تسجيل الدخولหลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ
ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร แฟ้มรายงานถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น กลับไปยังห้องทำงาน กันต์ธีร์ออกจากลิฟต์ เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้อง มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ที่เขาสั่งให้ไปเอามาจากทีมบีมไว้แน่น กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!” กันต์ธีร์ก้าวไปหยิบแฟ้มบางส่วนออกจากมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะตกลงสู้พื้น “อ้าว เฮีย มาแล้วเหรอครับ” จินไตยยิ้มแหย ๆ พลางถอนหายใจโล่งอก “นี่แฟ้มที่ฉันให้ไปเอามาใช้ไหม” “ครับ” เขาพัยกหน้า ทั้งสองเข้ามาข้างใน จินไตยมองไปที่โรส เปิดปากบ่นด้วยความหมั่นไส้ “มึงนี่มันใจดำจริง ๆ สวยก็ไม่สวย น้ำใจก็ไม่มี เอาอย่างหัวหน้าบ้าง ทั้งหล่อทั้งใจดี” จินไตยยิ้มประจบ “เอ้า ไอ้แดน! ด่าไม่มีน้ำใจ ยังไม่โกรธเท่าด่าว่าไม่สวยเลยนะ! ให้เกียรติฟิลเลอร์บนหน้าด้วยค่ะ” โรสโต้กลับ ถามต่อ “ตอนแรกถือมาได้ยังไงล่ะ?” “น้องทีมบีช่วยถือมาให้ แต่มันดันปวดท้อง เลยทิ้งกูไว้หน้าห้อง” โรส “อ้าวเหรอ…กูก็นึกว่ามึงตอแหล” “ตอแหลพ่_งสิ” กันต์ธีร์ได้แต่สายหัวกับการต่อล้อต่อเถียงระหว่างคนทั้งสอง เขาเข้าไปในห้องประชุมเล็ก วางเอกสารในมือลงที่โต๊ะสำหรับไว้ประชุมเรื่องคดีกลางห้อง เช็กแฟ้มเอกสารว่าครบตามที่หัวหน้าทีมบีแจ้งมาหรือไม่ เห็นเช่นนั้นจินไตยจึงตามมา วางเอกสารที่ตนถือไว้ข้าง ๆ หัวหน้าทีมหนุ่มหยิบรูปของเหยื่อฆาตกรรมขึ้นมาพิจารณาทีละใบ สีหน้าจริงจังเหมือนทุกครั้ง เขาเริ่งเอารูปติดที่บอร์ด ทีละรูปที่ละรูป มีจินไตยและโรสนั่งมอง เพียงครู่เดียวบอร์ดก็เริ่มเต็มไปด้วยรูปและข้อมูลต่าง ๆ อัยกรที่เพิ่งผ่านประตูเข้ามาก็มองอย่างสนใจ “นี่กำลังตรวจสอบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอยู่เหรอ?” “เปล่า กำลังอ่านนิยายรักโรแมนติกอยู่ต่างหาก” โรสตอบกลับด้วยความทะเล้น “เฮ้อ…ไม่กวนสักนาทีมันจะตายเหรอ” อัยกรบ่น “ไม่ตายแต่…” “เอาล่ะ ๆ ฉันมีเรื่องจะประกาศ ทีมเราได้รับคำสั่งให้รับไม้ต่อคดีนี้จากทีมบีแล้ว ทุกคนที่ไม่มีงานค้างมาช่วยกันดูเอกสาร และหาจุดที่น่าสงสัยออกมาให้หมด” “ครับ/ค่ะ” เอกสารกองใหญ่ถูกแจกจ่ายไปตามมือของแต่ละคน สมาชิกต่างก้มหน้าอ่านข้อมูล พลางทำเครื่องหมายในจุดที่น่าสงสัยและควรพิจารณา เกือบสามชั่วโมงที่ทั้งทีมจมอยู่กับการอ่านรายงานผลชันสูตรทั้งสามคดี กันต์ธีร์มองดูสมาชิกที่เริ่มวางแฟ้มลงทีละคน จึงเอ่ยถาม “อ่านกันจบแล้วใช่ไหม” โรสเงยหน้า “แล้วคดีที่สี่ล่ะคะ เรายังไม่ได้อ่านกันเลย” “คดีนั้นไว้หลังจากนี้ เรามาสรุปสามคดีนี้กัก่อนดีกว่า ใครดี?” กันต์ธีร์ถามด้วยความกระตือรือร้น เขากวาดตามองไปยังสมาชิกทีละคนด้วยความคาดหวัง รอฟังความเห็น “ผมครับ” อัยกรเสนอตัวเป็นคนแรก “บนร่างของเหยื่อทั้งสามมีรอยแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากการถูกทรมานอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศ แปลว่าคนร้ายไม่ได้ทำเพราะความใคร่ แต่สนุกกับการสร้างความเจ็บปวดให้เหยื่อมากกว่า เป้าหมายของมัน ผมคิดว่า คือชอบการ ‘ควบคุม’ ชีวิตของเหยื่อจนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนสาเหตุการตายคือถูกแทงที่หัวใจ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง ทีมบีเจอรอยนิ้วมือถูกซ่อนไว้เพียงเล็กน้อย ส่วนอื่นเห็นได้ชัดว่าถูกเช็ดออกอย่างจงใจ รอยเหล่านี้อยู่ตรงข้อเท้า ข้อมือ แล้วก็ต้นแขน ของศพแต่ละราย นี่บ่งบอกว่าฆาตกรมั่นใจมาก ว่าเราจะไม่จับมันไม่ได้ ถึงกับกล้าทิ้งรอยนิ้วมือไว้เหมือนเป็น ‘ลายเซ็น’ ผมเดาว่ามันอาจมีความรู้เรื่องการตรวจสอบหลักฐานอยู่บ้าง ถึงรู้ว่าควรทิ้งยังไงให้ไม่พอสำหรับสืบหาตัวตน” เขาทิ้งท้าย “อีกอย่างที่ผมคาใจคือ… ที่เกิดเหตุเละเทะแบบนั้น กลับไม่เจอหลักฐานอื่นเลย ทุกอย่างสะอาดเกินไป เหมือนมีใครคอยเก็บกวาดให้อย่างนั้น” “หึ แม้สถานที่จะสะอาด แม้มันอาจจะรู้เรื่องการตรวจสอบหลักฐาน แล้วยังไงล่ะ? ไม่ใช่เพราะความอวดดีของมันเหรอ ถึงได้พลาด” กันต์ธีร์กล่าวเสียงเย้ยหยัน จินไตยถามอย่างตื่นเต้น “หมายความว่าเฮียรู้วิธีหาตัวมันแล้วเหรอครับ?” “ฉันสันนิษฐานว่ารอยนิ้วมือที่มันทิ้งไว้น่าจะมาจากนิ้วเดียวกัน ลองดูรูปพวกนี้” กันต์ธีร์ชี้ไปยังรูปตำแหน่งที่อัยกรบอกไว้ “จุดที่เจอรอยนิ้วมือ ยังมีรอยช้ำ ซึ่งน่าจะเกิดตอนที่คนร้ายลากเหยื่อ ร่องรอยพวกนี้บอกเราได้ว่ามันจับผู้ตายแบบไหน” “นั้นทำให้เราเดาได้ว่ารอยนิ้วมือตำแหน่งนี้คือนิ้วอะไรใช่มั้ยครับ!” จินไตยพูดและคิดตาม “ถูกต้อง — ถ้าอย่างนั้น พวกแกตอบฉันได้ไหมว่าน่าจะเป็นนิ้วไหน?” กันต์ธีร์ถามกระตุ้นทีม “นิ้วโป้งค่ะ!” โรสตอบด้วยความมั่นใจ ก่อนอธิบายต่อ “ดูจากลักษณะรอยนิ้วมือปรากฏอยู่ด้านบนของข้อเท้า ถ้าคนร้ายจับข้อเท้าทั้งสองข้างเพื่อยก นิ้วโป้งจะกดบนข้อเท้าเพื่อให้ยึดได้มั่นคง ส่วนอีกสี่นิ้วจะอยู่ด้านล่างหรือข้างเพื่อสมดุล” กันต์ธีร์พยักหน้าอย่างพอใจกับการวิเคราะห์ของโรส “ถูกต้อง แม้แต่ละจุดเป็นเพียงเศษเล็ก ๆ แต่รอยนิ้วมือเหล่านั้นยังมีรายละเอียดลายเส้นที่ต่างกัน ถ้าเรานำทั้งหมดมาจัดแนวต่อกันอย่างถูกต้อง ก็สามารถประกอบเป็นภาพรวมของรอยนิ้วมือ แล้วตามไปหาตัวคนร้ายได้” อัยกรลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ผมจะไปจัดการเดียวนี้ครับ” “เดี๋ยวก่อน ฉันอยากพูดถึงคดีที่สี่สั้น ๆ” เขาพลิกบอร์ดให้เป็นด้านที่ว่าง จากนั้นนำรูปของคดีที่สี่ขึ้นติด “รายงานและผลการชันสูตรโดยรวมตรงกันกับสามคดีก่อนแทบทุกประการ แต่ศพนี้ยังเจอรอยเข็มขนาดใหญ่ที่เส้นเลือดใหญ่บริเวณขาหนีบ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าเลือดของศพส่วนใหญ่หายไป” “หายไป…หายไปไหน?” โรสพึมพำ “นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องหาคำตอบไงล่ะ” รายละเอียดใหม่ที่เพิ่งถูกเปิดเผย ก่อให้เกิดบรรยากาศกดดันที่แผ่ซ่านไปทั่วห้อง…จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล
กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด
โต๊ะอาหารสำหรับสี่คนควรจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเบาๆ แต่โต๊ะนี้กลับเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน และบทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจันอับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไขว้ขาอย่างไม่แยแส ปลายนิ้วพลิกเมนูไปมาเหมือนกำลังตั้งใจเลือก ทว่าทุกครั้งที่สายตาเผลอหลุดจากตัวอักษร มันจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนฝั่งตรงข้าม...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ...คนที่ถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรอย่างกันต์ธีร์ก็ไม่ลดราวาศอก เขายังคงยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบมองตอบกลับไปอย่างจงใจ— เหมือนกำลังท้าทายกันตรง ๆรณพักตร์ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อนส่วนไกรวิทย์ในฐานะเจ้าภาพ... เลือกจะทำเป็นไม่เห็นอะไรตั้งแต่แรกเขาพูดพร้อมกวาดสายตารอบโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับดึงสายตากลับมา เลิกสนใจคนกวนประสาทฝั่งตรง เขาเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนถามอย่างกระตือรือร้น“ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ”“น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี”เมนูในมือถูกส่งให้อีกคนได้ดูด้วย หัวทั้งสองคนแทบชนกัน ช่วยกันเลือกอย่างจริงจังภาพนั้นทำให้กันต
ก๊อก ก๊อก ก๊อก …เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจของคนในห้องให้หันไปมองไกรวิทย์ “คงมาแล้ว”ยังไม่ทันขาดคำ เสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้น“ท่านครับ จันอับมาแล้วครับกันต์ธีร์คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาชื่อนั้นเขานึกออกอยู่คนเดียว‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ไกรวิทย์ “ให้เข้ามาเลย”แม้คนที่เปิดประตูจะเป็นรณพักตร์ แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ เห็นแล้วว่านอกจากเจ้าของห้องยังมีอีกคนนั่งหันหลังอยู่อย่างที่รณพักตร์บอกจันอับ “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ขอแนะนำตัวอีกที ผมจันอับยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”ไกรวิทย์ “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับคุณจันอับ” ก่อนมองไปทางลูกน้องตัวเอง “พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วย คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”รณพักตร์ที่ได้ยินคำสั่งนั้น กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ครับ!”จันอับเดินมาหยุดหลังเก้าอี้ตัวที่ว่างอย่างอยู่ เขาคิดในใจว่า ทำไมคนที่นั่งอยู่อีกคนนั้นถึงได้คุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก็ทำเอามุมปากของจันอับกระตุกไกรวิทย์ไม่รู้
หลังเสร็จสิ้นการชันสูตร กันต์ธีร์ได้มอบหมายงานที่เหลือให้กับลูกน้องทั้งสอง ก่อนออกจากห้องตรงไปยังตึกที่ทำงานของไกรวิทย์เพื่อรายงานผลทันที ระหว่างทางทุกย่างก้าว ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์นั้น แม้เขาจะพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างรอยบนศพกับตัวเองเท่าไหร ทว่า…ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยหัวหน้าทีมออบส์เดินใจลอยจนมาถึงหน้าห้องทำงานของไกรวิทย์ เขาผลักประตูเข้าไปข้างในเห็นผู้ช่วยอย่างรณพักต์ที่กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะ จนไม่สังเกตการมาถึงของเขา เลยส่งเสียงทักทาย“ไงพักตร์ งานยุ่งเหรอ?”รณพักตร์เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงส่งยิ้มให้ “อ้าวคุณกันต์ สวัสดีครับ งานเยอะนิดหน่อย แฮะ แฮะ” เขาหัวเราะเก้อ ๆ“คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ?”“ใช่ มันอยู่ไหม”“อยู่ครับ เดี๋ยวผมไปเรียนท่านก่อน คุณรอสักครู่นะครับ”กันต์ธีร์ “พักตร์ เรียกพี่ว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะ เรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”“ได้ครับพี่ ถ้าเช่นนั้น พี่กันต์รอสักครู่นะครับ”“อือ”รณพักตร์เคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ”เสียงจากในห้องดังขึ้น “ให้เข้ามา”รณพักตร์ถือโอกาสผลักประตูเพื่อเปิดให้กันต์ธีร์
เช้านี้กันต์ธีร์ไม่ได้เร่งรีบเข้าที่ทำงานมากนัก เนื่องจากเมื่อวานได้แจกจ่ายงานให้กับลูกทีมหมดแล้ว จึงนั่งกินข้าวต้มกุ้งที่มารดาทำให้อย่างสบายใจ แต่ยังไม่ทันที่คำสุดท้ายจะเข้าปาก เสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน และเมื่อชายหนุ่มรับโทรศัพท์สายนั้น ข้าวต้มคำสุดท้ายก็ต้องจบลง ปลายสายแจ้งว่าพบศพหญิงสาวในอาคารร้างชานเมือง — รูปแบบการก่อเหตุชี้ชัดว่าฆาตกรต่อเนื่องได้ลงมืออีกครั้ง กันต์ธีร์ชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบรับ “ครับ ส่งโลเคชันมาได้เลย ผมกำลังออกไป” เมื่อสายตัด เขารีบแจ้งข่าวลงในกลุ่มทีมออบส์ทันที ทั้งพิกัดและข้อมูลสำคัญถูกส่งไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงลุกขึ้น ล่ำลามารดาสั้น ๆ ก่อนมุ่งหน้าออกจากบ้านตรงไปยังที่เกิดเหตุ อาคารเก่าชานเมืองเงียบสงัด รอบด้านเต็มไปด้วยวัชพืชและกองขยะที่ถูกแอบนำมาทิ้งไว้ ประตูเหล็กผุเปิดแง้ม คราบสนิมและร่องรอยการกัดกร่อนบนบานพับบอกชัดถึงสภาพที่ถูกทิ้งร้างมานาน กันต์ธีร์ก้าวเข้ามาภายในตึก ชั้นแรกเต็มไปด้วยเศษไม้เศษปูน และกระจกที่แตกกระจัดกระจาย ฝุ่นหนาทึบปกคลุมไปทั่ว สิ่งที่ดึงดูดสายตาคือบันไดที่นำขึ้นไปยังชั้นบน ซึ่งเป็นจุดที่ตำรวจสายตรวจรออยู่ เข
“เฮีย!” จินไตยลุกจากเก้าอี้วิ่งมากระโดดกอดเป็นคนแรก เหมือนได้เจอเทวดามาโปรด อัยกรลุกตามมาสมทบ ยื่นมือมาชนกำปั้นแบบที่เคยทำกัน ส่วนพิร์วรัลยิ้มจนตาหยี “เฮียกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลยค่ะ” “ไม่คิดจะให้ใครไปรับเลยเหรอครับ?” อัยกรเสริม “แล้วคราวนี้อยู่ยาวเลยหรือเปล่า หรือว่าต้
ภายในห้องประชุมบรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดเป็นพิเศษ เมื่อจินดา เรียกสมาชิกของออบส์ ให้มาประชุมด่วน โดยไม่บอกเหตุผลล่วงหน้า แถมตอนที่เธอเดินเข้ามายังทำหน้าตึงสุดๆ โรส จินไตย อัยกร และพิร์วรัล เหลือบมองกันอย่างกังวล นาน ๆ ทีพวกเขาจะเห็นอดีตหัวหน้าทีมเคร่งขรึมแบบนี้ และทุกครั้ง… มักตามมาด้วยเรื่องร้ายแ
เวลานี้กันต์ธีร์กำลังเลี้ยวรถเข้าสู่เขตสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พื้นที่ซึ่งรวมหน่วยสำคัญเอาไว้ครบ ทั้งหน่วยปราบปรามอาชญากรรม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปจนถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานที่เขาสังกัด ตึกสูงสลับกับอาคารเก่าเรียงราย เหมือนคอยบอกเล่าประวัติขององค์กรนี้ เสียงไซเรนแว่วมาเป็น
ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ อากาศที่เย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศโอบล้อมไปทั่วห้องนอน ผ้าม่านสีทึบช่วยปิดกั้นแสงรบกวน เตียงหลังใหญ่กลางห้องดูน่านอนจนชวนให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและจมดิ่งสู่การพักผ่อนอันยาวนาน แต่ไม่ใช่กับชายหนุ่มที่กำลังนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงหลังนั้น คิ้วเข้มได้รูปเหมือนถูกเขียนด้วย







