Masuk“มาทำให้หวั่นไหว แล้วคิดจะหนีงั้นเหรอ!” “พี่ธาม...” “อย่าคิดว่าจะหนีไปไหนได้อีก”
Lihat lebih banyakท้องฟ้าที่มืดสนิทยามค่ำคืน สายลมเบาๆ ที่พัดลอยมาท่ามกลางความเงียบงัน ควันสีขาวหม่นลอยฟุ้งขึ้นตามแรงเป่าจากริมฝีปากหยักของบางคน
“มานั่งอยู่นี่อีกแล้ว” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเรียกให้คนที่กำลังเหม่อลอยต้องหันมอง
“มีอะไร...” ธามเอ่ยถามก่อนจะดับบุหรี่ลงที่โคนต้นมะยมหน้าบ้าน
ธาม หรือ ธนวินท์ นักศึกษาปีสามร่างสูงและกำยำ นิสัยเงียบขรึม ไม่ค่อยสุงสิงกับใครนอกจากกลุ่มเพื่อนสนิท ไม่ชอบความวุ่นวาย
“ทำไมบ้านโล่งจังวะ” คนมาใหม่เอ่ยถามเมื่อมองเข้าไปภายในรั้วบ้านที่มืดสนิท
หลายวันก่อนที่แวะมาหาเพื่อน บ้านร้างข้างๆ บ้านของเพื่อนยังดูรกร้างเต็มไปด้วยต้นไม้ต้นหญ้า เพราะถูกปล่อยทิ้งมานาน อยู่ๆ มาวันนี้ภายในรั้วบ้านโล่งเตียนอย่างเห็นได้ชัด
“จะมีคนมาอยู่แล้วมั้ง” ธามพูดนิ่งๆ ตามนิสัยไม่ชอบสนใจหรือใส่ใจอะไรในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
“แล้วทีนี้ทำไง ปีนเข้าไปขุดเอาไปปลูกที่บ้านมึงเลยดีมั้ย” กองทัพเอ่ยถามพร้อมกับมองไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีดอกสีขาวเบ่งบานอยู่เต็มต้น ต้นไม้เพียงต้นเดียวที่ไม่ถูกตัดหรือถอนทิ้ง
และเพราะกลิ่นหอมของมันทำให้เพื่อนตัวโตของเขามานั่งอยู่ที่นี่เป็นประจำ แม้บ้านจะอยู่ติดกันแต่ธามก็บอกว่ากลิ่นที่ลอยมามันหอมสู้มานั่งดมอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ไม่ได้
“ต้องถึงขนาดนั้นมั้ยมึง...”
“กูจะรู้ได้ไง เห็นมึงติดกลิ่นมันขนาดนี้” เขาที่เป็นเพื่อนมานานยังแปลกใจ กลิ่นดอกแก้วมันก็เหมือนๆ กัน
“แล้วมึงมานี่ มีอะไร” ธามถามกลับเสียงนิ่งเรียบ
กองทัพถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหันมองหน้าเพื่อนสนิทอีกครั้ง
“พรุ่งนี้เข้าประชุมด้วย เรื่องรับน้อง”
“ไม่ไป ไม่ว่าง” ธามตอบทันทีอย่างไม่จำเป็นต้องคิด
“ไม่ไปไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้ ไม่ไปก็คือไม่ไป” เสียงเข้มย้ำชัดก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความรู้สึกหงุดหงิดกำลังก่อตัวเล็กๆ
“มึงเป็นประธานไง มึงไม่ไปหลายๆ อย่างมันก็ไปต่อไม่ได้ อีกอย่างก็ใกล้เปิดเทอมแล้ว เดี๋ยวก็ไม่ทันไอ้ห่า!” กองทัพเองก็หงุดหงิดไม่ต่างกัน
เพื่อนเล่นหนีงานคณะตลอด แล้วเคราะห์ก็ตกมาอยู่ที่รองประธานอย่างเขานี่แหละ อาจารย์ก็ถามหา นอกจากถามหาก็มีฝากด่ามาอยู่บ่อยครั้งอีกต่างหาก
“วุ่นวายสัส ลาออกแม่ง!”
ลาออกที่พูดมาจนนับครั้งไม่ได้ แต่ก็ได้แค่พูดเท่านั้นเพราะไม่สามารถทำได้ ก็จะทำได้ยังไง เพราะตำแหน่งที่ได้มาก็มาจากรุ่นพี่ที่ธามนั้นแสนจะนับถือ
“ปากดี”
“เออ เรียนอย่างเดียวก็ปวดหัวจะตายห่าล่ะ กิจกรรมส้นตีนอะไรนักหนา” ทั้งพูดทั้งด่าไปพร้อมๆ กัน ก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงกลับบ้านตัวเองที่อยู่ติดกับบ้านที่รกร้างอย่างไม่สบอารมณ์
กองทัพส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามเพื่อนเข้ามาในบ้านหลังเดียวกันอย่างถือวิสาสะ น้อยคนนักที่จะได้เข้ามาในบ้านหลังนี้
บ้านหลังที่ธามซื้อไว้ด้วยเงินของตัวเอง
บ้านหลังขนาดกลางของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง
บ้านที่ธามถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว แม้แต่พ่อและแม่ของเขาเองก็ไม่อาจจะเข้ามาวุ่นวายได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น
ธามเข้ามาถึงหอประชุมตามเวลาที่นัดกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ไว้ เพราะนิสัยที่ไม่ชอบความวุ่นวายเป็นทุนเดิมของตัวเอง ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้
อย่างเช่นตอนนี้ ที่หลายๆ ฝ่ายกำลังถกเถียงกันเรื่องกิจกรรมรับน้อง ที่ต่างฝ่ายต่างอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจหนักๆ ดังขึ้น
ร่างหนาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วจ้องมองไปยังเพื่อนๆ รุ่นพี่และรุ่นน้องที่กำลังถกเถียง หาข้อสรุปกันไม่ได้
“ถ้ามันยาก ก็ไม่ต้องจัดมัน” ธามบอกเสียงนิ่งเรียบ
เขาเสียเวลามาเกือบครึ่งวันแล้วยังหาข้อสรุปกันไม่ได้เลย ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป วันนี้ก็คงสรุปงานไม่ได้
“ไม่ได้สิไอ้ธาม ยังไงก็ต้องมีการรับน้อง”
“เราว่าแค่จัดกิจกรรมอะไรเบาๆ ให้น้องได้ทำร่วมกันก็น่าจะพอ ไม่ต้องเล่นอะไรใหญ่โตหรอก” ชมพู ประธานปีสองพูดขึ้นพร้อมกับมองหน้าเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมประชุม
“อันนี้เราเห็นด้วยนะ ยิ่งออกนอกสถานที่ด้วย ไม่ต้องมีเลย ความรับผิดชอบเยอะ ตัดทิ้งไปเถอะ”
และหลายๆ คนก็เห็นด้วย
“ใช่ค่ะ ตอนรุ่นหนู พ่อกับแม่บ่นน่าดูเลย” รุ่นน้องคนหนึ่งออกความเห็น ถึงจะเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ก็ถือว่าเพิ่งจะเป็นก้าวแรก บางคนเพิ่งจะออกจากอ้อมแขนของพ่อแม่เองด้วยซ้ำ
“งั้นก็เอาอย่างที่ชมพูบอก เอาอะไรที่มันง่ายๆ อย่าให้มันวุ่นวายนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจัดไปแล้วไม่ได้อะไรเลยนะ อย่างน้อยต้องให้รุ่นพี่รุ่นน้องรู้จักกัน สร้างความสนิทสนมกัน” ธามออกความเห็น
และตอนนี้หลายๆ คนก็เห็นด้วย และบางคนก็เห็นต่างออกไป แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับตามเสียงข้างมาก
“เสียเวลาฉิบหาย” ธามบอกในขณะที่พากันเดินออกจากห้องประชุมของคณะ โดยมีเตชินทร์และกองทัพเดินเคียงข้างตามกันออกมา
“เอาน่า เดี๋ยวก็ผ่านไป” กองทัพบอก
เตชินทร์พยักหน้ารับเบาๆ อย่างน้อยปีสุดท้ายที่จะได้เข้ากิจกรรมก็อยากทำให้ดีที่สุด ปีหน้าก็ต้องไปฝึกงาน ตามด้วยทำรายงานเตรียมจบ คงไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้แล้ว
ทั้งสามเดินมาถึงลานจอดรถ ธามหันไปหาเพื่อนทั้งสองอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถาม
“อืม แล้วพวกมึงไปไหนต่อ”
“กลับบ้านวะ” กองทัพตอบ
“กูว่าจะแวะไปหาหมี่ก่อน เพิ่งย้ายเข้าคอนโดเมื่อวานไม่รู้ขาดเหลืออะไรหรือเปล่า” เตชินทร์บอกพร้อมรอยยิ้มนิดๆ ยามที่เอ่ยถึงเด็กสาวที่แม่ของตนเองอุปการะไว้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมาถามเพื่อนกลับในคำถามเดียวกัน
“แล้วมึงล่ะ ไปไหนต่อ”
“กลับบ้าน”
°•○ ☆ ○•°
แล้วธามก็ทำตามที่บอกกับเสียงเพลงไว้ทุกอย่าง หลังจากกลับมาจากบ้านของเสียงเพลงได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น พ่อและแม่ของธามก็เดินทางไปยังบ้านสวนของเสียงเพลงทันที ไปโดยที่เสียงเพลงเองก็ไม่รู้ตัว มารู้อีกทีก็ตอนที่พ่อแม่ของคนพี่กลับมาแล้วแล้วทุกอย่างที่เป็นไปตามที่ธามตั้งใจไว้เรื่องของเขากับน้องผู้ใหญ่ทั้งสองต่างยินดีและยินยอมให้เขาดูแลน้องในฐานะคนรัก และในวันข้างหน้าทุกอย่างจะต้องถูกต้องมากกว่านี้และตลอดเวลาที่คบหากัน ธามและเสียงเพลงยังคงเสมอต้นเสมอปลายต่อกันไม่เปลี่ยนแปลง แม้เวลาจะผ่านมาจนเกือบครบปีแล้ว ทุกอย่างสำหรับธามและเสียงเพลงไม่เคยลดน้อยลง มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ“ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยนะ” เสียงเพลงบ่นพึมพำทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจไปพร้อมๆ กันอยู่ๆ คนพี่ก็ส่งข้อความมาบอกว่าต้องเข้าประชุมกับหัวหน้างาน น่าจะกลับบ้านช้ากว่าปกติเธอคงจะไม่รู้สึกแบบนี้หากวันนี้มันไม่ใช่วันสำคัญของเรา‘นอยด์’ติ๊งต่อง~แล้วเสียงที่ดังจากประตูรั้วหน้าบ้านก็เรียกให้คนที่กำลังนั่งซึมต้องสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นไปชะโงกหน้าดูผ่านม่านประตูทันทีที่เห็นว่าใครที่ยืนอยู่หน้าบ้าน เสียงเพลงก็รีบวิ่งออกมาต้อนรั
“ผมต่างหากครับที่ต้องถามว่าคุณพ่อรังเกียจผมมั้ย”“อะไรทำให้คิดแบบนั้น” พิพัฒน์ถามคนรักของลูกชายด้วยท่าทางนิ่งเรียบสบายๆ คนที่ผ่านอะไรมามากมายย่อมมองออกว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำลังกังวลอะไรอยู่ธามนิ่งเงียบ คิดและทบทวนความคิดของตนเองอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ“มาถึงตอนนี้ ผมกลับคิดว่าผมมากกว่าที่ไม่เหมาะสมกับน้อง”น้ำเสียงของธามยังมั่นคง แม้ตอนนี้ในใจจะสั่นไหวไปหมดพิพัฒน์ยกยิ้มเล็กน้อยจ้องมองแววตาของเด็กหนุ่มตรงหน้า ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนแววตาของเด็กคนนี้ก็ยังมั่นคง ภาพสะท้อนจากแววตาคู่นั้นมีแต่ลูกสาวของเขาตลอดเวลาแล้วแบบนี้พ่อที่รักลูกสาวมากๆ อย่างเขาจะรังเกียจหรือขัดขวางไปทำไมกัน“สำหรับพ่อคนที่ไม่เหมาะสมกับยัยเพลง คือคนที่เข้ามาทำให้ยัยเพลงเสียใจและไม่มีความสุข” เพราะที่สุดแล้วสิ่งที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องการก็มีอยู่แค่นั้นแค่ใครสักคนที่เข้ามาดูแลและทำให้ลูกของตนเองมีความสุข“งั้นผมก็ต้องเข้าข้างตัวเองว่าผมเหมาะสมที่สุด” ธามตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่กลับมามีความมั่นใจอีกครั้งใบหน้าที่หม่นเมื่อครู่กลับมายิ้มแย้มเช่นเดียวกัน“พ่อก็คิดอย่างนั้น...”เวลาที่ผ่านมาคือเครื่องพิสูจน์ แม้จะไม่นานแต่คนเป็นพ
วันรุ่งขึ้นธามและเสียงเพลงออกเดินทางตั้งแต่เช้าโดยที่ใช้รถและคนขับรถของที่บ้านตามที่พ่อและแม่ของเขาแนะนำ อย่างน้อยก็ต้องแสดงให้พ่อของเสียงเพลงเห็นว่าทางตนเองและครอบครัวนั้นมีดีมากพอ และพร้อมที่จะดูแลเสียงเพลงไม่ให้ลำบากแม้แต่นิด“คืนนี้พี่ต้องนอนคนเดียวเหรอเนี่ย” ธามพูดขึ้นพร้อมกับจับมือนุ่มๆ ของแฟนตัวน้อยมาคลึงเล่นแม้น้องจะบอกพ่อแล้วเรื่องการคบหากัน แต่ธามก็รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร ไปบ้านว่าที่พ่อตาครั้งแรก จะไปนอนกอดลูกสาวเขาก็คงไม่เหมาะเสียงเพลงยิ้มเอ็นดูกับหน้าหงอยๆ ของแฟนตัวโต“ถ้าไม่อยากนอนคนเดียวก็อย่าล็อคห้อง เดี๋ยวเค้าย่องมาหาพี่เอง”“พ่อเธอตีหัวพี่แตกพอดี” ร่างหนาบอกแล้วหัวเราะเบาๆ กับความคิดของแฟนสาวเสียงเพลงเป็นตัวของตัวเองได้ตลอดเวลา เป็นเธอในแบบที่เขาชอบ นั่นยิ่งทำให้เขายิ่งชอบ ยิ่งรักเธอมากขึ้นทุกที“คืนเดียวเองค่ะ พรุ่งนี้เค้าไปนอนด้วยได้” เสียงเพลงตอบด้วยรอยยิ้ม และครั้งนี้เธอจริงจังพรุ่งนี้พวกมัดหมี่และเพื่อนๆ ของคนพี่จะตามมา เธอจะใช้โอกาสนี้ไปนอนกับแฟนตัวโตของเธอ เธอรู้ว่าพ่อของเธอต้องเข้าใจ แต่ก็ไม่อยากให้คนอื่นมาพูดถึงเธอไม่ดี เดี๋ยวจะพาไปถึงพ่อไม่สั่งสอนอีก เธ
“เป็นไงบ้านพี่” ธามถามหลังจากขึ้นมาอยู่บนห้องนอนของเขาในบ้านหลังใหญ่แล้ว ห้องนอนที่เขาเข้ามานอนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว แต่คืนนี้เขากับน้องตกลงกันว่าจะนอนที่นี่ทั้งสองตกลงกันว่าทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะกลับมาค้างที่บ้านนี้ ส่วนภาดลนั้นขอเวลาก่อน แต่ก็รับปากว่าจะแวะมาหาบ่อยๆ“ดีค่ะ ตอนแรกคิดว่าแม่พี่จะไม่ชอบเค้า”“ทำไมจะไม่ชอบ เธอมันขี้อ้อน เอาใจเก่งขนาดนี้” ร่างหนาบอกหลังจากดึงแฟนตัวน้อยๆ ของตัวเองมานั่งลงบนตักแกร่งแล้วแม้ว่าแม่ของเขาจะเป็นคนพูดไม่ค่อยคิด เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ แต่แม่ของเขาก็เป็นแม่ที่ใจดีและอ่อนโยนไม่แพ้ใครเหมือนกัน“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวพ่อกับแม่พี่รักพี่ปริ้นซ์มากกว่าเค้าจะทำไง” คนตัวเล็กแกล้งพูดพร้อมกับทำหน้าทำตาน่าสงสารที่สุดธามยิ้มอ่อน ยกมือขึ้นบีบจมูกรูปสวยด้วยความมันเขี้ยวเต็มทีกับความช่างพูดของคนน้อง“แต่พี่รักเธอที่สุดนะ รักเธอคนเดียวเลย”“อื้อ แน่สิคะ พี่ต้องรักเค้าคนเดียวอยู่แล้ว” เสียงเพลงพูดหลังจากยกสองแขนคล้องคอคนพี่ปากสวยๆ ที่กำลังคว่ำงอทำเอาธามอดใจไม่ไหวจุ๊บบบ!!ปากหยักกดจูบหนักๆ ด้วยความมันเขี้ยว“อื้อ!!”“เด็กอะไรทำไมมันขี้อ้อนขนาดน
“ขอโทษค่ะ แล้วก็ขอบคุณที่ช่วยเก็บผ้าให้ด้วย” เสียงหวานเอ่ยขึ้นหลังจากความจริงปรากฏเขาปีนรั้วเข้ามาเก็บผ้าให้อย่างที่บอกจริงๆร่างหนาจิ๊ปากบางๆ พรางลูบไปมาที่ลำแขนตัวเองบริเวณที่ถูกด้ามไม้กวาดกระหน่ำใส่จนเป็นรอยเขียวช้ำ“ก็หนูไม่รู้นี่นา...” ใครมันจะไปคิดกันเสียงเพลงมองดูแขนแกร่งของคนตรงหน้าด้วยคว
ผ้าห่มและผ้าปูที่นอนถูกนำไปซักใหม่อีกครั้ง เพราะเสียงเพลงไม่ชอบกลิ่นของใหม่ที่ติดมา เธอตากมันไว้ที่ราวกลางสนามหญ้าข้างบ้าน ก่อนจะหันกลับเข้ามาจัดข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวและเสื้อผ้าของเธอเข้าที่“เฮ้อ! เหนื่อยชะมัด” เด็กสาวพึมพำก่อนจะทิ้งตัวลงนอนลงกับเตียงใหญ่อย่างหมดแรงแม้ว่าภรรยาของลุงภมรจะเข้ามา
“ทางเข้าหมู่บ้านดูปลอดภัยดีนะครับ” เสียงของคนที่ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยขึ้นเมื่อเลี้ยวเข้ามาในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เป็นจุดหมายปลายทาง“ดีแล้วล่ะค่ะ...” หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังบอกด้วยรอยยิ้มแววตาสวยจ้องมองถนนเล็กๆ ในหมู่บ้านสลับกับหน้าจอมือถือที่เป็นรูปบ้านหลังหนึ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายของเธอในวันนี้จนก
ท้องฟ้าที่มืดสนิทยามค่ำคืน สายลมเบาๆ ที่พัดลอยมาท่ามกลางความเงียบงัน ควันสีขาวหม่นลอยฟุ้งขึ้นตามแรงเป่าจากริมฝีปากหยักของบางคน“มานั่งอยู่นี่อีกแล้ว” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเรียกให้คนที่กำลังเหม่อลอยต้องหันมอง“มีอะไร...” ธามเอ่ยถามก่อนจะดับบุหรี่ลงที่โคนต้นมะยมหน้าบ้านธาม หรือ ธนวินท์ นักศึกษาปีสา
Ulasan-ulasan