تسجيل الدخول“เพราะความรัก…อาจเป็นเชื้อเพลิงที่ปลุกคำสาปให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง” กันต์ธีร์ แพทย์นิติเวชหนุ่มมากฝีมือที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศ เพื่อเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าทีมเอ หรือที่กล่าวถึงกันว่าทีมหัวกะทิ ของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน คดีที่เขาเจอ มีหลักฐานบางอย่างเกี่ยวพันกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ทั้งชิ้นส่วนของศพที่หายไป และสัญลักษณ์ที่ตรงกับรอยลึกลับบนหน้าอกของเขาเอง ขณะเดียวกัน เขาเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก ความฝันประหลาด ชีวิตที่เคยมีเหตุผลเริ่มสั่นคลอน เมื่อเขาได้พบกับ จันอับ นักข่าวหนุ่มผู้ดูเหมือนจะ “เกลียด” เขามากตั้งแต่แรกเห็น แม้พวกเขาเพิ่งเคยเจอกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จากคู่กัด ค่อย ๆ พัฒนาไปพร้อมกับการคลี่คลายปริศนา แต่ยิ่งเข้าใกล้ความจริง กันต์ธีร์ก็ยิ่งถูกดึงกลับเข้าสู่อดีตชาติอันเจ็บปวด ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก ความตาย และคำสาปร้ายแรงที่ไม่อาจหลุดพ้น ความรู้สึกที่เขาไม่ควรมีในชาตินี้… กลับเป็นชนวนให้คำสาปเริ่มตื่น และพุ่งเป้าเล่นงานจันอับอย่างโหดเหี้ยม ในท้ายที่สุด พวกเขาต้องร่วมกันไขคดี คลี่คลายเงื่อนงำในอดีตชาติ และเลือก ว่าจะยอมแพ้ให้กับคำสาป หรือจะเผชิญหน้ากับมันเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของทั้งคู่
عرض المزيدจันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล
กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด
โต๊ะอาหารสำหรับสี่คนควรจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเบาๆ แต่โต๊ะนี้กลับเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน และบทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจันอับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไขว้ขาอย่างไม่แยแส ปลายนิ้วพลิกเมนูไปมาเหมือนกำลังตั้งใจเลือก ทว่าทุกครั้งที่สายตาเผลอหลุดจากตัวอักษร มันจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนฝั่งตรงข้าม...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ...คนที่ถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรอย่างกันต์ธีร์ก็ไม่ลดราวาศอก เขายังคงยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบมองตอบกลับไปอย่างจงใจ— เหมือนกำลังท้าทายกันตรง ๆรณพักตร์ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อนส่วนไกรวิทย์ในฐานะเจ้าภาพ... เลือกจะทำเป็นไม่เห็นอะไรตั้งแต่แรกเขาพูดพร้อมกวาดสายตารอบโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับดึงสายตากลับมา เลิกสนใจคนกวนประสาทฝั่งตรง เขาเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนถามอย่างกระตือรือร้น“ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ”“น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี”เมนูในมือถูกส่งให้อีกคนได้ดูด้วย หัวทั้งสองคนแทบชนกัน ช่วยกันเลือกอย่างจริงจังภาพนั้นทำให้กันต
ก๊อก ก๊อก ก๊อก …เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจของคนในห้องให้หันไปมองไกรวิทย์ “คงมาแล้ว”ยังไม่ทันขาดคำ เสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้น“ท่านครับ จันอับมาแล้วครับกันต์ธีร์คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาชื่อนั้นเขานึกออกอยู่คนเดียว‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ไกรวิทย์ “ให้เข้ามาเลย”แม้คนที่เปิดประตูจะเป็นรณพักตร์ แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ เห็นแล้วว่านอกจากเจ้าของห้องยังมีอีกคนนั่งหันหลังอยู่อย่างที่รณพักตร์บอกจันอับ “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ขอแนะนำตัวอีกที ผมจันอับยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”ไกรวิทย์ “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับคุณจันอับ” ก่อนมองไปทางลูกน้องตัวเอง “พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วย คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”รณพักตร์ที่ได้ยินคำสั่งนั้น กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ครับ!”จันอับเดินมาหยุดหลังเก้าอี้ตัวที่ว่างอย่างอยู่ เขาคิดในใจว่า ทำไมคนที่นั่งอยู่อีกคนนั้นถึงได้คุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก็ทำเอามุมปากของจันอับกระตุกไกรวิทย์ไม่รู้
หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหาย
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคน
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมื