล้วจึงลงมาที่ห้องรับแขก ธารินทร์นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่โซฟา เมื่อเห็นภรรยาเดินลงมาเขาจึงเอ่ยปากถาม
“หนูเฟย์หลับแล้วเหรอ”
“ค่ะ คงจะเหนื่อยและเพลียมาก ร้องไห้จนตาบวมไปหมด”
“น่าสงสารเหลือเกิน เพิ่งจะอายุ 17 ต้องมาเสียทั้งพ่อเสียทั้งแม่ไปพร้อมๆ กัน” ธารินทร์พูดจบแล้วถอนหายใจ จิตราภรณ์เอื้อมมือไปกุมมือหนาของสามี ก่อนจะเริ่มปรึกษาหารือ
“เรื่องหนูเฟย์เราจะเอายังไงดีคะ ตอนนี้หนูเฟย์ก็ไม่เหลือใครแล้ว”
“เราต้องรับอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าเฟย์จะเรียนจบ เสียแต่ว่าตอนนี้ไม่เหมาะที่จะให้เฟย์ตามไปอยู่ที่ชิลีด้วย ตอนนี้เฟย์ใกล้เรียนจบม.ปลายแล้ว ต้องให้เฟย์เรียนให้จบก่อน ส่วนจะเรียนปริญญาตรีที่ไทยหรือต่างประเทศค่อยว่ากันอีกที จริงๆ แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ใช่ปัญหา พ่อกับแม่ของเฟย์วางแผนชีวิตไว้ดีมาก เงินจากประกันอุบัติเหตุ ประกันชีวิต ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ ให้เฟย์ใช้ทั้งชีวิตก็ยังใช้ไม่หมด แต่สิ่งที่เราต้องคอยดูแลคือตอนนี้เฟย์กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังเป็นวัยรุ่น ต้องการคนที่จะดูแลไม่ให้ใครมารังแก คอยเป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆ” ธารินทร์พูดในสิ่งที่ตัวเองคิด
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ จะพาไปอยู่ชิลีด้วยก็ไม่ได้ เอ๊ะ! อย่าบอกนะคะว่า...”
“อืม... คงต้องให้เจ้าธามช่วยดูแลน้องไปก่อน” ธารินทร์ถอนหายใจ เขาคิดมาตลอดทางกลับบ้านว่าจะเอายังไงกับเรื่องนี้ดี แต่นี่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้
“คุณก็รู้ว่าลูกชายคนเล็กเราหัวดื้อแค่ไหน อย่าว่าแต่ให้มาดูแลเฟย์เลย ดูแลตัวเองได้หรือเปล่ายังไม่รู้!” จิตราภรณ์พูดเสียงสะบัดพลางเอามือขึ้นกอดอก แม้ว่าเธอจะรักลูกชายคนเล็กมาก แต่ด้วยความหัวรั้นดื้อด้านพูดไม่รู้ฟังทำให้เธอเหนื่อยหน่ายใจ แม้ว่าจะมีบ้านหลังใหญ่อยู่ใจกลางกรุงเทพ แต่เจ้าลูกชายตัวดีก็เลือกซื้อบ้านออกมาอยู่แยกต่างหาก ไม่ยอมอยู่ร่วมกับพ่อแม่ แล้วแบบนี้จะให้ฝากฝังหลานสาวนอกไส้ได้ยังไง
“ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าผมไม่คิด ผมก็คิดเหมือนกันกับคุณนั่นแหละ” ธารินทร์พูดเมื่อเห็นว่าภรรยาของตัวเองเงียบไป
“อย่างเจ้าธามจะไปดูแลใครได้ ดูแลตัวเองยังไม่ได้เลย”
“คุณก็พูดเกินไป ลูกชายคนเล็กของเราน่ะ ถึงแม้จะดื้อรั้นเอาแต่ใจ แต่ก็เป็นคนเก่ง เฉลียวฉลาดอยู่ เสียดาย... ถ้าเจ้าธารอยู่กรุงเทพ คงไม่ต้องลำบากใจอย่างนี้” ธารินทร์พูดถึงลูกชายคนโตที่แสนจะพูดง่ายมีเหตุผล
เขามีลูกชายสองคน แต่ละคนนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว คนโตนิ่งสุขุม เป็นนักการทูต ทำงานในสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ส่วนคนเล็กเรียนจบปริญญาโทจากอเมริกาได้ไม่นาน พอกลับถึงไทยก็ซื้อบ้านเลย เป็นนักธุรกิจ ทำธุรกิจหลายอย่าง อีกทั้งยังเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น นิสัยใจร้อน มุทะลุ กล้าได้กล้าเสีย ถึงจะนิสัยอย่างนั้น ตอนนี้ไม่เหลือใครให้ช่วยเหลือนอกจากเจ้านี่แล้ว
“นั่นน่ะสิคะ พรุ่งนี้เราลองไปคุยกับลูกดู ถ้าขอร้องดีๆ ไม่ได้ ก็คงต้องบังคับ!”
//////////
“ผมไม่รับเลี้ยงใครทั้งนั้นแหละ อย่ามายุ่งกับผม!” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นทันควันหลังจากธารินทร์พูดจบ ธารินทร์กับจิตราภรณ์หันมามองหน้ากันแล้วถอนหายใจ
“ลูกก็อย่าใจร้ายใจดำกับน้องเลย น้องน่าสงสาร เป็นเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวจะใช้ชีวิตได้ยังไง เสียทั้งพ่อเสียทั้งแม่ไปพร้อมๆ กัน น้องไม่เหลือใครแล้วนะ” จิตราภรณ์เกลี้ยกล่อมลูกชาย
“ญาติห่างๆ ของเขาล่ะ ไม่มีแล้วเหรอไง”
“ไม่มีแล้ว น้องเหลือตัวคนเดียวแล้ว”
“อายุตั้ง 17 เริ่มดูแลตัวเองได้แล้วมั้ง บ้านก็มี ทำไมต้องมาอยู่บ้านผมด้วย ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็แค่โทรบอกผม เดี๋ยวผมดูแลให้เอง แต่จะให้มาอยู่บ้านเดียวกัน ผมไม่เอาด้วยหรอก ที่ผมซื้อบ้านมาอยู่คนเดียวเพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัว” ธันเมธทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างแรง ธารินทร์ส่ายหน้าระอา
“ทำไมพ่อจะไม่รู้ว่าแกซื้อบ้านเพราะจะเอาสาวๆ มานอนกก บอกไว้ก่อนนะว่าถ้าน้องมาอยู่ด้วย แกห้ามพาผู้หญิงมานอนที่บ้านหลังนี้” ธารินทร์ออกคำสั่ง
“เดี๋ยวๆ คุณพ่อเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ผมยังไม่ได้บอกเลยนะว่าจะให้น้องเขามาอยู่บ้านผม”
“ที่พ่อมาคุยเรื่องนี้ ไม่ได้ต้องการถามความสมัครใจ แต่บอกให้แกรับรู้ไว้เฉยๆ ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องคอยดูแลเฟย์ พ่อขอเวลาแกไม่นาน อีกไม่ถึงปีเฟย์ก็เรียนจบม.ปลายแล้ว ระยะเวลาสั้นๆ ให้น้องมาอยู่ด้วยไม่ได้เหรอไง”
“ถ้าน้องเรียนจบม.ปลายแล้วคุณพ่อจะให้น้องไปไหน”
“พ่อจะให้น้องทำเรื่องไปเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศ จะชิลีหรืออังกฤษก็ได้ ตัวพ่อกับแม่อยู่ชิลี ยังไงก็ดูแลเฟย์ได้ แต่ถ้าเฟย์จะเลือกเรียนที่อังกฤษ พ่อก็จะฝากให้ธารช่วยดูแล ยังไงซะธารก็ไม่พูดยากเหมือนแกหรอก”
“ผมรู้ว่าพี่ธารเป็นลูกชายคนดี ลูกชายสุดที่รัก ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณพ่อคุณแม่ แต่ถึงยังไงผมก็ไม่ยอม” ธันเมธยืนกรานเหมือนเดิม
“แม่ขอร้องลูกสักครั้ง แม่สงสารน้องเขา ช่วยดูแลน้องเขาในระยะเวลาสั้นๆ แค่นั้นเอง หลังจากนี้ลูกจะทำอะไรก็ตามใจลูก แม่จะไม่บังคับ ไม่มายุ่งวุ่นวายกับลูกอีก” จิตราภรณ์ขอร้อง พอเห็นผู้เป็นแม่มีหน้าเครียดน้ำตาเริ่มคลอหน่วยก็ทำให้เขาใจอ่อน
“แค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นนะครับ”
“ใช่ รบกวนแกไม่ถึงปีหรอก” ธารินทร์ตอบ คิ้วเข้มที่ขมวดขึงเริ่มคลายออก
“โอเค ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยืนยันแบบนี้ก็ได้ ผมให้น้องมาอยู่ด้วยก็ได้”
“ถ้าน้องมาอยู่กับแก พ่อขออะไรหน่อยได้ไหม”
“ทำไมคุณพ่อขอผมเยอะจัง ขอให้น้องมาอยู่บ้านผมแล้วยังจะขออะไรอีก”
“พ่อขอให้แกรักและเอ็นดูเฟย์เหมือน ‘น้องสาว’ แท้ๆ ห้ามคิดเป็นอย่างอื่น ห้ามทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ”
“นี่คุณพ่อกำลังคิดอะไรอยู่ อย่างผมเนี่ยนะจะไปทำอะไรน้องเขา ผมไม่มีทางทำเรื่องอย่างว่ากับลูกสาวเพื่อนสนิทคุณพ่อคุณแม่หรอก ผู้หญิงสาวๆ สวยๆ มีให้เลือกตั้งเยอะแยะ!” ธันเมธแทบสบถออกมาเมื่อรู้ความคิดของบิดา ธารินทร์ได้ยินแบบนี้แล้วก็ถอนหายใจโล่งอก
“คิดได้แบบนี้ก็ดี พ่อจะได้สบายใจ”
ธันเมธกลับมาที่บ้านตั้งแต่ตอนบ่าย เขาไม่มีสมาธิในการทำงานเลยออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมในรั้วบ้านตัวเอง เห็นพืชผักสวนครัวที่เด็กสาวเอามาปลูกไว้หลายต้น แต่ละต้นงามเหลือเกิน บ่งบอกได้ว่าเจ้าของดูแลอย่างดี ไม่นานนักเขาก็เห็นเด็กสาวกลับมาจากโรงเรียน เธอซื้อของมาเยอะแยะเช่นเคย“ซื้ออะไรมาอีกแล้ว”“ซื้อของเตรียมไปวัดพรุ่งนี้ค่ะ พรุ่งนี้เป็นวันเกิดคุณพ่อ เฟย์จะไปทำบุญ”“ไปคนเดียวเหรอ ให้พี่พาไปไหม”“ไม่เป็นไรค่ะ พรุ่งนี้พี่ปาล์มบอกว่าจะมารับพาเฟย์ไป”คำตอบของเธอทำให้ธันเมธอารมณ์ขึ้น พอแม่มันหายป่วยก็เดินหน้าจีบเด็กของเขาเลย กานต์สินีพูดจบก็เดินเข้าบ้านไป เขาเดินตามหญิงสาว มองเธอจากด้านหลังด้วยสายตาไม่พอใจ เธอขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ลงมาทำอะไรก๊อกแก๊กในครัว ธันเมธเดินเข้าไปหา แต่แล้วต้องหยุดฝีเท้าลงสายตาคมไล่มองหญิงสาวที่ถักเปียสองข้าง เธอสวมเสื้อสายเดี่ยวสีดำ กางเกงขาสั้นสีครีม แต่งตัวเหมือนจะออกไปข้างนอก เธอร้องเพลงเบาๆ ขณะล้างจานไปด้วย“พี่ธามจะเอาอะไรหรือเปล่าคะ” เธอหันมาถาม เห็นชายหนุ่มเอาแต่ยืนจ้องไม่วางตา“จะไปไหน”“ออกไปคาเฟ่กับเพื่อนค่ะ” กานต์สินีตอบแต่หลบสายตา คนอายุมากกว่าหรี่ตามอ
“แกนี่ถามอะไรแปลกๆ งานฉันเยอะอยู่แล้ว แต่ที่ลาได้หลายวันเพราะมีวันหยุดเหลืออยู่” ธันวาหัวเราะ“กลับมาไทยหลายวันแบบนี้พี่แพมไม่คิดถึงพี่ตายแล้วเหรอ” ธันเมธเอ่ยปากถามถึงแฟนของพี่ชายที่คบหากันมาหลายปี ทั้งคู่อยู่ที่อังกฤษเหมือนกัน ตั้งแต่พี่ชายมาอยู่บ้านเขา เขายังไม่เคยเห็นพี่ชายโทรคุยกับแฟนตัวเองเลย“พี่เลิกกับแพมแล้ว”“อะไรนะ!” ธันเมธถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากจะเชื่อ ที่ผ่านมาเขาเห็นธันวารักและดูแลเอาใจใส่แฟนเสมอมา“หูหนวกหรือไง ฉันบอกว่าฉันเลิกกับแพมแล้ว”“ทำไมเลิกกันล่ะ เห็นว่าวางแผนจะแต่งงานกันแล้ว”“เราไม่ค่อยมีเวลาให้กัน ฉันก็ทำงาน ส่วนเขาก็ทำงาน มีเป้าหมายในชีวิตตัวเอง พอห่างกันมากเข้าก็เลยตัดสินใจแยกย้ายกันดีกว่า ต่างคนต่างไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ต้องผูกมัดกัน” ธันวาเล่าให้น้องชายตัวเองฟัง“บ้าหรือเปล่า เหตุผลแค่เวลาไม่ตรงกันเนี่ยนะ”“แกไม่เคยคบกับใครจริงๆ แกไม่เข้าใจเรื่องความรักหรอก ความรักความหลงมันเกิดขึ้นได้ง่าย แต่การใช้ชีวิตร่วมกันมันทำได้ยาก บางคนรักกันแทบตาย แต่พอมาอยู่ด้วยกันจริงๆ แล้วเข้ากันไม่ได้ก็มี ฉันกับแพมก็คล้ายๆ กัน รักกันมาก แต่ปรับตัวเข้ากันไม
ในที่สุดก็ถึงวันที่ธันเมธได้เอาเฝือกที่ขาออก ดีที่พี่ชายตัวเองกลับมา ได้ไหว้วานให้ขับรถพาไปโรงพยาบาล พอเอาเฝือกออกแล้วเขารู้สึกโล่ง แต่ยังต้องใช้ไม้เท้าเพราะมีอาการปวด ยังเดินกะเผลกๆ อยู่ ธันวาประคองน้องชายเดินเข้าไปในบ้าน กานต์สินีเห็นธันเมธกลับมา เธอตรงเข้าไปหาเขาทันที“เป็นยังไงบ้างคะ” ทั้งสีหน้าแววตาของเธอฉายชัดถึงความเป็นห่วง“ยังปวดอยู่เลย” ธันเมธค่อยๆ นั่งลงกับโซฟา กานต์สินีรีบไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้“หมอบอกว่าต้องหมั่นกายภาพบำบัด ตอนนี้ขายังอ่อนแรงอยู่ ค่อยๆ หัดเดิน ถ้าปวดเมื่อยก็ประคบอุ่น ช่วงนี้พี่กลับมาอยู่บ้าน ยังพอช่วยดูแลได้บ้าง”“พี่ไม่กลับบ้านใหญ่แล้วเหรอ” ธันเมธหันมาถาม เพราะตอนแรกพี่ชายเขาบอกว่าจะมานอนค้างบ้านเขา 2-3 วัน หลังจากนั้นจะกลับไปนอนบ้านใหญ่เพื่อเคลียร์ของ“ไม่กลับแล้ว สภาพแกเป็นอย่างนี้จะไปได้ยังไง”“ไม่... พี่ไปได้ พี่กลับไปบ้านใหญ่ได้ ผมอยู่กับเฟย์สองคนได้อยู่แล้ว” ธันเมธรีบพูด“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเกรงใจ ยังไงซะมีฉันอยู่อีกคนก็ยังดีกว่า เพราะตอนกลางวันเฟย์ต้องไปโรงเรียน” ธันวาให้เหตุผล แม้จะฟังดูดี ดูมีน้ำใจ รักน้องอยากดูแลน้อง แต่เขาไม่ต้องการ!“เอ่อ... เฟย์ข
“รีบตัดสินใจหน่อย การไปเรียนต่อต่างประเทศต้องทำเอกสารหลายอย่าง ถ้าล่าช้าจะเสียโอกาส”“เฟย์บอกแล้วไงว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ พี่จะไปเร่งรัดอะไร ถ้าตัดสินใจไม่ได้ก็ให้เรียนต่อที่ไทยเนี่ยแหละ ที่นี่มีหลักสูตรภาษาอังกฤษตั้งเยอะแยะ คุณภาพการศึกษาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างประเทศ เรียนที่นี่ไม่ต้องปรับตัวเยอะด้วย” ธันเมธได้ยินแล้วพูดแทรกขึ้นมา ใช้ช้อนคนเข้าต้มแรงขึ้น สับๆ หมูในชามจนข้าวกระเด็นออกมา ธันวามองน้องชายอย่างสงสัย นี่มันเป็นบ้าอะไรของมัน... อาการเหมือนเด็กที่กำลังไม่พอใจอะไรบางอย่าง...“ขอเวลาเฟย์สักหน่อยนะคะ จริงๆ แล้วเฟย์ก็ไม่ได้อยากรบกวนพี่ธาม พี่ธาร รวมถึงคุณลุงคุณป้าด้วย เฟย์คิดว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจะขอแยกออกไปอยู่หอ...”“หยุดความคิดนี้ไปเลย!” ธันเมธแทบโยนช้อนใส่ในชามข้าวต้ม ได้ยินเธอพูดแบบนี้แล้วอาหารกร่อยไปทันที หญิงสาวนั่งตัวงอ นี่เธอพูดอะไรผิดไป...“เฟย์...”“เลิกคุยเรื่องนี้กันก่อนดีกว่า เรามากินข้าวกันเถอะ” ธันวาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเบรก ธันเมธหงุดหงิด ไม่กินข้าวต้มต่อแล้ว เขาหยิบกาแฟเดินไปนั่งทำงานที่โซฟาต่อ กานต์สินีหันมามองหน้าธันวาแล้วทำหน้าจ๋อย“ไม่มีอะไรหรอก ธามก็เป็นอย่า





