3 คำตอบ2026-03-28 23:06:27
ชอบความอึมครึมที่งานนี้สร้างขึ้นตั้งแต่หน้าแรก — มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ที่ขอบประตูซึ่งทั้งดึงเข้าหาและผลักไสออกไปในเวลาเดียวกัน
วิธีที่ 'ประตูวัด' ใช้ภาพประตูเป็นสัญลักษณ์นั้นชัดเจนว่าได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานท้องถิ่นหลายชิ้นมากกว่าจะยึดติดกับเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นจริง ฉากเล่าเรื่องแบบปากต่อปากหรือบรรยากาศการรวมกลุ่มคนในวัดเพื่อฟังเรื่องเล่านั้นคล้ายกับเรื่องเล่าโบราณที่ถูกเล่าให้เด็กๆ ฟังเพื่อเตือนใจ ความเชื่อเกี่ยวกับขอบเขตระหว่างโลกมนุษย์กับวิญญาณ ซึ่งมักถูกวางไว้ที่ประตูหรือซุ้มวัด ปรากฏบ่อยครั้งและทำให้เรื่องดูเหมือน "ตำนาน" มากกว่าจะเป็นแค่การบันทึกเหตุการณ์
ในมุมมองของฉัน งานชิ้นนี้ยังผสานองค์ประกอบจากเหตุการณ์จริงบางอย่าง เช่น เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของชุมชน ความตึงเครียดระหว่างคนรุ่นเก่าและใหม่ หรือเหตุการณ์เศร้าสลดในประวัติวัด มาใช้เป็นพื้นหลังให้ตัวละครมีแรงจูงใจจริงจัง ฉากที่ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับประตูในยามวิกาลรู้สึกหนักแน่นและเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ชุมชน ทำให้ภาพรวมเป็นงานที่ "ผสม" ระหว่างตำนานกับบันทึกสังคมมากกว่าจะยืนยันว่าอิงจากเหตุการณ์จริงเพียงเหตุการณ์เดียว นั่นแหละที่ทำให้มันทั้งน่ากลัวและกินใจในเวลาเดียวกัน
3 คำตอบ2026-03-28 14:29:45
เสียงระนาดและเครื่องสายที่ผสมกับเสียงระฆังใน 'ประตูวัด' ทำให้ฉากดูขรึมแต่ไม่เย็นชา — นี่คือสิ่งที่ดึงฉันเข้ามาทุกครั้งเมื่อฟังฉบับดั้งเดิม
ผมมักอธิบายว่าเพลงนี้ไม่ได้มีผู้แต่งเดียวตายตัวเสมอไป ขึ้นกับว่าคนพูดถึงเวอร์ชันไหน: ถ้าเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์หรือละคร จะมีนักประพันธ์เพลงภาพยนตร์ที่ได้รับเครดิตชัดเจน ส่วนถ้าเป็นท่วงทำนองพื้นบ้านที่ถูกเรียกว่าประตูวัดบ่อย ๆ มักจะเป็นชิ้นดัดแปลงจากทำนองพื้นถิ่นที่ไม่มีบันทึกผู้แต่งแน่ชัด ดังนั้นคำตอบแบบตรงไปตรงมาคือผู้แต่งเปลี่ยนไปตามบริบท แต่ในหลายเวอร์ชันที่เป็นที่รู้จัก ผู้แต่งจะเป็นคนที่เชี่ยวชาญการผสมเสียงไทยกับออร์เคสตรา
สิ่งที่โดดเด่นของเพลงนี้สำหรับฉันคือการใช้ช่องว่างและเสียงเรียบง่ายเป็นตัวเล่าเรื่อง แทนที่จะอาศัยเมโลดี้ซับซ้อน ผู้แต่งมักเลือกทำนองสั้น ๆ ซ้ำแล้วเพิ่มสีสันด้วยระนาด ซอ หรือตัวเครื่องดีดผนวกกับสตริงเบา ๆ ทำให้เกิดอารมณ์ศรัทธาและความเลือนลางในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นจังหวะมักผ่อนคลายหรือปล่อยให้เป็นอิสระ ทำให้เพลงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ในฉาก เหล่านี้แหละทำให้แม้ไม่รู้ชื่อผู้แต่ง เพลงยังคงติดตรึงใจได้จนอยากกลับไปฟังใหม่
3 คำตอบ2026-03-28 21:12:49
หลังจากได้ดู 'ประตูวัด' ความรู้สึกแรกที่ผมนำกลับมาคือความเงียบที่หนักแน่นและภาพวัดกลางหมอกที่ติดตา เรื่องราวหลักเดินตามตัวละครหนุ่ม-สาวจากเมืองกลับสู่หมู่บ้านบ้านเกิดเพื่อจัดการเรื่องมรดกหรือคำสัญญาที่ถูกทิ้งไว้กับวัดท้องถิ่น เมื่อเขาเข้าไปใกล้ 'ประตูวัด' ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกของคนเป็นกับสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ เหตุการณ์แปลกๆ เริ่มเกิดขึ้น: เสียงที่ไม่มีแหล่งกำเนิด เงาที่ยืนข้างประตูในยามค่ำ และความทรงจำเก่าที่ค่อยๆ ถูกเปิดเผยผ่านวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ในบริเวณวัด
การเดินเรื่องไม่ได้เน้นแค่ความสยอง แต่ผสมระหว่างความลึกลับกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ตัวละครหลักค่อยๆ เผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตและการตัดสินใจที่ต้องเลือกระหว่างการรักษาประเพณีหรือการทำลายมันเพื่อก้าวต่อไป ฉันรู้สึกว่าฉากหลายฉากใช้สัญลักษณ์ธรรมชาติ — น้ำ ควัน เทียน — เพื่อสื่ออารมณ์ และบทสุดท้ายเลือกที่จะให้คำตอบบางอย่างคาไว้มากกว่าจะอธิบายทุกอย่างจนชัดเจน เหมือนฉากสุดท้ายใน 'Spirited Away' ที่ทิ้งช่องว่างให้คนดูเปิดจินตนาการต่อไป
ฉากที่ติดตาฉันที่สุดคือการเผชิญหน้ากับเจ้าประตูในคืนฝนตก แสงเทียนสะท้อนหยดน้ำ เป็นความนิ่งที่เหน็บแนมและสวยงามในเวลาเดียวกัน เรื่องนี้เลยกลายเป็นงานที่ผสมทั้งความเศร้า ความลึกลับ และการไถ่ถอนกันอย่างพอดี ไม่ได้จบแบบจัดลำดับเหตุผลทั้งหมด แต่กลับทำให้ทุกฉากมีแรงสะกิดให้คิดต่อไป
3 คำตอบ2026-03-28 11:11:02
ภาพฉากประตูวัดใน 'ประตูวัด' ให้ความรู้สึกเก่าแก่และมีร่องรอยประวัติศาสตร์ชัดเจน ถ้าลงรายละเอียดตามที่ผมสังเกตแล้ว ทีมถ่ายทำผสมผสานโลเคชันจริงกับสตูดิโอเพื่อควบคุมบรรยากาศ: ส่วนฉากประตูโบราณที่ทำจากอิฐและเศษพระปรางค์ มีความเป็นไปได้สูงว่าถ่ายทำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่โบราณสถานอย่างใกล้เคียงกับกลุ่มวัดโบราณ (เช่น บริเวณวัดรอบเกาะเมือง) เพราะพื้นผิวอิฐเก่า ตอม่อ และซากปรักหักพังแบบอยุธยาให้ภาพนั้นได้อย่างสมจริง
อีกส่วนของฉากที่เป็นประตูวัดทรงศิลปะรัตนโกสินทร์ มีองค์ประกอบปูนปั้นและซุ้มแบบกรุงเทพฯ โดยฉากเหล่านี้มักถ่ายทำที่วัดที่เปิดให้ใช้พื้นที่หรือบนเซ็ตในสตูดิโอของกรุงเทพฯ เพื่อให้ควบคุมแสงและเสียงได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างในฟุตเทจที่มีเสาฉลุลายทองและทวารบาลมักชี้ไปที่โลเคชันในเขตเมืองหลวงมากกว่าพื้นที่ชนบท
ส่วนฉากประตูวัดที่ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักแบบล้านนา มีร่องรอยไม้สีเข้มและการตกแต่งเฉพาะถิ่นแบบภาคเหนือ นั่นทำให้ผมคิดว่าโลเคชันเสริมบางส่วนถูกถ่ายทำในจังหวัดเชียงใหม่หรือจังหวัดทางภาคเหนือที่ยังคงรักษาวัดไม้โบราณไว้ ซึ่งทีมงานมักเดินทางไปถ่ายซีนสั้น ๆ เพื่อจับบรรยากาศท้องถิ่นโดยแท้จริง สรุปแล้วภาพรวมคือการผสมผสานระหว่างพระนครศรีอยุธยา กรุงเทพฯ (สตูดิโอ/วัดในเมือง) และจุดเสริมอย่างเชียงใหม่ ซึ่งทำให้ฉากประตูวัดมีมิติทางประวัติศาสตร์และภูมิภาคที่หลากหลายและน่าจดจำ
3 คำตอบ2026-03-28 04:36:21
จากมุมมองแฟนตัวยงของละครพื้นถิ่นแบบนี้ ผมมองว่าบทที่แฟนคลับชื่นชอบที่สุดใน 'ประตูวัด' คืองานของนักแสดงที่รับบทหลวงพ่อ — ไม่ใช่แค่เพราะภาพลักษณ์สงบขรึม แต่เพราะการแสดงที่ซ่อนความขัดแย้งในตาและท่าทางเอาไว้ได้ละเอียดมากจนคนดูรู้สึกว่าเขาเป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ทางศีลธรรม เหตุผลที่ผมคิดแบบนี้มาจากฉากเผชิญหน้ากับผู้นำชุมชนซึ่งบทพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่น ทำให้คนดูเงียบในโรงและหลังจากนั้นมีคนพูดถึงฉากนั้นบนโซเชียลเป็นวันๆ
สไตล์การเล่นของนักแสดงคนนี้มีความเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเลเยอร์ เขาใช้จังหวะหยุด-พูด-นิ่ง ให้ความรู้สึกว่าทุกคำพูดคัดกรองมาแล้ว และเมื่อมีฉากที่ต้องปล่อยอารมณ์จริง ๆ ผู้ชมจะยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ เพราะมันขัดกับภาพลักษณ์เดิม ผมเห็นแฟนคลับทำฟุตเทจสั้นเก็บมุมกล้องที่จับแววตาและแชร์กันจนเป็นมีม นั่นเป็นมาตรวัดความชื่นชอบที่เห็นได้ชัด
สุดท้ายบทหลวงพ่อไม่ได้หวือหวาแต่ทิ้งร่องรอยยาว ผู้ชมที่ชอบตัวละครแบบมีความลึกจึงจับจองหัวใจนักแสดงคนนี้ไปแล้ว ผมเองยังคิดถึงวิธีที่เขาเงียบก่อนจะปล่อยประโยคเดียวที่เปลี่ยนบรรยากาศทั้งฉาก นั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นบทที่คนพูดถึงมากที่สุด
3 คำตอบ2026-03-28 01:46:19
การอ่าน 'ประตูวัด' และการดูฉบับภาพยนตร์ให้ความรู้สึกต่างกันตั้งแต่เปิดหน้าแรกจนถึงเครดิตสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าหนังสือให้พื้นที่กับรายละเอียดเชิงจิตวิทยาและบรรยากาศมากกว่า—ผู้เขียนใช้ภาษาละเอียดเพื่อถ่ายทอดความคิดภายในของตัวละคร ความทรงจำ และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ซึ่งหนังสือสามารถยืดเวลาให้ผู้อ่านไตร่ตรองหรือย้อนกลับไปอ่านซ้ำได้ ขณะที่ภาพยนตร์ต้องสื่อสารผ่านภาพ เสียง และการแสดง ทำให้บางชั้นความหมายถูกย่อหรือย้ายตำแหน่งเพื่อให้เข้ากับจังหวะและความยาวของหนัง
ในฐานะคนที่ชอบสังเกตมุมกล้องและการตัดต่อ ผมเห็นว่าภาพยนตร์มักจะเลือกเส้นเรื่องหลักแล้วตัดความซับซ้อนบางอย่างออกไป เช่น พล็อตรองหรือบทสนทนาที่ขยายความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครถูกย่อให้สั้นลง หรือถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ภาพแทนคำอธิบายยาวๆ ฉากที่ในหนังสือใช้เวลาเล่าเป็นหน้าจะถูกย่อยเป็นช็อตสั้นๆ เพื่อรักษาจังหวะและความต่อเนื่อง ตัวแปรนี้ทำให้ตัวละครบางตัวดูเรียบขึ้น แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้แสดงนำเติมพื้นที่ว่างด้วยการแสดงอิมพ์โรวไลซ์และภาษากาย
สุดท้ายฉันชอบการที่ทั้งสองเวอร์ชันเสนอประสบการณ์ต่างวัตถุประสงค์—หนังสือชวนให้เข้าไปอยู่ในหัวตัวละครและไตร่ตรอง ส่วนภาพยนตร์ชวนให้สัมผัสอารมณ์แบบทันทีผ่านภาพ เพลงประกอบ และการแสดง ถ้าจะเปรียบเทียบกับงานอื่น ๆ ที่เคยดู-อ่าน พร้อมจะบอกว่าความต่างนี้คล้ายกับความแตกต่างระหว่างหนังสือกับเวอร์ชันภาพยนตร์อย่าง 'The Godfather'—ฉบับภาพยนตร์ทำให้โครงเรื่องหลักชัดและทรงพลังขึ้น ส่วนหนังสือแจกแจงบริบทและรายละเอียดชีวิตของตัวละครได้ลึกกว่า ทั้งสองเวอร์ชันของ 'ประตูวัด' จึงมีเสน่ห์ของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากลงลึกหรืออยากถูกพาไปด้วยกระแสภาพและเสียง
1 คำตอบ2025-10-14 04:55:56
ทริปครั้งล่าสุดที่ไป 'วัดปราสาททอง' ทำให้รู้สึกว่าเวลาเปิดปิดของที่นี่ค่อนข้างเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวและคนทำบุญทั่วไป โดยทั่วไปแล้ว 'วัดปราสาททอง' เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เช้ามืดประมาณ 06:00 จนถึงเวลาค่ำราว 18:00 ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิหาร โบราณสถาน และทำบุญภายในบริเวณวัดได้ตามปกติ ภาพที่ชอบที่สุดคือแสงอ่อนๆ ตอนเช้าที่ลอดผ่านโครงสร้างโบราณ ทำให้รายละเอียดลวดลายและสีทองของพระประธานเด่นขึ้นชัดเจนมาก
การมาเยือนในเช้าวันธรรมดาเห็นการตักบาตรของชาวบ้าน ขณะที่การมาช่วงบ่ายปลายๆ จะได้บรรยากาศสงบและแสงอาทิตย์ทอดยาว เหมาะสำหรับถ่ายรูป แต่ก็ต้องระวังว่าบางครั้งส่วนที่เป็นอาคารด้านในหรือเขตสงฆ์อาจมีการปิดทำความสะอาดหรือจัดพิธีสงฆ์ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเข้าไปได้ตลอดทั้งวัน ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาเช่นวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา หรือวันเข้าพรรษา เวลาการเข้าชมอาจขยายออกไปหรือลดลงได้ตามกิจกรรมของวัด ฉะนั้นการคาดหวังด้านเวลาควรยืดหยุ่นไว้ แต่โดยภาพรวมช่วง 06:00–18:00 คือช่วงที่คนทั่วไปมักจะมาหาเจอประตูเปิดและการต้อนรับเป็นปกติ
มุมปฏิบัติและมารยาทที่ควรเผื่อใจคือแต่งกายสุภาพ หลีกเลี่ยงเสื้อแขนกุดหรือกางเกงขาสั้นที่สั้นมาก และเตรียมรองเท้าที่ถอดง่ายเพราะต้องถอดรองเท้าเข้าเขตพระอุโบสถหรือศาลาการเปรียญ การถ่ายภาพสามารถทำได้แทบจะทุกจุดที่อนุญาต แต่ควรรักษาความเรียบร้อยและไม่เบียดเสียดพื้นที่ทำบุญ หากมาเช้าจริงๆ การเข้าวัดตั้งแต่ประมาณ 06:00–07:30 จะได้บรรยากาศการทำบุญกับชาวบ้านและภาพมุมสูงของวัดที่สวยมาก ส่วนช่วงบ่ายปลายๆ ประมาณ 16:00–18:00 แสงจะสวยและผู้คนเบาบาง เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ความสงบและเวลาคิดเงียบๆ
ท้ายที่สุด ความประทับใจเล็กๆ ที่มักติดตัวกลับมาคือความรู้สึกผ่อนคลายและการได้เห็นวิถีชีวิตของคนในชุมชนรอบวัด แม้ว่าตารางเวลาเปิดปิดจะดูเรียบง่าย แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างเสียงระฆังยามเช้า การทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ และรอยยิ้มของคนที่มาทำบุญล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้การมาเยือนรู้สึกมีคุณค่าเสมอ ยืนมองพระอุโบสถในยามเย็นแล้วรู้สึกอบอุ่นแบบนิ่งๆ — นี่ล่ะคือความทรงจำเล็กๆ ที่มักพกกลับบ้านหลังจากเดินบ้านออกจาก 'วัดปราสาททอง'
6 คำตอบ2025-10-14 02:33:24
แสงทองที่กระทบยอดเจดีย์ทำให้ใจนิ่งลงทันทีเมื่อแรกเห็นภาพรวมของวัดนี้
ผมชอบเริ่มจากมุมกว้างก่อน เพื่อจับจังหวะขององค์ประกอบ: แกนหลักของวัดตั้งเรียงตามแกนทางเข้าที่ชัดเจน เจดีย์สูงเด่นเป็นจุดโฟกัส ขนาบข้างด้วยพระอุโบสถและศาลาการเปรียญที่มีหลังคาซ้อนชั้นแบบไทยโบราณ การประดับด้วยลายปูนปั้นและทองคำเปลวให้ความรู้สึกหรูหราแต่ไม่ฟุ้งเฟ้อ เพราะมีการบาลานซ์พื้นที่ว่าง—ลานกว้าง ลำคลองเล็กๆ และแนวต้นไม้ที่ช่วยกรอบทัศนียภาพ
เมื่อเดินเข้าใกล้จะเห็นรายละเอียดที่ทำให้ผมตื่นเต้น: ลูกกรงไม้แกะสลัก ซุ้มประตูที่มีลายดอกไม้แบบดั้งเดิม และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องพุทธประวัติในสไตล์ท้องถิ่น ความเชื่อมโยงระหว่างวัสดุเก่าแก่กับการบูรณะสมัยใหม่ทำให้แต่ละส่วนยังคงความเก่าแก่แต่ดูสดขึ้น การจัดวางองค์ประกอบของแสงเงาและการสะท้อนจากพื้นหินยังสร้างบรรยากาศที่เปลี่ยนตามเวลา เหมือนวัดมีชีวิต ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้างนิ่งๆ
4 คำตอบ2025-10-19 17:25:06
ยามเช้าที่แสงอ่อนๆ ส่องผ่านหลังคาวัดทำให้บรรยากาศรอบๆ 'วัดปราสาททอง' เงียบสงบกว่าที่คิดไว้มาก
ตอนที่ผมเดินเข้าไป ประตูวัดมักจะเปิดตั้งแต่เช้ามืดประมาณ 06:00 และจะปิดราว 18:00 ในหลายๆ วันตามมาตรฐานวัดทั่วไป แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออาคารหลักหรือวิหารบางหลังอาจมีเวลาบูชาหรือปิดเพื่อทำความสะอาดช่วงกลางวัน ดังนั้นการไปช่วงเช้าหรือช่วงเย็นจะรับประสบการณ์ที่ครบกว่าและได้เห็นพิธีกรรมเล็กๆ ด้วยตา
ค่าเข้าชมของพื้นที่โดยรวมแทบจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม — คนทั่วไปสามารถเข้าชมบริเวณลานวัดได้ฟรี แต่มีบางมุมที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์หรือห้องจัดนิทรรศการที่อาจเรียกเก็บค่าเข้าเล็กน้อย (ราว 20–50 บาท) นอกจากนี้ผมมักเห็นป้ายแนะนำการบริจาคเพื่อช่วยบำรุงรักษาองค์เจดีย์หรือโบราณสถาน ถ้าอยากถ่ายรูปให้สังเกตป้ายห้ามถ่ายในอาคารสำคัญและควรถอดรองเท้าก่อนขึ้นวิหารตามข้อปฏิบัติของวัด
เคล็ดลับเล็กๆ ที่มักบอกเพื่อนร่วมทางคือไปเช้าๆ จะได้ถ่ายรูปแสงนุ่มๆ และหลีกเลี่ยงฝูงชน ช่วงเทศกาลใหญ่ๆ เวลาทำการอาจนานขึ้นและมีการจัดงานพิเศษ ดังนั้นเตรียมตัวด้วยเสื้อผ้าเรียบร้อย รองเท้าใส่ถอดง่าย และน้ำดื่มสักขวดก็ช่วยให้ทริปสบายขึ้น
4 คำตอบ2025-10-18 11:36:52
เสียงระฆังของวัดปราสาททองยังคงแว่วในความทรงจำของคนในชุมชนเหมือนเป็นเครื่องหมายเวลาที่บอกว่าทุกอย่างยังคงหมุนไปตามจังหวะเก่า ๆ
เราโตมาเห็นชาวบ้านเล่ากันว่าจะมีผู้ใหญ่หรือเจ้าของท้องถิ่นคนหนึ่งสร้างวัดนี้ขึ้นหลังจากมีความฝันว่าพบพระพุทธรูปทองคำฝังอยู่ใต้ดิน จึงลงมือขุดและตั้งวัดเป็นที่สักการะ ตำนานท้องถิ่นบอกว่าพระพุทธรูปนั้นให้โชคให้ความสงบแก่พื้นที่ ทำให้คนนับถือและอัญเชิญชาวบ้านมาร่วมสร้างวัดไปพร้อมกัน
สถาปัตยกรรมของวัดมีซากกำแพงและปรางค์ที่ชวนให้คิดถึงยุคเก่า นักเล่าเรื่องท้องถิ่นมักจะเติมแต่งว่าในยุคหนึ่งเคยมีปราสาทเล็ก ๆ หรือพระราชวังไม้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ จนชาวบ้านเรียกชื่อวัดในแบบที่ผูกกับคำว่า 'ปราสาท' ไว้ แม้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จะไม่ตรงกันทั้งหมด แต่พลังของคำเล่าและพิธีกรรมประจำปีที่ยังคงมี การจัดแห่หรือทำบุญใหญ่ กลับทำให้วัดนี้เป็นหัวใจของชุมชนต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน