เริ่มจากไทม์ไลน์ของภาพยนตร์ฉบับไทม์ไลน์หลัก (มักเรียกกันว่า Bayverse) ตามลำดับฉายจริงคือ 'Transformers' (2007) → 'Transformers: Revenge of the Fallen' (2009) → 'Transformers: Dark of the Moon' (2011) → 'Transformers: Age of Extinction' (2014) → 'Transformers: The Last Knight' (2017). เส้นเรื่องชุดนี้มีความต่อเนื่องชัดเจนในส่วนของตัวละครมนุษย์บางคนและเหตุการณ์สำคัญ เช่น เส้นเรื่องของ Sam Witwicky ที่รับบทโดย Shia LaBeouf เป็นแกนหลักในสามภาคแรก ที่เล่าเรื่องการมาถึงของเอนจิ้นต่างดาวบนโลกและการปะทะครั้งใหญ่ระหว่างออโต้บอทกับดีเซ็ปติคอน หลังจากภาคสามมีการเปลี่ยนตัวนักแสดงและเล่าเรื่องกระโดดข้ามเวลาเข้าสู่ยุคใหม่ โดยเป็นจุดเริ่มของตัวละครอย่าง Cade Yeager (Mark Wahlberg) ซึ่งพาเราเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับทรานส์ฟอร์เมอร์สและการไล่ล่าจากหน่วยงานต่างๆ
ด้านอีกเส้นหนึ่งคือการรีบูต/รีสตาร์ทเชิงโทนที่เริ่มด้วย 'Bumblebee' (2018) ซึ่งเป็นพรีเควลที่ย้อนไปสู่ยุค 80s และเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบัมเบิลบีและตัวละครมนุษย์ในมุมอบอุ่นมากกว่าฉากแอ็กชันระเบิดแบบ Bayverse โทนของภาคนี้เน้นอารมณ์และการสร้างตัวละครใหม่ ๆ จากนั้นภาพยนตร์ที่ออกในปี 2023 คือ 'Transformers: Rise of the Beasts' ถูกวางตำแหน่งให้เป็นภาคต่อที่อยู่ในไทม์ไลน์เดียวกับ 'Bumblebee' โดยย้ายเหตุการณ์ไปยังปี 1994 และนำเสนอเผ่าพันธุ์ใหม่จากจักรวาลการ์ตูนแบบ Beast Wars อย่าง Maximals และ Terrorcons ทำให้ตอนนี้มีสองเส้นทางหลักที่ไม่สอดคล้องกันโดยตรง: ไทม์ไลน์ของภาพยนตร์ยุค Bay (ภาค 2007–2017) กับไทม์ไลน์ของภาคที่รีบูต/พรีเควล (เริ่มที่ 'Bumblebee' → 'Rise of the Beasts').
ถาจะให้แนะนำการดูเพื่อสัมผัสเนื้อเรื่องแบบต่อเนื่อง ลำดับที่สะดวกที่สุดคือเลือกสองทางแยกกัน: ถ้าชอบงานมหากาพย์แอ็กชันเต็มรูปแบบ ให้ดู Bayverse ตามลำดับฉายจริง (2007 → 2009 → 2011 → 2014 → 2017) จะเห็นพัฒนาการของคอนเซ็ปต์และความเปลี่ยนแปลงของโลกภาพยนตร์ ส่วนถาต้องการสัมผัสด้านซื่อสัตย์และอบอุ่นกับตัวละครบัมเบิลบี ให้ดู 'Bumblebee' ก่อนแล้วต่อด้วย 'Transformers: Rise of the Beasts' เพราะทั้งสองเชื่อมโยงกันในเชิงโทนและไทม์ไลน์มากกว่า ทั้งนี้ส่วนตัวแล้วชอบความต่างของทั้งสองเส้นทาง — Bayverse ให้ความรู้สึกบ้าพลังและยิ่งใหญ่ ส่วน 'Bumblebee' กับ 'Rise of the Beasts' ให้ความรู้สึกเป็นเรื่องราวของมิตรภาพและตัวละครที่ละมุนกว่า จบด้วยความรู้สึกว่านี่เป็นแฟรนไชส์ที่มีหลายหน้ามุมให้ค้นหาและสนุกได้ตามรสนิยมของคนดู
ความพิเศษของซีรีส์นี้คือการที่ผู้สร้างใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไว้ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ผู้ชมสามารถกลับมาดูซ้ำแล้วพบสิ่งใหม่ได้เสมอ ตอนจบอย่าง 'Weirdmageddon 3: Take Back The Falls' ถือเป็นตอนปิดที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเติมเต็มความลับทั้งหมดและให้ความรู้สึกอิ่มเอมกับจุดจบของเรื่อง