تسجيل الدخولชลิดาได้ตระหนักแล้วว่า กฎแห่งกรรมมีอยู่จริง สิ่งที่เธอเคยก่อกรรมไว้กับผู้หญิงคนหนึ่ง...และเด็กตัวเล็ก ๆ อีกคน กำลังย้อนกลับมาหลอกหลอนเธอช้า ๆ อย่างทรมาน เธอไม่รู้เลยว่า ต้องชดใช้ไปอีกนานแค่ไหน รู้เพียงว่า ทุกอย่างในชีวิตกำลังค่อย ๆ พังลงทีละอย่าง ทั้งพ่อแม่ที่เคยรักใคร่ พี่น้องที่เคยสนิทชิดใกล้ กระทั่งอนาคตที่เคยสว่างไสวรออยู่ข้างหน้า ก็เริ่มเลือนรางราวกับถูกมือของโชคชะตาขีดฆ่าอย่างไร้ความปรานี
عرض المزيدในความมืดของกลางคืน มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงและเสียงแผ่วเบาของเครื่องปรับอากาศ พิมลดานอนนิ่งอยู่บนเตียง น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย มือหนึ่งก่ายหน้าผากราวกับแบกรับความหนักอึ้งที่ถาโถมเข้ามาในหัวใจ
ดวงตาคู่สวยบวมแดงจากการร้องไห้มาหลายคืนแล้ว…นับตั้งแต่ลูกชายตัวน้อยวัยสี่ขวบหลับสนิทในทุกค่ำคืน
หญิงสาวพลิกตัวไปด้านข้าง สายตามองไปยังร่างเล็ก ๆ ที่นอนขดอยู่ไม่ไกล เด็กน้อยหลับลึกด้วยความเหนื่อยล้าจากการเล่นซนตลอดวัน ใบหน้าไร้เดียงสานั้นกลับยิ่งบีบรัดหัวใจของผู้เป็นแม่ให้ปวดร้าวยิ่งกว่าเดิม
พิมลดาหลับตาลงช้า ๆ และความทรงจำก็ไหลย้อนกลับมาอย่างไม่อาจห้ามได้
วันนี้…เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของเธอกับสามี
และเป็นวันที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต
ตฤณชา...สามีของเธอ...ยื่นคำขาดขอแยกทาง
ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีเหตุผล
เขาบอกเพียงสั้น ๆ ว่า “ผมเบื่อ”
ประโยคง่าย ๆ นั้นกลับทำลายโลกทั้งใบของเธอ
เขาบอกว่าเขาจะยังคง “จุนเจือ” เธอและลูกเหมือนเดิม
คำพูดนั้นทำให้พิมลดาอดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้ในใจ
จุนเจืออย่างนั้นหรือ…
ทั้งชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคยต้องพึ่งพาใคร
ก่อนแต่งงาน เธอเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างมั่นคง
หลังแต่งงาน เธอยังคงทำงานในบริษัท ดูแลบ้าน เลี้ยงลูกอย่างเต็มที่ และเป็นแรงสนับสนุนให้สามีในทุกย่างก้าว
โดยเฉพาะเมื่อเขาได้รับตำแหน่งผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดังเมื่อปีที่แล้ว
พิมลดาเสียสละทุกอย่างเพื่อเขาและลูก เพียงเพราะอยากให้ครอบครัวนี้อบอุ่นและสมบูรณ์
ตฤณชาเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
เธอแต่งงานกับเขาหลังจากคบหาดูใจกันมากว่าสองปี ด้วยศรัทธาในความดี ความสุภาพ และความเอาใจใส่ที่เขาเคยมอบให้
ก่อนแต่งงาน ทั้งสองตัดสินใจซื้อบ้านชานเมืองเพื่อเป็นหลักแหล่งในการสร้างครอบครัวร่วมกัน โดยตกลงกันว่าจะช่วยกันผ่อนคนละครึ่ง
ทว่า ภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และการดูแลทุกอย่าง กลับตกมาอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว ด้วยข้ออ้างว่าเขาไม่สะดวกให้หักบัญชี
พิมลดาไม่เคยปริปากบ่น
เธอคิดเสมอว่า นี่คือการสร้างครอบครัวร่วมกัน
สี่เดือนหลังแต่งงาน เธอพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้สองเดือน
การเดินทางจากบ้านไปทำงานเริ่มเป็นเรื่องยากลำบาก สามีจึงตัดสินใจสมัครเช่าหอพักของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสวัสดิการสำหรับอาจารย์
แม้จะเป็นเพียงห้องเช่าขนาดเล็ก แต่ก็ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าของทั้งคู่
พวกเขาจะกลับบ้านทุกเย็นวันศุกร์ และกลับมาหอพักอีกครั้งในวันอาทิตย์ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทำงานในสัปดาห์ใหม่
ในวันนั้น พิมลดาไม่เคยคิดเลยว่า
บ้านหลังนี้
ครอบครัวนี้
และชีวิตคู่ที่เธอพยายามประคองไว้สุดกำลัง
จะกลายเป็นเพียงความทรงจำที่กำลังจะแตกสลาย
พิมลดาหลับตาแน่น น้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่อยู่ ต่อให้พยายามกลั้นมากเพียงใด ความเจ็บปวดในใจก็ยังล้นทะลักออกมาผ่านดวงตาคู่แดงก่ำนั้น
เธอรู้ดี…
รู้ถึงสาเหตุที่สามีขอแยกทาง
เมื่อสัปดาห์ก่อน พี่ชายของเธอนัดพบและบอกข่าวร้ายที่เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางหัวใจ
เขาเห็นตฤณชา สามีของเธอ อยู่กับหญิงสาวอ่อนวัยคนหนึ่ง
ทั้งคู่เล่นโบว์ลิ่งด้วยกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะและท่าทางเป็นกันเองนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกินเลยกว่าคำว่า “คนรู้จัก”
มือที่แตะต้องกันอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร…ทำให้คำแก้ตัวใด ๆ หมดความหมายลงทันที
ทันทีที่ได้ยิน ใจของพิมลดาหล่นวูบราวกับถูกดึงลงเหวลึก
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยสังเกต
ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
ช่วงหลังมานี้ ตฤณชามักอ้างว่าต้องไปทำงานต่างจังหวัดแทบทุกเสาร์อาทิตย์
ปล่อยให้เธออยู่กับลูกตามลำพัง
เขาเริ่มใช้น้ำหอม ใส่ใจการแต่งตัวมากกว่าที่เคย
แม้กระทั่งซื้อกางเกงในแบรนด์ดังใหม่หลายตัว ทั้งที่เขาเป็นคนประหยัดจนบางครั้งถึงขั้นเรียกได้ว่า ขี้เหนียว
สัญญาณเหล่านั้นเคยผ่านตาเธอมาแล้ว
แต่พิมลดาเลือกที่จะไม่คิด ไม่ถาม และไม่อยากเชื่อ
เธอรับปากพี่ชายว่าจะคุยกับสามีให้รู้เรื่อง
แต่หลังจากวันนั้น จิตใจของเธอกลับว้าวุ่นจนไม่อาจตั้งสติได้
เธอไม่เคยคิดเลยว่า คู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาหลายปีจะนอกใจ
และยิ่งไม่อาจหลอกตัวเองได้ว่า เธอไม่รู้สึกผิดกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง
หลังมีลูก รูปร่างของเธอเปลี่ยนไปอย่างมาก
จากน้ำหนักหกสิบกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมภายในสามปีหลังลูกชายหย่านม
ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวันที่ไม่มีวันหยุด
ทำให้ความพยายามลดน้ำหนักของเธอกลายเป็นเพียงวงจรโยโย่
ลดได้ไม่นาน น้ำหนักก็เหวี่ยงกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
กลางวันเธอทำงาน
เย็นหลังเลิกงาน เธอรับช่วงเลี้ยงลูกต่อจากสามีที่ไปรับลูกจากโรงเรียนอนุบาลภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสวัสดิการสำหรับบุคลากร
เสาร์อาทิตย์ต้องดูแลลูกเพียงลำพัง ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาหายใจ
ไม่มีใครมาช่วยแตะมือแบ่งเบาภาระ แม้เพียงช่วงสั้น ๆ
พิมลดาคิดอะไรไม่ออก
สมองของเธอเหมือนหยุดทำงาน
ความกลัว ความเจ็บ และความรู้สึกไร้ค่าถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
เธอไม่รู้เลยว่าจะหาทางออกให้ชีวิตนี้อย่างไร
และยิ่งคิด…หัวใจก็ยิ่งจมดิ่ง
เพราะความผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเธอ
คือการไม่จดทะเบียนสมรสกับเขา
ทั้งหมดนั้น…เกิดจากคำว่า ไว้ใจ เพียงคำเดียว
ในวันนี้...วันครบรอบแต่งงาน
หลังจากเขา เธอ และลูกน้อยนั่งรับประทานอาหารร่วมกันในร้านแถวบ้านอย่างพร้อมหน้า
ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยว่า เขาขอแยกทางกับเธอ
เขาขอคงสถานะของเธอไว้เพียง แม่ของลูก เท่านั้น
ทั้งสามคนจะยังคงอยู่ร่วมกันต่อไปที่หอพักของมหาวิทยาลัยเพื่อรักษาหน้าตาของเขาไว้ในฐานะผู้บริหารคนหนึ่งของมหาวิทยาลัย
แต่ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ เขาขอมีเวลาอิสระไว้เป็นเวลาส่วนตัว
เมื่อเขาพูดจบ น้ำตาของพิมลดาก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
ไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกจากปาก
เธอได้แต่มองเขาด้วยสายตาที่เจ็บปวดร้าวลึก
ในขณะที่เขากลับมองเมิน และคร่ำเคร่งกับการกดโทรศัพท์มือถืออ่านข้อความต่าง ๆ ราวกับไม่รู้สึกอะไร
ช่างเป็นผู้ชายที่จิตใจอำมหิตเสียจริง
ครั้งหนึ่ง ตอนที่เขายังเป็นเพียงอาจารย์ธรรมดา ไม่มีฐานะ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เขาเคยบอกกับเธอว่า
เรามาร่วมกันสร้างฐานะและครอบครัวไปด้วยกัน
แต่เมื่อวันนี้ เขาได้ดี เป็นผู้บริหาร เงินเดือนหลักแสน
กลับยังคงเอาเปรียบเธอเช่นเดิม
ทุกมื้ออาหารที่ทานร่วมกันสามคนพ่อแม่ลูก เขายังคงปล่อยให้เธอเป็นผู้จ่าย
ทว่าเมื่ออยู่กับผู้หญิงคนอื่น เขากลับกลายเป็นผู้ชายใจป้ำ พร้อมเปย์โดยไม่เคยลังเล ไม่ว่าราคาจะสูงเพียงใด
เมื่อวาน พิมลดาค้นเจอสลิปบัตรเครดิตของเขาในลิ้นชักโต๊ะภายในห้องนอน
สลิปที่บอกชัดว่า ชายหนุ่มใช้ช่วงเย็นที่อ้างว่าจะไปทำงานต่อ ไปพบหญิงสาวในสถานที่ใกล้มหาวิทยาลัย
ทั้งร้านเค้กชื่อดังในห้างเปิดใหม่ใจกลางแหล่งวัยรุ่น
ร้านปิ้งย่างยอดนิยม
มื้ออาหารราคาหลักพันที่เขาจ่ายอย่างสบายใจให้กับผู้หญิงคนอื่น
แต่กับเธอ…แม้ทานอาหารร่วมกันเพียงหลักห้าหรือหกร้อยบาท
เขาก็ยังให้เธอเป็นผู้ชำระเงินเสมอ
แม้กระทั่งค่าเหล้าเบียร์ของเขาเอง
และแน่นอน…แม้กระทั่งมื้ออาหารฉลองครบรอบแต่งงาน
เขาก็ยังปล่อยให้เธอเป็นคนจ่าย
พิมลดาได้แต่คิดในใจว่า เธอแต่งงานกับคน…หรือตัววรนุชกันแน่
หญิงสาวพยายามหลับตาลง บังคับให้ร่างกายได้พักผ่อน เพื่อจะได้มีกำลังลุกขึ้นสู้ในวันรุ่งขึ้น
แม้จะไม่รู้เลยว่า ชีวิตของเธอจากนี้จะดำเนินไปในทิศทางใด
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้แน่ชัด คือเธอต้องสู้สุดกำลัง…เพื่อลูกชาย
เด็กน้อยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใด ๆ กับการกระทำอันเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่
ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่เป็นระเบียบ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงตีสาม พิมลดาจึงหลับลงได้ในที่สุด
ในขณะที่ภรรยากำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดภายในห้องนอนใหญ่
ตฤณชา...สามีของเธอ...กลับกำลังมีความสุขกับการสนทนาทางโทรศัพท์กับหญิงสาวอันเป็นที่รัก
อยู่ในห้องนอนเล็กที่เขาขอแยกตัวมานอน
หลังจากเอ่ยปากขอแยกทางกับภรรยาไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมื้อค่ำ
ในความคิดของตฤณชา
ตอนนี้เขามีตำแหน่ง มีฐานะ เป็นถึงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดัง
ผู้หญิงอย่างพิมลดา…ไม่เหมาะสมอีกต่อไปที่จะพาออกงาน
เธอทั้งอ้วน ทั้งจบการศึกษาเพียงระดับปริญญาตรี
ในแวดวงสังคมของเขา ผู้คนล้วนจบปริญญาเอกทั้งสิ้น
เขาเชื่อมั่นว่า ตนเองกำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่กำลังไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุด
และจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันถดถอย
หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในผู้บริหารของมหาวิทยาลัย
เขาได้พบกับ ชลิดา นักศึกษาหญิงคนหนึ่งในวิชาที่เขาสอน
หญิงสาวมีใบหน้าสวย น่ารัก และดูดีมีชาติตระกูล
ตฤณชารู้มาว่า ครอบครัวของเธอทำธุรกิจหลายอย่าง เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีตระกูลหนึ่ง
ในช่วงแรก เขาเพียงให้คำแนะนำเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนในคลาส
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชลิดาก็เริ่มขอช่องทางติดต่อส่วนตัว ด้วยข้ออ้างเรื่องการปรึกษาการเรียนและการศึกษาต่อในต่างประเทศ
โอกาสนั้นทำให้ชายหนุ่มได้นัดพบเธอเป็นการส่วนตัวหลายครั้ง
จนในที่สุด ชลิดาก็ถามเขาอย่างจริงจังถึงสถานะส่วนตัว
ตฤณชาบอกกับเธอว่า เขาแยกทางกับภรรยาแล้ว และมีลูกชายหนึ่งคน
เขาเคยพาลูกชายมาให้หญิงสาวดูถึงสองครั้ง
ภาพลักษณ์ของชายผู้เป็นพ่อที่อุ้มลูกชายอย่างทะนุถนอม
สร้างความประทับใจให้ชลิดาไม่น้อย
และตฤณชาก็รู้ดีว่า ภาพของเขาที่อุ้มลูกเดินไปเดินมาในมหาวิทยาลัย
เป็นที่ชื่นชมของทั้งนักศึกษาและบุคลากร
ลูกชายตัวน้อยของเขาหน้าตาน่ารัก สดใสและยิ้มเก่ง เป็นตัวดึงดูดสายตา
และเป็นสะพานให้สาว ๆ เข้ามาใกล้
แม้กระทั่งเวลาที่เขาพาลูกไปเดินห้าง ก็มักมีพนักงานหญิงเข้ามาเล่นกับเด็กน้อย
เปิดโอกาสให้เขาหว่านเสน่ห์อย่างแนบเนียน
บางคนถึงกับให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อให้เขาติดต่อกลับ
และแน่นอน…สำหรับหญิงสาวที่หน้าตาดี รูปร่างดี
เขาก็ไม่ลังเลที่จะหาเวลาว่างโทรกลับไป
ชายหนุ่มส่งข้อความ ฝันดี ไปหาชลิดา นักศึกษาสาวที่เขากำลังติดพัน และตั้งใจจะคบหาอย่างจริงจัง
ในความคิดของเขา เธอเหมาะสมกับเขาอย่างยิ่ง
หากพาเธอเดินเคียงข้างไปที่ใด ก็ย่อมเป็นที่น่าอิจฉาของคนทั่วไป
เขาในวัยสี่สิบสองปี แต่กลับสามารถมีแฟนสาววัยยี่สิบสอง วัยที่กำลังบานสะพรั่ง สดใส และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
วันพรุ่งนี้ เขาวางแผนจะไปคลินิกเสริมความงาม นวดหน้าให้ดูอ่อนวัยลงอีกสักหน่อย
ตำแหน่งและเงินเดือน รวมถึงเงินเบี้ยเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นผู้บริหาร
ทำให้เขาสามารถใช้จ่ายได้อย่างฟุ่มเฟือย หลังจากต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียรมาหลายปี
กับภรรยาคนนี้…
อ้อ..อดีตภรรยาคนนี้
ในความคิดของเขา
ถึงเวลาแล้ว
ถึงเวลาที่เขาจะได้ใช้ชีวิตที่ดีที่สุดของตัวเองเสียที
ตฤณชาหลับใหลไปพร้อมกับความฝันถึงชีวิตอันสมบูรณ์แบบ
ชีวิตที่มีเขาเป็นศูนย์กลาง มีชลิดา...ว่าที่ภรรยาสาววัยละอ่อน ผู้เหมาะสมกับสถานะของเขา
และลูกชายตัวน้อยที่น่ารัก เป็นเครื่องประดับของความสำเร็จ
ทุกอย่างควรดำเนินไปตามแบบที่เขาเลือก และสมควรได้รับ
...
คืนวันสิ้นปี ขณะที่ตฤณชากำลังนั่งร่วมโต๊ะฉลองอย่างเพลิดเพลินกับคนรักและกลุ่มเพื่อนในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้อความจาก “ตู้” เพื่อนสนิทถูกส่งเข้ามา พร้อมภาพข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับน้องแม็กซ์เมื่อเขากดเปิดดู สิ่งที่ปรากฏคือใบรับรองแพทย์จากจิตแพทย์...เอกสารที่พิมลดาเป็นคนพาลูกไปพบเพียงไล่อ่านไม่กี่บรรทัด ความรู้สึกในอกของตฤณชาก็ปะทุขึ้นทันที ความโกรธแล่นพล่านจนแทบอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้งไปให้ไกล เขาไม่เคยนึกเลยว่า “อ้อย” น้องสาวที่เขาไว้ใจ ฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกในยามที่งานรัดตัว จะทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ตฤณชารู้ดีว่าอ้อยเติบโตมาอย่างน่าสงสาร สมัยเรียนมัธยม พ่อของพวกเขามัวแต่สร้างปัญหาเรื่องชู้สาวจนแม่ต้องคอยตามจัดการไม่รู้จบ ขณะที่แม่เองก็ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงลูกไปด้วย ชีวิตครอบครัวจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายและไม่มีใครมีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิดเพราะเหตุนี้ อ้อยจึงพลาดพลั้งตั้งครรภ์ในวัยเรียน ต้องหยุดวุฒิการศึกษาไว้เพียงชั้นมัธยมต้น ทั้งที่กำลังจะจบ ม.6 แล้วด้วยซ้ำหลังจากคลอดลูกได้เพียงสองปี ชีวิตคู่ของเธอก็พังทลาย อดีตสามีหันไปมีผู้หญิงคนใหม่ ทิ้งเธอไว้กับภาระที่
พิมลดาเดินออกจากห้องตรวจจิตแพทย์ หลังจากรับฟังคำอธิบายทั้งหมดจบลง สีหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวล ราวกับจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่“หม่าม้า แม็กซ์เก่งไหม น้าแพทสอนพับกระดาษ แม็กซ์ทำเป็นรูปหมาได้ด้วย”พิมลดาฝืนปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มสดใส ทว่านัยน์ตากลับไม่ยิ้มตาม“เก่งมากเลยค่ะลูก พวกเราหาหมอเสร็จแล้ว ไปหาของอร่อยกินกันดีไหม”เธอลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปสบตาน้องสาว พยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงให้เดินตามกันไป“น้องแม็กซ์เก่งมากเลยค่ะ แพทสอนครั้งเดียวก็พับตามได้แล้ว หลานน้าอัจฉริยะมาก ๆ”แพทหันไปหาหลานชายตัวน้อย พร้อมยกนิ้วโป้งให้ด้วยรอยยิ้มชื่นชมตลอดทั้งวัน น้องแม็กซ์ได้อยู่กับแม่และน้าอย่างมีความสุข เด็กน้อยวิ่งเล่น หัวเราะ โดยไร้ความกังวลใด ๆอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลปีใหม่ โรงเรียนปิดยาวให้นักเรียนได้พักผ่อน ประกอบกับพิมลดาได้ลาออกจากงานประจำแล้ว หญิงสาวจึงตั้งใจจะใช้เวลานี้ดูแลลูกน้อยอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเร่งรีบเหมือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็เริ่มวางแผนต่อยอดงานเสริมให้จริงจังมากขึ้นหลังกล่อมลูกน้อยหลับในช่วงบ่าย พิมลดาออกมานั่งพักนอกห้อง พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูอี
ชลิดาเดินกลับเข้าอพาร์ตเมนต์ด้วยหัวใจที่พองโต พรุ่งนี้ตฤณชาจะเดินทางมาถึง และเธอกับเขาจะได้ใช้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ร่วมกันเสียทีเกือบห้าเดือนแล้วที่ทั้งสองต้องอยู่กันคนละประเทศ แม้จะพยายามวิดีโอคอลคุยกันแทบทุกวัน แต่ความต่างของเขตเวลาทำให้บทสนทนาแต่ละครั้งสั้นกว่าที่ใจต้องการเมื่อชลิดาต้องเข้าเรียน ตฤณชากำลังจะเข้านอนและเมื่อเขาเริ่มทำงาน เธอก็ต้องปิดไฟพักผ่อนมีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ราวหกโมงถึงหนึ่งทุ่มตามเวลาในประเทศไทย ที่ตฤณชาพอมีเวลาพูดคุยกับเธอ ก่อนที่ชลิดาจะต้องรีบไปเข้าเรียน และมีบางวันที่ชายหนุ่มติดงานยาวจนพลาดเวลาที่จะพูดคุยกันแม้จะห่างไกลกัน แต่เธอปรับตัวกับชีวิตต่างแดนได้รวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงเดือนทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ส่วนหนึ่งเพราะตฤณชาได้จัดการหลายอย่างไว้ให้ล่วงหน้า ตั้งแต่หาคนไปรับที่สนามบิน ติดต่อคนรู้จักมาช่วยเรื่องลงทะเบียนเรียน ไปจนถึงช่วยจัดหาที่พักอย่างเรียบร้อยชีวิตในเมืองใหม่จึงราบรื่นกว่าที่เธอกังวลไว้มากเธอเริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทั้งคนไทยและเพื่อนต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ และค่อย ๆ สร้างพื้นที่ของตัวเองในต่างแดนค่ำคืนนั้น ชลิดานั่งมอ
ตฤณชามาถึงร้านอาหารช้ากว่าเวลานัดเกือบหนึ่งชั่วโมง เขาให้เหตุผลว่าการประชุมเลิกสายและการจราจรติดขัดอย่างหนักเพ็ญนภาเพียงยิ้มบาง ๆ รับคำอธิบาย นั่งรออย่างสงบ แม้ในใจจะประเมินทุกท่าทีอย่างรอบคอบ เธอรู้ดีว่าเวลานี้ ลูกสาวของเธอเริ่มเสียเปรียบฝ่ายชายไปแล้ว จึงทำได้เพียงอดทน รอจังหวะที่เกมจะพลิกกลับมาอยู่ในมือบ้างระหว่างรับประทานอาหาร บทสนทนาดำเนินไปอย่างระมัดระวัง คำพูดหลายคำถูกเลือกใช้ด้วยความหมายแฝง ตฤณชารับปากว่า จะดูแลความเป็นอยู่ของชลิดาในต่างแดนอย่างเต็มที่ เขามีรุ่นพี่และคนรู้จักในเมืองที่เธอจะไปศึกษาต่อ และยืนยันว่าจะไปเยี่ยมเธอในช่วงเทศกาลสำคัญเมื่อมีโอกาสเพ็ญนภารับฟังอย่างพอใจ ก่อนจะฝากฝังเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัยของลูกสาวหลายประเด็นจากนั้น เธอจึงค่อย ๆ เอ่ยข้อเสนอที่เตรียมไว้เพื่อปกป้องชื่อเสียงของชลิดาในช่วงที่ต้องไปต่างประเทศ เธอเห็นว่า การหมั้นหมายกันไว้ก่อนน่าจะช่วยยืนยันสถานะของทั้งสองฝ่าย และเมื่อชลิดาเรียนจบ เธอก็หวังว่าตฤณชาจะจัดการเรื่องแต่งงานให้เรียบร้อยข้อเสนอนั้นทำให้ตฤณชาชะงักไปเล็กน้อยในใจเขาเริ่มลังเล เขาได้สิ่งที่ต้องการจากความสัมพันธ์นี้ไปมากแล้ว
ตลาดกลางคืนย่านดังของกรุงโตเกียวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงผู้คน ชลิดาเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดี แขนข้างหนึ่งคล้องอยู่กับแขนของตฤณชาที่ก้าวเคียงข้างเธออย่างใกล้ชิด ราวกับต้องการประกาศความเป็นเจ้าของโดยไม่แยแสสายตาใครด้านหลัง แม่ น้องสาว และญาติของเธอเดินตามมาเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังแว่วมา
พิมลดาหันกลับไปตามต้นเสียงที่เรียกชื่อของเธอ สายตาพบหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อสีฟ้ากับกระโปรงสีดำเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้เรียบร้อย กำลังก้าวเข้ามาหาด้วยสีหน้าดีใจ“พิม จำพี่ได้ไหม พี่ปุ้ยที่อยู่ภาควิชาเดียวกับพี่ชาน่ะ”“สวัสดีค่ะพี่ พิมจำได้ค่ะ สบายดีไหมคะ”“แล้วพิมล่ะ สบายดีไหม ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้
ตฤณชานั่งเอนหลังอยู่ในบาร์ของโรงแรมหรูในประเทศที่เพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่ถึงชั่วโมง แก้วเครื่องดื่มสีอำพันสะท้อนแสงไฟสลัว ๆ บนเคาน์เตอร์ก่อนเครื่องบินออก เขาเห็นรูปแอบถ่ายตัวเองกับชลิดาแล้วเห็นครบ...เห็นชัดและเข้าใจทันทีว่าปัญหากำลังจะลุกลามเขาจึงปิดเครื่องโทรศัพท์ ตัดขาดจากทุกสายเรียกเข้า แม้แต
พิมลดาและแพทก้าวเดินออกจากประตูวัดเคียงคู่กัน ใบหน้าของทั้งสองดูอิ่มเอิบซึมซับเอาความสงบเย็นมาไว้ในแววตา พิพัฒน์ที่ยืนรออยู่หน้าประตูสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที เขาเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองดูผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน“เป็นยังไงบ้างเรา ยิ้มแป้นเชียวนะ” พิพัฒน์เอ่ยหยอกน้องสาว