มีหนังเวียดนามคลาสสิกเรื่องหนึ่งที่ผมมักแนะนำเสมอเมื่ออยากเห็นภาพสงครามจากมุมชาวบ้านในประเทศนั้น นั่นคือ 'Bao giờ cho đến tháng Mười' (แปลตรงตัวว่า 'เมื่อไหร่จะถึงเดือนตุลาคม') ซึ่งเล่าเรื่องผ่านความเศร้า สุข และความเงียบของชีวิตชนบทหลังสงคราม ตัวหนังไม่ตะโกนคำวิจารณ์การเมือง แต่นำเสนอความสูญเสียด้วยมุมกล้องที่ใกล้ชิดกับใบหน้าและพิธีกรรมของคนในชุมชน
แค่มองโปสเตอร์ของ 'The Scent of Green Papaya' ก็ทำให้ใจฉันอ่อนลงได้เลย แทบจะเรียกได้ว่านี่คือหนังเวียดนามที่เปิดประตูสู่สายตาผู้ชมและวงการภาพยนตร์โลกอย่างจริงจัง ผกก. ถ่ายทอดความละเมียดละไมในวิถีชีวิตแบบบ้าน ๆ แต่การเล่าเรื่องกับภาพและซาวด์ทำให้หนังได้รับการยอมรับจนคว้ารางวัลกล้องทองคำสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ที่เทศกาลคานส์ และยังได้เข้าไปเป็นตัวแทนในสายต่างประเทศของรางวัลออสการ์ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่างานภาพยนตร์จากบริบทเวียดนามมีพลังมากกว่าที่หลายคนคิด