2 Answers2025-10-28 02:16:27
เส้นเรื่องของ 'Devil May Cry 5' ต่อจากภาคก่อนแบบไม่ต้องตีความซับซ้อนก็คือมันเอาตัวละครหลักจากภาคก่อนมาขยายบทและปิดปมบางอย่างที่ค้างไว้ แต่ไม่ใช่แค่ขยาย พล็อตกลับขยับไปทางความสัมพันธ์ของครอบครัวและมรดกของปีศาจมากกว่าด้วยน้ำหนักที่ต่างออกไป
ผมรู้สึกว่าจุดเริ่มต้นชัดเจน—นับตั้งแต่เหตุการณ์ใน 'Devil May Cry 4' โลกยังไม่สงบ Nero โตขึ้นและพัฒนาตัวเองจนมีร้านเล็กๆ กับช่างกลชื่อ Nico ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราเห็นอุปกรณ์ใหม่ๆ อย่าง Devil Breaker แทน Devil Bringer แบบเดิม ตัวร้ายหลักของภาคนี้ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์หน้าใหม่ แต่เป็นพลังที่แยกออกมาจากตัวละครเดิม: Urizen ซึ่งทำให้เรื่องขยายไปสู่การเปิดเผยเชิงตำนานและจิตใจของตัวละคร ยิ่งเล่นยิ่งเห็นว่าเกมตั้งใจใช้เหตุการณ์ใหญ่เป็นฉากหลังให้กับการเผชิญหน้าระหว่างพี่น้องเก่าแก่และบทบาทของรุ่นถัดไป
พอพูดถึงตัวละคร เรื่องนี้ให้เวลา Nero กับ Dante ในแบบที่รู้สึกต่างจากภาคก่อน Nero มีเวทมนตร์ของตัวเองและต้องเรียนรู้บทบาทใหม่ในฐานะคนที่ต้องแบกรับชะตากรรม ส่วน Dante ยังคงเป็นคนที่ล้อเลียนโลก แต่แอบมีความเศร้าและหน้าที่ที่หนักขึ้น การแนะนำตัวละครอย่าง V และการคลี่คลายถึงที่มาของ Urizen / Vergil ทำให้ธีมเรื่องครอบครัว—ความแตกแยกและการคืนดี—เด่นชัดขึ้น ผมชอบที่ทีมเขียนไม่ยัดบทสรุปสะเปะสะปะ แต่ค่อยๆ ให้ความสำคัญกับการพูดถึงอดีตและผลกระทบต่อปัจจุบัน แม้บางฉากจะเป็นแอ็กชันระเบิดตา แต่พอเอาเข้าจริงฉากสำคัญแบบการเปิดเผยความสัมพันธ์หรือการเผชิญหน้าของพี่น้องกลับให้ความรู้สึกปิดบทเก่าๆ ได้อย่างกลมกล่อมในแบบเกมแอ็กชันสมัยใหม่
4 Answers2025-10-28 04:12:35
ริฟกีตาร์เปิดตัวเกมยังคงทำให้เราอยากหยิบจอยกลับมาเล่น 'Devil May Cry 5' อยู่เสมอ — และโชคดีที่มีเนื้อหาเสริมที่เติมเต็มความรู้สึกนั้นได้ค่อนข้างครบถ้วน
สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มตัวละครที่หลายคนรอคอยอย่าง 'Vergil' เป็นโหมดที่ให้เล่นในสไตล์ที่ต่างจากตัวละครหลัก ทำให้การคอมโบและจังหวะการเล่นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน นอกจากตัวละครแล้ว ยังมีโหมดใหม่ ๆ ที่ทำให้เกมเล่นสนุกขึ้น เช่น 'Turbo Mode' ที่เพิ่มความเร็วในการเล่น และโหมด 'Legendary Dark Knight' ที่เปลี่ยนการเผชิญหน้ากับศัตรูเป็นแบบฝูงศัตรูจำนวนมาก ทำให้ประสบการณ์คล้ายกับฉากฮอรห์ของเกมแอ็กชันสมัยก่อน
ในแง่ของกราฟิกและฟีเจอร์เวอร์ชันต่อมา มีการใส่ระบบเรย์เทรซิง (ray tracing) และการปรับเฟรมเรตให้สูงขึ้นในเวอร์ชันคอนโซลยุคใหม่ ซึ่งรวมอยู่ในเวอร์ชันพิเศษที่ออกมาทีหลัง โดยรวมแล้วแพ็กเสริมและเวอร์ชัน 'Special Edition' ทำให้ทั้งการเล่นและภาพดูคมขึ้น เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสทั้งความท้าทายใหม่ ๆ และฟีเจอร์กราฟิกที่อัปเกรด — เราชอบที่มันยังรักษาจิตวิญญาณความบ้าคอมโบของซีรีส์ไว้ได้ คล้ายความรู้สึกเมื่อเล่น 'Devil May Cry 3' ในวันวาน
3 Answers2025-10-28 12:22:22
'Devil May Cry 5' พาเราลงไปในโลกที่ถูกกลืนด้วยต้นไม้ปีศาจซึ่งกลายเป็นต้นตอของความวุ่นวาย ทั้งกราฟิกระเบิดพลังและฉากแอ็กชันทุ่มเทให้กับความรู้สึกของการสูญเสียและการตามหาตัวตน
โครงเรื่องหลักเริ่มจากการที่เมืองถูกคุกคามโดยต้นไม้ปีศาจขนาดมหึมา (Qlipoth) ที่ดูดซับพลังชีวิตของผู้คน แล้วมีตัวละครใหม่ที่ชื่อว่า Urizen ปรากฏตัวขึ้นในฐานะพลังปีศาจที่เหนือกว่าใครๆ ผู้เล่นจะได้ติดตามเส้นเรื่องของสามตัวละครหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างแปลกประหลาด: นักล่าหนุ่มผู้สูญเสียแขนปีศาจและได้แขนเทียมจากช่างซ่อมสุดเก่ง, นักล่ารุ่นเก๋าที่กลับมาพร้อมท่าทางไม่ถ่อมตน และชายลึกลับที่พูดเป็นบทกวีและเรียกสิ่งมีชีวิตปีศาจให้ต่อสู้ให้
พอยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าปมใหญ่ของเรื่องไม่ใช่แค่การกำจัดต้นไม้หรือการฆ่าศัตรูเท่านั้น แต่เกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ความผิดหวัง และการแยกส่วนของคนคนหนึ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย กระทั่งการเปิดเผยตัวตนจริงของฝ่ายหนึ่งทำให้ฉากจบกลายเป็นการเผชิญหน้าที่ทั้งดุเดือดและเจ็บปวด ฉันชอบวิธีที่เกมผสมความมันส์ของการต่อสู้เข้ากับประเด็นครอบครัว จบแบบยังคงทิ้งความขมให้คิดต่อไป นี่คือภาคที่เต็มไปด้วยเสียงโลหะ เดือด และการตั้งคำถามว่าอำนาจมีค่าแลกอะไร
3 Answers2025-10-31 23:30:36
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ DLC คือการได้เล่นมุมมองอีกด้านของเรื่องราว — นั่นคือการเพิ่มตัวละคร 'Vergil' ให้เล่นได้พร้อมกับแคมเปญสั้น ๆ ที่เล่าเหตุการณ์จากมุมมองของเขา, และผมรู้สึกว่ามันเติมเต็มความอยากรู้ของแฟน ๆ ได้ดี
พอพูดถึงรายละเอียดแบบเจาะลึก DLC นี้เพิ่มการเล่นที่ต่างจากตัวละครเดิมอย่างชัดเจน: ทักษะและคอมโบของ Vergil ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนสกิน แต่เป็นสไตล์การต่อสู้ใหม่ที่โฟกัสไปที่การแทงแบบรวดเร็ว, การใช้ดาบ Yamato ในการตัดศัตรูด้วยจังหวะพิเศษ และท่าเฉพาะตัวที่ทำให้การเล่นรู้สึกคมและรวดเร็วกว่าเดิม ช่วงเนื้อเรื่องสั้น ๆ มีบอสหรือเหตุการณ์พิเศษบางฉากที่ออกแบบให้โชว์สกิลของเขาโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้การเล่นต่างจากการควบคุม Nero หรือ Dante อย่างชัดเจน
นอกจากตัวละครและแคมเปญแล้ว DLC ยังมีการปรับบาลานซ์เล็กน้อยกับการเล่นและเพิ่มความท้าทายให้กับผู้เล่นที่ชอบเก็บอันดับหรือรีเพลย์ฉากเดิม ๆ, มีการรองรับการเก็บสถิติต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผมอยากกลับมาไต่ระดับสกอร์อีกครั้ง และโดยรวมแล้วความรู้สึกคือ DLC ทำหน้าที่เป็นเนื้อหาเสริมที่คุ้มค่าสำหรับคนที่รักระบบการต่อสู้และอยากเห็นมุมของตัวละครอีกด้าน — จบด้วยความคิดว่านี่คือ DLC ที่ให้ทั้งความตื่นเต้นและความพึงพอใจแบบแฟนเซอร์วิสที่ไม่ใช่แค่การแต่งตัวเฉย ๆ
2 Answers2025-10-31 06:35:56
ยังจำความหวั่นไหวแรกที่เห็นหน้าตัวละครใหม่ใน 'Devil May Cry 5' ได้ชัดเจน—มันเหมือนเห็นคนแปลกหน้าที่พยายามเก็บความลับไว้ใต้รอยยิ้ม ฉันมองว่าเกมนี้เพิ่มจุดศูนย์กลางของเรื่องราวด้วยตัวละครใหม่สามตัวที่โดดเด่น: V, Nico และ Urizen ซึ่งแต่ละคนเข้ามาเติมช่องว่างทั้งเชิงเนื้อหาและสไตล์การเล่น
V เป็นตัวละครใหม่ที่จับใจหลายคนด้วยบุคลิกเงียบขรึมและวิธีต่อสู้ที่ไม่เหมือนใคร เขาไม่ฟาดฟันตรงๆ แต่เรียกสิ่งมีชีวิตที่ชื่อ Shadow กับ Griffon มาสู้แทน แล้วค่อยบงการจากระยะไกล ความเปราะบางในตัวเขา—ทั้งทางกายภาพและความหมายเชิงเรื่องราว—ทำให้บทของเขาเป็นเหมือนบทกวีในเกมแอ็กชัน ฉันชอบการออกแบบเสียงและการตัดภาพเวลาพูดประโยคสั้นๆ ของเขา เพราะมันทำให้ตัวละครมีมิติแบบนิยายมากกว่าจะเป็นแค่ตัวละครเกม
Nico มาในฐานะนักประดิษฐ์ที่ทำให้ระบบอาวุธของเกมสดใหม่ขึ้น เธอเป็นคนออกแบบ 'Devil Breaker' ให้กับ Nero ซึ่งความเป็นช่างเทคนิคผสมกับความกวนหน่อยๆ ของเธอ ทำให้ฉากพูดคุยสั้นๆ ก่อนการต่อสู้มีรสชาติ ฉันชอบว่าการสร้างตัวละครเธอไม่ได้ทำให้เกมหนักไปทางดาร์กเสมอไป แต่เพิ่มความเป็นคนธรรมดาที่ชวนให้หัวเราะได้บ้าง
Urizen คือฝั่งมืดที่เป็นจุดหักเหของเนื้อเรื่อง เป็นปีศาจระดับบอสที่ดูข่มขวัญและมีพลังมหาศาล เมื่อตีความแล้วเขาเป็นการนำเสนอภัยคุกคามที่ต่างจากตัวร้ายเก่าๆ ของซีรีส์ เพราะรูปลักษณ์และการกระทำของเขาพูดแทนคำอธิบายหลายอย่าง ทั้งความโลภของพลังและการแยกตัวตนที่เกมตั้งใจจะสื่อ สำหรับฉัน การผสมผสานของตัวละครใหม่ทั้งสามคนนั้นทำให้ 'Devil May Cry 5' รู้สึกสดและมีมิติ ทั้งในเชิงเล่าเรื่องและรูปแบบการเล่น—ไม่ได้มาแทนที่ตัวละครเก่า แต่เติมจังหวะใหม่ให้แฟรนไชส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมยังอยากกลับมาเล่นซ้ำอีกครั้ง
2 Answers2025-10-31 17:29:29
ฉากจบของ 'Devil May Cry 5' ให้ความรู้สึกเหมือนบทสุดท้ายของนิทานความสัมพันธ์ที่ดิบ ๆ แต่ไม่ปราณีต มันเริ่มจากการคลี่คลายปริศนาว่าใครคือ V และทำไมต้น Qliphoth ถึงต้องถูกตัดราก ฉันยังจำความหน่วงของอารมณ์ตอนเห็นว่า V ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้า แต่เป็นเศษเสี้ยวของใครบางคน — ช่วงเวลานั้นทำให้การต่อสู้กับ Urizen มีความหมายมากกว่าแค่การปราบปีศาจทั่วไป
หลังจากที่ Urizen ถูกทำลาย ความจริงก็เผยออกมาอย่างรุนแรง:สิ่งที่แยกออกจากกันจะกลับมารวมกันอีกครั้ง Vergil กลับคืนร่างในรูปแบบใหม่และการเผชิญหน้าระหว่างเขากับ Dante ก็กลายเป็นศูนย์กลางของจุดจบ การต่อสู้ไม่ใช่แค่การแลกหมัด แต่เป็นบทสนทนาแบบดาบคนละฟอร์ม — ทั้งสองฝ่ายใช้คำพูดน้อย แต่ท่าทางและการโจมตีบอกเล่าความขมขื่น ความโหยหา และความยึดมั่นในอัตลักษณ์ของตัวเอง
สิ่งที่ชอบจริง ๆ คือธีมครอบครัวและการตัดสินใจส่วนบุคคลในตอนท้าย เห็นได้ชัดว่าเกมไม่ได้ต้องการให้ทุกความขัดแย้งถูกแก้ให้เสร็จเรียบร้อย Vergil เลือกทางของเขาในแบบของเขา Dante ยืนอยู่กับแนวทางของตัวเอง และคนที่ดูแลงานด้านการต่อสู้ให้โลกล้วนต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ส่วน Nero แม้บทเขาจะไม่เป็นศูนย์กลางในการปิดฉาก แต่การเติบโตของเขาเป็นเสาหลักที่ทำให้ตอนจบมีความหวัง — ไม่ใช่หวังแบบเรียบง่าย แต่หวังที่ผ่านการทดสอบด้วยการสูญเสียและการยอมรับ
สรุปแล้ว ฉากจบของ 'Devil May Cry 5' ให้ความรู้สึกเหมือนบทเพลงสุดท้ายที่ดังก้องต่อจากคอร์สทั้งหมด: มีการเฉลย มีการต่อสู้ที่หนักแน่น และมีการจากลาที่ไม่ได้โรแมนติกเกินจริง แต่กลับจริงใจและคมกริบ พูดง่าย ๆ ว่า มันจบแบบมีน้ำหนักและทิ้งร่องรอยให้คิดต่อมากกว่าจะให้ความสบายใจแบบปิดผนึก
3 Answers2025-10-28 08:41:43
พูดแบบไม่อ้อมค้อม 'Devil May Cry 5' มีตัวละครหลักสามคนที่ทำให้เรื่องราวเดินหน้าและแต่ละคนก็มีบทบาทชัดเจนในแบบของตัวเอง
ผมรู้สึกทึ่งกับเนโระตั้งแต่ฉากเปิด เพราะเขาเป็นภาพของคนหนุ่มที่ยังต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้จะบาดเจ็บและกลายเป็นคนพึ่งพาอุปกรณ์อย่างแขนเทียม 'Devil Breaker' แต่บทบาทของเขาคือความหวัง—เป็นตัวแทนของคนธรรมดาที่ได้รับพลังมาและต้องเลือกว่าจะใช้มันยังไงในโลกที่วุ่นวาย ฉากที่เนโระต้องปรับตัวกับแขนใหม่และเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ใหม่ ๆ แสดงให้เห็นทั้งพัฒนาการตัวละครและความเป็นฮีโร่ที่ไม่ได้เพอร์เฟ็กต์
Dante คือเสาหลักอีกคนที่เข้ามาเติมเต็มส่วนของความเก๋า ความขี้เล่น และความเก่งกาจ เขาทำหน้าที่ทั้งเป็นแรงสนับสนุนและเป็นพลังหลักเวลาสถานการณ์วิกฤต—ไม่ใช่แค่คนที่ตะลุยศัตรู แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของรุ่นก่อนที่ยอมเสียสละเพื่อโลก ในขณะที่ V เพิ่มมิติที่ต่างออกไปด้วยความลึกลับและความอ่อนแอที่ขัดกับรูปลักษณ์ของนักล่า เหมือนกับว่าทั้งสามคนนี้ผสมกันเป็นจุดสมดุลของเรื่องที่ทำให้ 'Devil May Cry 5' มีทั้งบาดแผล ความตลก และความอลังการตามสไตล์เกมแอ็คชั่นอย่างลงตัว
2 Answers2025-10-28 11:15:31
ฉันรู้สึกว่าการเปิดตัวตัวละครใหม่ใน 'Devil May Cry 5' ทำให้เกมมีมิติมากขึ้นกว่าที่คาดคิดไว้
V เป็นตัวละครใหม่ที่ชัดเจนที่สุด — คนลึกลับสูงโปร่ง ใส่สูท ย้อมผมดำ น้ำเสียงนิ่ง เขาใช้วิธีต่อสู้ที่ต่างจาก Dante กับ Nero อย่างสิ้นเชิง เพราะเล่นเหมือนคนคุมกองกำลังจากระยะไกลมากกว่า ตัวละครนี้ไม่ได้ฟาดฟันด้วยตัวเองบ่อย ๆ แต่เรียกสิ่งมีชีวิตอย่าง Shadow, Griffon และ Nightmare มาช่วย ต่อสู้แล้วรู้สึกเหมือนกำลังคุมวงออเครสตร้าแทนที่จะเป็นนักสู้เดี่ยว ๆ ฉากที่ V ปรากฏครั้งแรกและวิธีบทพูดของเขาทำหน้าที่สร้างบรรยากาศลึกลับได้ดีจนตัวละครนี้กลายเป็นประเด็นสนทนาในหมู่แฟน ๆ
นอกเหนือจาก V ยังมี 'Nico' ซึ่งเป็นช่างทำอุปกรณ์ใหม่ของซีรี่ส์—เธอทำแขน 'Devil Breakers' ให้ Nero และมีมุขการพูดคุยสดใสแบบช่างฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านเวิร์กช็อปของเธอกลายเป็นจุดพักที่มีสีสัน ทุกรายละเอียดของนิสัยและผลงานชี้ให้เห็นว่านักพัฒนาอยากเติมความเป็นโลกจริงเข้าไปในแง่ของการออกแบบอุปกรณ์และตัวละคร
ไม่ควรลืมว่ามีตัวร้ายใหม่ที่เด่น ๆ อย่าง Urizen ซึ่งเป็นภัยพิบัติโลกและเป็นโฟกัสของเรื่องราวบางส่วน รวมถึงเหล่าปีศาจประเภทต่าง ๆ ที่เดบิวต์ในภาคนี้ด้วย ถึง Vergil จะไม่ใช่ตัวละครใหม่ของแฟรนไชส์ แต่การกลับมาของเขาในบทบาทสำคัญและการเปิดเผยที่ผูกโยงกับตัวละครใหม่ ๆ ทำให้บรรยากาศโดยรวมของ 'Devil May Cry 5' รู้สึกทั้งคุ้นเคยและสดใหม่ไปพร้อมกัน — นี่คือเหตุผลว่าทำไมภาคนี้ถึงยังน่าจับตามองแม้จะเป็นภาคต่อไปแล้ว
5 Answers2025-10-31 02:11:42
เสียงกู่ร้องของต้น Qliphoth ใน 'Devil May Cry 5' ทำให้ภาพรวมของตระกูล Sparda กลับมามีเสียงอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าภาคนี้ไม่ได้แค่นำตัวละครเดิมกลับมา แต่ยังต่อประเด็นจากอดีตให้ครบถ้วน — ความเป็นพี่น้องของ Dante และ Vergil ที่ถูกแตกร้าวใน 'Devil May Cry 3' กลับมีผลกระทบโดยตรงต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ความลับเกี่ยวกับสายเลือด ตำนานดาบ Yamato และแรงจูงใจของ Vergil ถูกดึงเข้ามาเป็นแกนหลักของเรื่อง
การเชื่อมต่อชัดเจนเมื่อมองไปที่ Nero ซึ่งมีรากเหง้าจากเรื่องราวก่อนหน้า ความสัมพันธ์ที่เปิดเผยในภาคนี้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับเครือญาติของ Sparda ทำให้การกระทำหลายอย่างในภาคก่อนอย่างใน 'Devil May Cry 3' มีน้ำหนักขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้การที่ตัวร้าย Urizen ปรากฏขึ้นและถูกผูกเข้ากับ Vergil เป็นการเล่าเรื่องต่อแบบตรงไปตรงมาจากความคลุมเครือของภาคเดิม
มุมมองส่วนตัวคือการเล่นภาคนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าทีมผู้สร้างตั้งใจเยียวยาและเชื่อมช่องว่างของอดีต ไม่ได้ลอกฟอร์มเดิม แต่เอาอดีตมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวละครโตขึ้น ทั้งการปะทะ การผลัดกันเผชิญหน้า และการเปิดเผยความลับของตระกูลทำให้เรื่องราวมีความหมายมากกว่าแค่การต่อสู้สมกับชื่อเกม
2 Answers2025-10-30 17:31:40
ยิ่งลงลึกใน 'Devil May Cry 5' มากเท่าไร ผมยิ่งรู้สึกว่าการเลือกอาวุธกับสกิลมันเปลี่ยนสไตล์การเล่นได้แบบพลิกชีวิต — แล้วก็สนุกจนหยุดไม่ได้เลย ในมุมมองของแฟนที่คลุกคลีทั้งคอมโบและทริค ผมขอแบ่งเป็นตัวละครทีละคนพร้อมแนะนำของที่ควรลองและเหตุผลเชิงเทคนิคกับเชิงสนุกไว้ชัดๆ เพื่อให้คุณได้ภาพว่าจะเล่นยังไงให้มัน 'คูล' และได้สกอร์สูง
Nero เป็นตัวที่เน้นการโจมตีตรงๆ และการควบคุมพื้นที่ผ่าน Devil Breakers และระบบ Exceed ของ Red Queen นี่คือของที่ผมชอบแนะนำ: Red Queen เอาไว้เล่นแบบขยี้ด้วย Exceed โดยการชาร์จจะเพิ่มความแรงและคอมโบได้ยาวขึ้น ส่วน Blue Rose เหมาะกับการทำคอนโบกลางอากาศและทำให้ศัตรูลอยเพื่อจับอลงกต Dante-style จับคู่กับ Devil Breakers ต่างๆ จะเพิ่มมิติ เช่น Breaker แบบระเบิดช่วยเคลียร์ฝูงได้เร็ว และแบบที่เป็นบูสเตอร์ช่วยให้เคลื่อนที่หรือทำการโจมตีกันระยะได้สะดวก ผมมักจะพกอย่างน้อยสองแบบติดตัวไว้แล้วสลับใช้ตามสถานการณ์ แล้วอย่าลืมฝึกท่า Stinger กับ Overhead เพื่อเปิดคอมโบหรือรีเซ็ตศัตรู
Dante คือความเป็นตัวละครที่หลากหลายสุด — เปลี่ยนสไตล์ได้ทันใจและมีอาวุธให้เลือกเยอะมาก สิ่งที่ผมมักแนะนำคือลองปรับใช้สี่สไตล์หลักคือ Trickster สำหรับการหลบและเคลื่อนไหว, Swordmaster เพื่อเพิ่มท่าโจมตีระยะประชิด, Gunslinger เมื่ออยากได้ลำดับการยิงต่อเนื่อง และ Royalguard ถ้าชอบการกันและสวนกลับที่เท่แบบสุดโต่ง อาวุธพื้นฐานอย่าง Rebellion กับปืนคู่ Ebony & Ivory ใช้ได้ตลอด แต่ Balrog (หมัด/เตะ) จะให้ฟีลคอมโบหนักและ Cavaliere ช่วยเรื่องการคุมพื้นที่และทำคอมโบต่อเนื่อง อย่ากลัวการสลับอาวุธกลางคอมโบ — นั่นแหละเสน่ห์ของ Dante ที่ทำให้คอนโบดูสวยงามและมีประสิทธิภาพ
ส่วน V ต้องเล่นแบบคิดแตกต่างออกไปเพราะเขาไม่ได้สู้ด้วยตัวเองโดยตรง แนะนำให้โฟกัสที่การควบคุม Griffon กับ Shadow เพื่อสร้างคอมโบในอากาศและคอมโบเชื่อมต่อไปหาการเรียก Nightmare มาช่วยจบครีปใหญ่ๆ Griffon ดีตรงให้ระยะยิงและควบคุมการลอยของศัตรู ส่วน Shadow จะเข้ามารัวคอมโบระยะประชิด เมื่อสะสมเดวิลทริกเกอร์พอ ให้เรียก Nightmare มาสอยหนัก จังหวะการเรียกและการคุมน้องๆ เหล่านี้คือกุญแจของ V ที่ทำให้คะแนนพุ่งโดยที่ตัว V ยืนห่างไม่โดนมากนัก
โดยรวมแล้ว การอัปเกรดสกิลที่ผมให้ความสำคัญคือปุ่มที่เพิ่มความยืดหยุ่นของคอมโบ (เช่น เพิ่มจำนวนการชาร์จ Exceed, ลดคูลดาวน์ Devil Breaker บางตัว, หรือเพิ่มพลังให้การเรียก summons ของ V) และการฝึกสลับอาวุธกลางคอมโบจนคุ้นเคยจะเปิดมุมมองการเล่นใหม่ๆ ให้คุณได้ค้นพบเสน่ห์ของ 'Devil May Cry 5' อยู่เสมอ สุดท้ายแล้วของโปรดของผมคือการได้ผสมสกิลที่ไม่ค่อยมีคนเล่นเข้าด้วยกันแล้วเห็นคอมโบมันจัดจ้าน — มันเป็นความพึงพอใจเล็กๆ แบบแฟนเกมที่เล่นแล้วยิ้มไม่หุบ