LOGIN"คนหนึ่งยอมเป็นตาเพื่อมองทางให้อีกคน... แต่อีกคนยอมเป็นใจที่ยอมหยุดเต้นเพื่อให้อีกคนได้ไปต่อ" เรื่องราวความรักและความผูกพันอันลึกซึ้งของพี่น้องฝาแฝด 'แก้วตา' และ 'ดวงใจ' ที่ชีวิตต้องพลิกผันเมื่อเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นปมความลับของครอบครัว โรคร้ายที่เข้ามาพรากความฝัน หรือทางเลือกของความรักที่ดันสวนทางกันนิยายเรื่องนี้จะนำคุณไปสัมผัสกับความหมายของคำว่า "เสียสละ" ที่ไม่ใช่แค่เพื่อคนรัก แต่เพื่อ "อีกครึ่งหนึ่งของชีวิต" ที่คลอดตามกันมา ดราม่าจะค่อยๆ ไต่ระดับความเข้มข้น ชวนให้คนอ่านลุ้นและเอาใจช่วยในทุกๆ การตัดสินใจของทั้งคู่ ว่าความรักของพี่น้องคู่นี้จะสามารถเอาชนะโชคชะตาอันแสนโหดร้าย และจับมือกันไปจนถึงบทสรุปสุดท้ายได้หรือไม่... เตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ให้ดี เพราะเรื่องนี้จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจจนน้ำตาไหลแน่นอน!
View Moreในคืนที่ฟากฟ้าเหนือลมพัดแรงจนยอดมะพร้าวเอนลู่ สายฝนกระหน่ำซัดหลังคาสังกะสีของบ้านไม้ริมคลองแสนยากจนในจังหวัดสมุทรสงคราม แสงไฟจากตะเกียงดวงน้อยสั่นไหวไปตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องไม้กระดาน เสียงครางด้วยความเจ็บปวดของ ‘อุบล’ หญิงสาวผู้เป็นแม่ ดังระงมสลับกับเสียงฟ้าร้อง ‘มิ่ง’ ผู้เป็นสามีเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องด้วยความกระวนกระวายใจ มือหนาที่หยาบกร้านจากการทำงานสวนพนมเข้าหากัน สวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมียและลูกในท้องแคล้วคลาดปลอดภัย
"อึดใจเดียวนะแม่มิ่ง! เด็กโผล่หัวออกมาแล้ว!" เสียงหมอตำแยประจำหมู่บ้านร้องบอกอย่างตื่นเต้น
ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงทารกร้องไห้จ้าแหวกเสียงสายฝนดังลั่นไปทั่วบริเวณ หมอตำแยอุ้มทารกน้อยที่ตัวแดงก่ำ ผิวพรรณเต่งตึง และมีเสียงร้องอันทรงพลังออกมาเช็ดตัว มิ่งรีบถลันเข้าดูด้วยความดีใจ "ลูกสาวพ่อ... แข็งแรงเหลือเกิน" หมอตำแยยิ้มพลางส่งเด็กน้อยให้มิ่งอุ้ม "คนพี่คลอดง่ายแท้ๆ ตัวใหญ่ สมบูรณ์ดีมาก" มิ่งตั้งชื่อให้ลูกสาวคนโตในทันทีว่า "แก้วตา" เพราะเธอคือสิ่งล้ำค่าที่ส่องสว่างในใจของพ่อและแม่
ทว่า ความยินดีกลับคงอยู่ได้ไม่นาน เมื่ออุบลเริ่มร้องครางอีกครั้งด้วยความทรมาน หน้าท้องของเธอยังคงนูนเด่น "หมอ! ยังมีอีกคน! ท้องแฝด!" หมอตำแยตาเบิกกว้าง รีบหันกลับไปทำคลอดอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้สถานการณ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงที่อุบลต้องเค้นแรงเฮือกสุดท้าย ทารกคนทีสองคลอดตามออกมาด้วยความยากลำบาก
เมื่อร่างของทารกน้อยคนที่สองปรากฏสู่สายตา ทุกคนในห้องถึงกับเงียบกริบ เด็กหญิงคนน้องตัวซีดเซียว ขนาดตัวเล็กกว่าพี่สาวเกือบครึ่งหนึ่ง และไม่มีเสียงร้องไห้ หมอตำแยต้องรีบตบก้นเบาๆ อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งมีเสียงร้องแผ่วเบาคล้ายเสียงลูกแมวครางออกมา มิ่งมองดูลูกสาวคนเล็กที่นอนหายใจรินรี่อยู่ในอ้อมกอดของแม่ด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ ร่างกายของเด็กคนนี้ช่างดูบอบบางเหลือเกิน ราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ มิ่งประคองมือน้อยๆ นั้นไว้แล้วกระซิบข้างหูเด็กหญิงตัวน้อยว่า "เจ้าหนูน้อย... เจ้าคือ ดวงใจ ของพ่อนะ ลูกต้องอยู่กับพ่อกับแม่นะลูก"
นับจากคืนนั้น สองชีวิตที่เกิดจากครรภ์เดียวกันแต่กลับมีชะตากรรมที่แตกต่างก็ได้เริ่มต้นขึ้น แก้วตาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอเป็นทารกที่กินอิ่มนอนหลับง่าย ร่างกายอวบอ้วนและแทบจะไม่เคยเจ็บป่วย ในขณะที่ดวงใจต้องเข้าออกสถานีอนามัยเป็นว่าเล่นด้วยอาการไข้และภูมิแพ้ ตั้งแต่ลืมตาดูโลก ความแตกต่างของทั้งสองก็เด่นชัดราวกับกลางวันและกลางคืน
เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปจนกระทั่งฝาแฝดทั้งสองอายุได้เจ็ดขวบ เข้าสู่วัยประถมศึกษาปีที่ 1 บ้านริมคลองในยามเช้าจะเต็มไปด้วยความสดใสและวุ่นวาย แก้วตาในชุดนักเรียนสีขาวกระโปรงน้ำเงิน มักจะวิ่งนำหน้าออกไปก่อนเสมอ เธอเป็นเด็กหญิงที่มีพลังล้นเหลือ ชอบวิ่งเล่นซุกซน ปีนป่ายต้นมะม่วงหลังบ้าน และมักจะมีแผลถลอกปอกเปิกที่เข่ากลับมาอวดแม่เสมอ ร่างกายของแก้วตาสูงใหญ่และมีผิวสีน้ำผึ้งจากการตากแดดตากลม
ตรงกันข้ามกับดวงใจอย่างสิ้นเชิง ดวงใจเดินก้าวตามพี่สาวช้าๆ ผิวของเธอขาวซีด ดวงตาหวานซึ้งแต่แฝงไปด้วยความอ่อนล้า ร่างกายของดวงใจผอมบางและมักจะมีอาการไอค่อกแค่กอยู่เสมอ ในขณะที่แก้วตาชอบใช้เวลาอยู่นอกบ้าน ดวงใจกลับชอบนั่งอยู่ริมหน้าต่างในห้องนอน นั่งอ่านหนังสือนิทานและสมุดภาพอย่างเงียบๆ เธอมักจะใช้เวลาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรได้เป็นวันๆ
เมื่อผลการเรียนเทอมแรกประกาศออก ความแตกต่างทางสติปัญญาก็ปรากฏชัด ดวงใจสอบได้อันดับที่ 1 ของชั้นเรียน ครูประจำชั้นชื่นชมในความจำอันแม่นยำและความเฉลียวฉลาดของเธอ ส่วนแก้วตานั้น สอบได้เกือบเกลียดบ๊วยของห้อง เธอมักจะกุมขมับทุกครั้งที่เห็นตัวเลขคณิตศาสตร์ หรือเวลาที่ต้องคัดลายมือ แก้วตารู้สึกเบื่อหน่ายการนั่งนิ่งๆ เป็นที่สุด
"แก้วตา ทำไมเลขข้อง่ายๆ แบบนี้ลูกยังทำไม่ได้ล่ะ" อุบลเอ่ยถามพลางถอนหายใจขณะตรวจการบ้านของลูกสาวคนโต แก้วตาทำหน้ามุ่ย "หนูไม่ชอบตัวเลขเลยค่ะแม่ มันลอยไปลอยมาในหัวหนูเต็มไปหมด ไม่เหมือนลูกมะม่วงบนต้นเลย หนูไปสอยแปดลูก ก็รู้ว่ามีแปดลูก แต่ในกระดาษมันงงไปหมด"
ดวงใจที่นั่งอยู่ข้างๆ ยิ้มบางๆ แล้วขยับเข้าไปใกล้พี่สาว "พี่แก้วตา เดี๋ยวใจช่วยสอนให้เองนะ ใจเข้าใจที่ครูพูดหมดเลย" แก้วตามองหน้าน้องสาว แม้ในใจจะรู้สึกอิจฉานิดๆ ที่น้องเรียนเก่งกว่า แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่จริงใจและแววตาที่เต็มไปด้วยความรักของดวงใจ ความขุ่นมัวในใจของแก้วตาก็มลายหายไป เธอเอามือยีหัวน้องสาวเบาๆ "ขอบใจนะดวงใจน้อยของพี่ แต่ตอนนี้เธอต้องกินยาแก้ไอก่อนนะ เสียงไอของเธอทำให้พี่ไม่มีสมาธิเลย" ความต่างในเรื่องความสามารถและร่างกายไม่ได้ทำให้ทั้งสองห่างเหินกัน แต่กลับกลายเป็นจิ๊กซอว์ที่เติมเต็มให้แก่กันและกัน
บ่ายวันเสาร์หนึ่งในฤดูร้อน อากาศภายนอกร้อนอบอ้าวเกินกว่าปกติ ต้นแก้วที่พ่อปลูกไว้หน้าบ้านกำลังออกดอกสีขาวสะพรั่งและส่งกลิ่นหอมอบอวล แก้วตาวิ่งเล่นจับตั๊กแตนอยู่แถวพุ่มไม้ แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงแม่ร้องเรียกด้วยความตกใจมาจากบนบ้าน แก้วตารีบทิ้งกระป๋องใส่ตั๊กแตนแล้ววิ่งขึ้นเรือนไปทันที
ภาพที่เห็นคือดวงใจนอนซมอยู่บนฟูก ใบหน้าเนียนขาวบัดนี้แดงก่ำด้วยพิษไข้ ลมหายใจเข้าออกสั้นและถี่รัว อุบลกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามเนื้อตัวของดวงใจซึ่งร้อนจัดราวกับเปลวไฟดวงน้อยๆ ดวงใจลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก น้ำตาเม็ดโตไหลรินออกจากหางตา เธอกำลังทรมานจากโรคปอดบวมที่กำเริบขึ้นมาเฉียบพลัน
"แม่คะ... หนูไม่อยากไปโรงพยาบาลแล้ว หนูเบื่อกลิ่นยา หนูเบื่อเข็มฉีดยา" ดวงใจสะอื้นไห้ เสียงของเธอแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน "ทำไมหนูต้องเกิดมาอ่อนแอแบบนี้ หนูเป็นภาระของพ่อกับแม่ ของพี่แก้วตาด้วย ถ้าไม่มีหนู ทุกคนคงสบายกว่านี้"
คำพูดของน้องสาวคนเล็กทำให้แก้วตารู้สึกเหมือนมีมีดมากรีดที่หัวใจ เด็กหญิงวัยสิบขวบที่เคยร่าเริงและคิดแต่เรื่องสนุก คุกเข่าลงข้างฟูกนอนของน้องสาวทันที เธอคว้ามือน้อยๆ ที่แห้งผากและสั่นเทาของดวงใจมาศิโรราบไว้ที่หน้าผากของตัวเอง น้ำตาที่แก้วตาไม่ค่อยจะยอมเสียให้ใคร บัดนี้ไหลพรากออกมาเป็นสาย
"ดวงใจ... พูดอะไรแบบนั้น!" แก้วตาตะโกนบอกเสียงสั่นเครือ "ฟังพี่นะดวงใจ เธอต้องอดทนและต่อสู้แก้นะ เธอคือน้องสาวและเป็นดวงใจของพี่ เธอไม่ใช่แค่ฝาแฝดของพี่ แต่เธอคือดวงใจน้อยๆ ของพี่ น้องสาวที่พี่รักที่สุดในโลก! ยินดีด้วยซ้ำที่พี่แข็งแรง พี่จะแบ่งความแข็งแรงของพี่ไปให้เธอเอง ถ้าเธอเดินไม่ไหว พี่จะอุ้มเธอ ถ้าเธอเหนื่อย พี่จะเป็นลมหายใจให้เธอเอง ห้ามพูดว่าตัวเองเป็นภาระอีกเด็ดขาดนะ!"
ดวงใจมองหน้าพี่สาว แววตาของแก้วตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน คำพูดที่ออกจากปากพี่สาวฝาแฝดเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมใจที่แห้งเหี่ยวของดวงใจให้กลับมามีพลังอีกครั้ง อุบลที่ยืนมองอยู่ข้างหลังถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอเข้ามากอดลูกสาวทั้งสองไว้แน่น ภายใต้ร่มเงาของกลิ่นดอกแก้วที่โชยมาตามลม สัญญาระหว่างสายเลือดฝาแฝดได้ถูกจารึกไว้ในใจของทั้งสองอย่างแน่นหนา
สายน้ำแห่งคลองแสนแสบไหลรินอย่างแผ่วเบาในยามรุ่งอรุณ แสงสีทองของดวงอาทิตย์แรกแย้มส่องกระทบผิวน้ำจนดูราวกับเป็นเส้นทางแห่งสวรรค์ที่ทอดยาวมาสู่โลกมนุษย์ ณ สวนดอกแก้วแห่งนี้ กาลเวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งเพื่อเป็นเกียรติแก่การเดินทางอันยาวนานของ "แก้วตา" และ "หวานใจ" สองพี่น้องผู้สืบทอดสายเลือดแห่งความเมตตาที่ถูกจารึกไว้ในตำนานของดวงดาว บัดนี้แก้วตาในวัยที่ล่วงเลยผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน เธอนั่งอยู่ใต้ต้นแก้วยักษ์ที่เคยเป็นพยานรักและพยานทุกข์สุขมานับไม่ถ้วน ในมือของเธอคือขลุ่ยไม้แก้วเก่าคร่ำที่ร่องรอยการใช้งานบอกเล่าถึงพันธะสัญญาที่เธอมีต่อจักรวาล หวานใจ น้องสาวผู้เป็นดั่งเงาและแสงสว่างในยามมืดมิด นั่งเคียงข้างกันด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความสงบ ทั้งคู่ย้อนนึกถึงจุดเริ่มต้นที่คลองแสนแสบแห่งนี้ วันที่ความฝันของเด็กหญิงตัวเล็กๆ พยายามต่อสู้กับเงามืดของภาคีแห่งนิรันดร์สีเทา วันที่ความรักของเธอต้องพิสูจน์ตัวเองท่ามกลางบททดสอบที่โหดร้ายของโชคชะตา น้ำตาแห่งความทรงจำรื้นขึ้นในดวงตาของทั้งคู่ เมื่อนึกถึงผู้คนมากมายที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งลุง ป้า น้า อา เพื่อนบ้านที่เคยมีเรื่องบาดหมางแต่สุดท้
เมื่อมหกรรมแห่งการร่ายรำและการรวมตัวของจิตวิญญาณแห่งจักรวาลผ่านพ้นไป ความสงบเงียบที่ทรงพลังที่สุดก็เข้าปกคลุมสวนดอกแก้วแห่งคลองแสนแสบอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากความว่างเปล่า แต่มันคือความเงียบที่เกิดจาก "ความอิ่มตัว" ของทุกสรรพชีวิต ในตอนที่ 84 นี้ หญิงสาวผู้สืบทอดไม่ได้นำทางใครด้วยเสียงเพลงหรือการกระทำใดๆ อีกต่อไป เธอกลับเข้าสู่สภาวะการดำรงอยู่แบบ "ไร้ตัวตน" (The State of No-Self) ซึ่งถือเป็นก้าวสุดท้ายของการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ชาวบ้านต่างรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง พวกเขาไม่ต้องการคำแนะนำ ไม่ต้องการการเยียวยา เพราะความรักที่หญิงสาวหว่านไว้ในใจของทุกคนได้เติบโตจนกลายเป็นปัญญาญาณที่พวกเขาเข้าถึงได้เอง ผู้คนในชุมชนต่างเริ่มใช้ชีวิตด้วยความนิ่งสงบ การทำงาน การกิน การพูดคุย ทุกอย่างกลายเป็นวิถีปฏิบัติที่เป็นสมาธิในตัวเอง คลองแสนแสบในยามนี้เปรียบเสมือนเส้นใยแห่งแสงสว่างที่เชื่อมโยงหัวใจของทุกคนให้จังหวะการเต้นของชีพจรนั้นตรงกัน หญิงสาวผู้สืบทอดนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นแก้วยักษ์ ร่างกายของเธอเริ่มจางหายไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแสงแดด กลิ่นดอกแก้ว และละอองน้ำในอากาศ
ภายหลังจากความสนุกสนานที่ก่อตัวขึ้นอย่างอัศจรรย์ในสวนดอกแก้วแห่งคลองแสนแสบ พลังงานแห่งความรื่นเริงได้ขยายขอบเขตออกไปไกลจนกลายเป็นคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนไปถึงศูนย์กลางของแกแล็กซี ทำให้ทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของหญิงสาวผู้สืบทอดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสุขระดับชุมชน แต่ได้ยกระดับกลายเป็นการเฉลิมฉลองระดับจักรวาลที่เรียกขานกันว่า "มหกรรมแห่งการรวมตัวของจิตวิญญาณนิรันดร์" ในตอนนี้ความเข้มข้นของการเล่าเรื่องไม่ได้อยู่ที่การผจญภัยในรูปแบบเดิมๆ แต่อยู่ที่การถ่ายทอดกระบวนการหลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวผ่านศิลปะและดนตรีที่เธอคิดค้นขึ้นใหม่ เธอได้เริ่มจัดตั้งเวทีการแสดงที่ไม่ใช่งานรื่นเริงธรรมดา แต่เป็นพิธีกรรมแห่งการแสดงออกถึงตัวตนที่ตื่นรู้ โดยให้ทุกคนในหมู่บ้าน ทุกสรรพสัตว์ และแม้กระทั่งเหล่าพลังงานสีขาวที่เคยเป็นภาคีสีเทา ออกมาร่วมร่ายรำอย่างพร้อมเพรียงกันในทุกคืนวันพระจันทร์เต็มดวง เสียงดนตรีที่เธอเป่าจากขลุ่ยไม้แก้วเล่มเดิมบัดนี้ไม่ได้มีเพียงเสียงโน้ต แต่กลับมีเสียงของกระแสพลังชีวิตที่เรียงร้อยถักทอเข้ากับลมหายใจของทุกคน ทำให้เกิดเป็นทำนองเพลงที่ทรงพลังจนแม้แต่น้ำในคลองแสนแสบยังเต้นระ
หลังจากที่การเดินทางผ่านมิติแห่งกาลเวลาและการหลอมรวมจิตวิญญาณได้จารึกชื่อของทุกคนในชุมชนริมคลองแสนแสบไว้ในคัมภีร์แห่งดวงดาว ชีวิต ณ สวนดอกแก้วที่เงียบสงบในตอนแรกก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่ความสนุกสนานที่เหนือจินตนาการ ในตอนที่ 82 นี้ ความมหัศจรรย์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในระดับจิตวิญญาณเท่านั้น แต่เหล่าสัตว์เลี้ยงและพรรณไม้ต่างพากันตื่นตัวและร่วมสร้างสีสันให้กับชีวิตประจำวัน ราวกับว่าพวกเขาได้รับพลังแห่งการตื่นรู้จากเด็กหญิงผู้สืบทอดจนกลายเป็นเพื่อนร่วมสร้างสรรค์โลกอย่างเต็มตัว วันหนึ่งท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ที่รำไรผ่านยอดไม้ ต้นแก้วยักษ์ที่เป็นศูนย์กลางของสวนดูเหมือนจะส่งเสียงกระซิบที่ฟังออกเป็นท่วงทำนองที่ชวนให้ทุกคนในหมู่บ้านออกมาเต้นรำอย่างสนุกสนาน เหล่าแมวและสุนัขในชุมชนที่เคยมีนิสัยตามประสาคนเลี้ยง ต่างพากันสวมบทบาทเป็นนักดนตรีโดยไม่รู้ตัว บางตัวคาบกิ่งไม้มาเคาะจังหวะ บางตัวเดินตามจังหวะเพลงอย่างคล่องแคล่ว สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ชาวบ้านที่พากันออกมานั่งล้อมวงดูการแสดงที่ไม่เหมือนใครนี้ เด็กหญิงผู้สืบทอดนั่งอมยิ้มมองดูความรื่นเริงนั้น เธอพบว่าการใช้ชีวิตให้สนุกสนานคือการบูชาความรักที่งดง