Mag-log in[นางเอกเก่งมาก พระเอกคลั่งรักมาก] ชาติก่อนเกิดมาไร้ซึ่งครอบครัว แต่ชาตินี้เมื่อมีครอบครัวแล้ว พวกเจ้าก็อย่าได้หวังจะมาแตะต้องครอบครัวของข้า!
view more“มนุษย์ทดลองหมายเลขศูนย์ในที่สุดผมก็หาคุณจนพบ”
เสียงแหบทุ้มดังขึ้น ก่อนที่ชายวัยกลางคนซึ่งมีรูปร่างสันทัดคนหนึ่งจะเดินเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมที่มีกรงขังสีขาวตั้งอยู่ตรงกลางห้อง
ด้านในกรงขังมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย หญิงสาวคนนี้มีอายุราวห้าสิบปีได้ แต่รูปร่างและหน้าตาของเธอยังคงเป็นเพียงเด็กสิบขวบเท่านั้น ดังเช่นวันแรกที่เธอต้องเข้ารับการทดลอง การทดลองที่เปลี่ยนเธอให้กลายเป็นสัตว์ประหลาด!
“ผมแปลกใจมากที่คุณยอมให้พวกเราจับตัวได้ง่าย ๆ”
“หาเจอแล้วใช่ไหม”
“...”
“วิธีที่ใช้ฆ่าฉัน”
เธอไม่สนใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร เพราะสิ่งที่ทำให้เธอยอมอยู่ในกรงขังราวกับเป็นสัตว์ร้ายได้มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น...นั่นคือความตาย
สายตาเย็นชามองไปยังร่างของคนตรงหน้าที่เธอเคยเรียกเขาว่าเพื่อน เธอเข้ามาในสถาบันวิจัยแห่งนี้พร้อมกันกับเขา ในขณะที่คนตรงหน้าถูกเลี้ยงดูให้เป็นนักทดลอง แต่ตัวเธอกลับถูกนำมาทดลอง ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรไปจากสัตว์ตัวหนึ่ง
เธอถูกฉีดสารทดลองมากมายเข้ามาในร่างกาย ทุก ๆ คืนวันเธอต้องทนรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ร้องไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด ความทรมานเริ่มต้นและไม่มีวันจบ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังทดลองเรื่องอะไรและทำไมต้องเป็นเธอ ที่เธอทำได้มีเพียงแค่กัดฟันทนรับความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ จะหนีก็ไม่ได้ จะตายก็ไม่ได้
จนในที่สุด วันที่ทุกคนในสถาบันวิจัยรอคอยก็มาถึง
สารทดลองตัวใหม่มีโอกาสสำเร็จถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ทุกคนบอกว่าถ้าสารทดลองตัวนี้เห็นผลที่แน่ชัด เธอก็จะได้เป็นอิสระ ความหวังที่ไม่เคยมี ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นเพราะคำพูดนั้น
เด็กสิบขวบยิ้มอย่างยินดี แต่ว่านั่นกลับกลายเป็นยิ้มสุดท้ายของเธอ
เพราะสารทดลองตัวใหม่ มันคือนรก!
มันเปลี่ยนร่างกายของเธอให้แข็งแรงดุจเหล็กกล้า ไม่ว่าอาวุธใดก็ทำร้ายและทำอันตรายต่อเธอไม่ได้ ประสาทสัมผัสของเธอดีเยี่ยม ร่างกายนี้เย็นเฉียบราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์ แม้กระทั่งพิษร้ายหรือโรคภัยต่างก็ทำอะไรเธอไม่ได้
ผลลัพธ์ที่เกิดกับเธอดีกว่าที่ทุกคนในสถาบันวิจัยคาดการณ์ แม้มันจะดีต่อการทดลองของพวกเขามากแค่ไหน แต่มันก็เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถเอาเลือดของเธอมาใช้งานในการทดลองได้
เนื่องจากร่างกายนี้แข็งแกร่งเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเข็ม มีด หรือคมดาบใด ต่างก็ไม่อาจจะทำให้ร่างกายของเธอเป็นแผลหรือมีเลือดไหลออกมาได้
นับจากนั้นเธอจึงถูกฝึกฝนให้กลายเป็นอาวุธสังหาร เป็นสินค้าที่หลายประเทศต้องการจะครอบครองและต้องการจะทำลายทิ้ง จนในที่สุดเธอก็ต้องหนีจากการถูกตามไล่ล่า ต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนอยู่ในป่าเขา อยู่ให้ห่างไกลจากผู้คนและต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมาโดยตลอด
ความหวังเดียวในชีวิตของเธอตอนนี้คือความตายเท่านั้น และเธอก็คาดหวังให้มันเป็นวันนี้
“เรามีสารทดลองตัวใหม่ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”
“ไม่ ฉันไม่ต้องการ”
“คุณแน่ใจใช่ไหมมนุษย์ทดลองหมายเลขศูนย์”
“แน่ใจ” หญิงสาวในร่างเด็กพยักหน้าลงอย่างเย็นชาไร้ความรู้สึก
กลับไปเป็นแบบเดิม? เมื่อก่อนเธอเป็นแบบไหน เธอยังจำไม่ได้เลย แล้วเธอจะกลับไปเป็นมันได้ยังไง
“ก็ได้ ผมเข้าใจแล้ว” ชายวัยกลางคนยอมแพ้ทั้ง ๆ ที่เขาหวังให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ และเขาก็ทำได้เพียงแค่ทำตามความปรารถนาของเธอ เพื่อชดใช้ในสิ่งที่ครอบครัวของเขาเคยทำเอาไว้กับเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เขาเคยหลงรัก
“ขอบคุณ” น้ำเสียงอันแผ่วเบาดังขึ้นมา ก่อนที่เขาจะได้เห็นรอยยิ้มของเธอเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมานานแสนนานแล้ว
“ลาก่อนนะ”
ผมรักคุณ
เรือนที่ใช้สำหรับเรียนโอสถนั้นตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับเรือนของท่านปู่และสวนสมุนไพรกลาง ถัดไปไม่ไกลกันนัก เป็นเรือนสำหรับเรียนอักขระของผู้ใช้อักขระซึ่งมีจื่อผิงเป็นผู้ดูแลส่วนเรือนของไป๋เสวี่ยนั้นอยู่ด้านหลังสุด เป็นสถานที่ที่ไม่ใช่ทางผ่านของผู้ใดด้านหลังเรือนไปเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณหนูใหญ่ที่ห้ามคนภายนอกเข้าไปอย่างเด็ดขาด เพราะอยู่ท้ายจวนพอดี จึงไม่มีผู้ใดผ่านไปทางนั้นอยู่แล้ว และที่สำคัญก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของไป๋เสวี่ยด้วยคนตระกูลไป๋ถือคำพูดของไป๋เสวี่ยคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่ไป๋เสวี่ยพูดมักจะเป็นเรื่องจริงที่เชื่อถือได้เสมอหากไป๋เสวี่ยบอกว่ารักษาได้ นางย่อมรักษาได้ หากไป๋เสวี่ยบอกว่าอันตราย สิ่งนั้นย่อมอันตรายจริง ๆ พวกเขาเรียนรู้ว่าต้องเชื่อฟังคำพูดของคุณหนูใหญ่ทุกครั้ง“ทำสิ่งใดกันอยู่” ไป๋เสวี่ยถามไป๋หลัน ที่ตอนนี้เป็นผู้ใช้โอสถระดับกลางแล้ว แต่พลังยุทธ์ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นเดิมอย่างที่เคยบอกไปว่าผู้ครอบครองธาตุพิเศษนั้น จะพัฒนาพลังยุทธ์ได้ช้ากว่าผู้ที่ครอบครองธาตุสามัญอยู่แล้วแต่เรื่องนี้สำหรับไป๋เสวี่ยถือ
“จื่อจ้งเล่า” คนตัวเล็กถามเมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วไม่เห็นจื่อจ้ง“ท่านอาจารย์ออกไปกับคุณชายใหญ่ขอรับ” องครักษ์ผู้หนึ่งเป็นตัวแทนตอบคำถามไป๋เสวี่ย“เช่นนั้นหรือ จื่อซู่ เจ้าก็อยู่ฝึกฝนเถิด ไม่ต้องตามข้ามาแล้ว” ไป๋เสวี่ยหันไปสั่งจื่อซู่ที่ติดตามนางมาตลอดทั้งวัน“ขอรับคุณหนู” ได้ยินคำสั่งของคุณหนูใหญ่ จื่อซู่ก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เขารีบเดินไปรวมกับองครักษ์คนอื่น ๆ ที่กำลังฝึกหนัก“ไปกันเถอะ” หลังจากนั้นไป๋เสวี่ยก็หันไปมองเมิ่งลี่ พร้อมเดินนำทางผ่านลานฝึกยุทธ์ไปตั้งแต่เข้ามาในตระกูลไป๋จนถึงตอนนี้ สีหน้าของเมิ่งลี่ก็ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะนางได้เห็นถึงความแตกต่างของตัวเองกับไป๋เสวี่ยอย่างชัดเจน เด็กหญิงตรงหน้าไม่ว่าจะเดินไปในทิศทางใด ต่างก็ได้รับการเคารพจากทุกคน ทั้งยังเป็นการเคารพด้วยใจไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำเช่นที่นางเคยได้รับที่จวนตระกูลเมิ่งความรู้สึกที่มีคนเคารพนับถือด้วยตัวและหัวใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งลี่รู้สึกว่าอยากจะได้รับมันบ้างไป๋เสวี่ยเหลือบมองสีหน้าของเมิ่งลี่อยู่ตลอด ทั้งยังมองไปยังกำไลข้อมือที่นาง
หลังจากนั้นไป๋เสวี่ยก็พาเมิ่งลี่เดินมาหาไป๋หลิงที่เรือนด้านหลัง เมิ่งลี่ยิ่งเข้ามาในตระกูลไป๋ก็ยิ่งรู้สึกยำเกรงอย่างบอกไม่ถูก เพราะสมุนไพรมากมายที่มี รวมไปถึงผลึกวิญญาณที่วางอยู่ให้ได้เห็นราวกับเป็นของตกแต่งเท่านั้น นางยิ่งไม่อาจคาดเดาฐานะของคนตระกูลไป๋ได้เกรงกลัว หญิงสาวกำลังรู้สึกเช่นนี้ตระกูลไป๋นั้นลึกลับเกินกว่าที่นางจะคาดเดาสิ่งใดได้แล้ว ไม่แน่ว่าหากเกิดเรื่องใดขึ้นกับนางที่นี่ ท่านตาท่านยายคงจะเข้าข้างตระกูลไป๋อย่างแน่นอน เพราะพวกเขาน่าจะสำคัญมากกว่านางคุณหนูสกุลเมิ่งคิดอย่างท้อแท้และเจ็บปวดใจไป๋เสวี่ยเดินนำเมิ่งลี่มาตามทางเดินที่ร่มรื่นและเงียบสงบ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นมาที่จวนตระกูลไป๋ หลังจากพัฒนาตระกูลแล้วเพราะเมิ่งเสียนกับไป๋เหลียนนั้นกลับไปก่อนที่ไป๋เสวี่ยจะเริ่มพัฒนา ทำให้คนภายนอกกลุ่มแรกที่ได้เห็นถึงความร่ำรวยของตระกูลไป๋ก็คือเมิ่งลี่และบ่าวรับใช้ของนางนั่นเองคนตัวเล็กเดินนำเมิ่งลี่ผ่านมาทางลานฝึกยุทธ์ที่นางเป็นคนออกแบบขึ้นมาด้วยตนเองซึ่งเป็นรูปแบบการฝึกของโลกก่อนที่นางเคยได้รับในสถาบ
เขาไม่รู้ว่าหากสัตว์ให้การยอมรับแล้ว ต่อให้ไม่มีพันธะผูกพัน มันก็จะเชื่อฟังผู้ที่มันยอมรับอยู่ดี“ส่วนเจ้าตอนนี้นั้นสามารถสร้างพันธสัญญากับสัตว์อสูรได้แล้ว แต่หากอยากทำพันธสัญญากับสัตว์วิญญาณเจ้าต้องมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับจิตวิญญาณเสียก่อน เข้าใจหรือไม่” ผู้เป็นอาอธิบายให้หลานชายได้เข้าใจถึงความแตกต่างทั้งหมดจนครบถ้วน“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ” เมื่อได้ฟังทั้งหมด ไป๋เทียนก็พยักหน้ารับเวลาที่ได้สนทนากับท่านอายามใด เขามักจะได้ความรู้ใหม่ ๆ มาเสมอ เจ้าตัวกลมยกยิ้มยินดี“เรื่องสัตว์ในพันธสัญญาเจ้าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไป เพราะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็มีคนไม่มากที่จะมีสัตว์ในพันธสัญญา อีกทั้งไม่มีตระกูลใดที่ได้ใกล้ชิดกับสัตว์เหล่านั้นเช่นเดียวกับพวกเรา”“ขอรับท่านอา ว่าแต่...นี่ผู้ใดกันหรือ”เด็กชายเมื่อเข้าใจแล้ว ก็เพิ่งสังเกตเห็นสตรีแปลกหน้าสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของไป๋เสวี่ย ที่ตอนนี้กำลังทำสีหน้าแปลกประหลาดกันอยู่ ยามเมื่อได้ยินบทสนทนาของสองอาหลานเมิ่งลี่ หลี่ฉิงและหลี่หรู ตอนนี้กำลังตื่นตะลึงกับพลังวิญญาณที่หนาแน่นในตระกูลไป๋ที่ตัวเองไม่

















